วงเสวนาและการฉายสารคดีปกป้องศาลเจ้าแม่ทับทิม “The Last Breath of Sam Yan” ที่ฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา “เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล” อดีตนายกฯ อบจ.จุฬา เผยที่มาทำสารคดี หลังทราบข่าวศาลเจ้าแม่ทับทิมสะพานเหลืองจะถูกจุฬาฯ ไล่รื้อ จึงร่วมกับเพื่อนๆ ตั้งคณะทำงานปกป้องศาลเจ้าแม่ทับทิม ร่วมกันทำกิจกรรมฟื้นฟู และสร้างการรับรู้ต่อสาธารณะ ชี้ “Chula Smart City” ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้ชุมชนดั้งเดิมที่สามย่านจำนวนมากถูกแทนที่ด้วยอาคารสูง โครงการเชิงพาณิชย์ และทำให้ประชาชนนับหมื่นต้องย้ายออก
“ภูมิยศ ลาภณรงค์ชัย” นิสิตจุฬาฯ ซึ่งร่วมทำกิจกรรมกับชุมชนสามย่าน รู้สึกผิดหวังที่ Harvard Graduate School of Design (GSD) นำเสนอนิทรรศการสวน 100 ปี จุฬาฯ ในฐานะตัวอย่างของการออกแบบภูมิทัศน์ที่ยั่งยืน ทั้งที่โครงการดังกล่าวมีข้อถกเถียงสำคัญเรื่องการทำให้ชุมชนดั้งเดิมหลายร้อยครัวเรือนต้องย้ายออกจากพื้นที่ และเห็นว่ามิได้เป็น “พื้นที่สาธารณะ” อย่างแท้จริง อันเนื่องมาจากการควบคุมการใช้งานของสถาบันการศึกษาเจ้าของพื้นที่


6 มี.ค. 2569 Harvard Asia Center ร่วมกับ Southeast Asia Initiative จัดกิจกรรมฉายภาพยนตร์และเสวนา “Sacred Space on Trial: Urban Justice, Design, and the Chao Mae Thapthim Shrine Case in Thailand” (พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์กับการดำเนินคดี: ความยุติธรรมเมือง การออกแบบ และกรณีศึกษาศาลเจ้าแม่ทับทิมในประเทศไทย) ที่ห้อง S050, Thomas Chan-Soo Kang Room, CGIS South มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เมืองเคมบริดจ์ รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา ท่ามกลางผู้เข้าร่วมจำนวนมาก สะท้อนความสนใจต่อประเด็นความยุติธรรมในเมือง มรดกทางวัฒนธรรม และผลกระทบของการพัฒนาเมืองในประเทศไทย
กิจกรรมเริ่มต้นด้วยการฉายภาพยนตร์สารคดี “The Last Breath of Sam Yan” ความยาว 75 นาที บอกเล่าเรื่องราวการต่อสู้เพื่อปกป้องศาลเจ้าแม่ทับทิมสะพานเหลือง ท่ามกลางแรงกดดันจากการพัฒนาเชิงพาณิชย์และการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์เมืองในสามย่าน ถัดจากนั้นเป็นวงสนทนาว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างศาสนสถาน ความทรงจำของชุมชน การออกแบบเมือง และอำนาจของสถาบัน
ผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์สารคดี อดีตนายกองค์การบริหารสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ภูมิยศ ลาภณรงค์ชัย นิสิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนักกิจกรรมผู้ทำงานรณรงค์เรื่องชุมชนสามย่านอย่างต่อเนื่อง โดยมี Lin Xiaoying จาก Harvard Divinity School เป็นผู้ดำเนินรายการ และ ศาสตราจารย์ James Robson จากภาควิชาภาษาและอารยธรรมเอเชียตะวันออก และผู้อำนวยการสถาบัน Harvard-Yenching Institute กล่าวต้อนรับ
ในการนำเสนอ เนติวิทย์อธิบายให้ผู้เข้าร่วมเห็นภูมิหลังของพื้นที่สามย่านว่า ไม่ได้เป็น “ที่ว่าง” สำหรับการพัฒนาอย่างที่มักปรากฏในแผนที่หรือวาทกรรมทางการพัฒนา หากแต่เคยเป็นพื้นที่ชุมชนที่มีชีวิต มีทั้งบ้านเรือน ตลาด โรงหนัง โรงเรียน สถานีดับเพลิง ศาลเจ้า โบสถ์ และแม้กระทั่งร่องรอยของสุสานมุสลิม เขาชี้ว่าแผนที่และภาพแทนของเมืองจำนวนมากมักปกปิดประวัติศาสตร์ของผู้คน และทำให้การลบเลือนชุมชนดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา
เขากล่าวว่า ภายใต้โครงการ “Chula Smart City” ของมหาวิทยาลัยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ชุมชนดั้งเดิมในย่านสามย่านจำนวนมากถูกแทนที่ด้วยอาคารสูง โครงการเชิงพาณิชย์ และพื้นที่ว่างเพื่อรองรับรถยนต์ ส่งผลให้ประชาชนกว่าหมื่นคนต้องย้ายออกจากพื้นที่
เนติวิทย์เล่าว่า จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อเขาทราบว่าศาลเจ้ากำลังจะถูกไล่รื้อ และผู้ดูแลศาลเจ้าได้รับคำขู่ให้ย้ายออกโดยมีเจ้าหน้าที่บอกว่าจะเอารถแทคเตอร์มาไถศาล เขาจึงตัดสินใจร่วมกับเพื่อนๆ จัดตั้งคณะทำงานเพื่อปกป้องศาลเจ้า ช่วยฟื้นฟูพื้นที่ จัดกิจกรรม และสร้างการรับรู้สาธารณะต่อประเด็นนี้ พร้อมเดินหน้าการชุมนุมและการรณรงค์อย่างต่อเนื่องตลอด 6 ปีที่ผ่านมา
เขาย้ำว่า การต่อสู้ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการปกป้องสิ่งปลูกสร้างหนึ่งหลัง แต่คือการปกป้องพื้นที่แห่งความทรงจำ ศรัทธา และการมีส่วนร่วมของผู้คนในเมือง “สิ่งที่เรากำลังทำไม่ใช่แค่การรักษาศาลเจ้าไว้หนึ่งแห่ง แต่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของศาสนสถานของชุมชน มรดกทางวัฒนธรรม และชีวิตของสามัญชน” เขากล่าว พร้อมระบุว่า ปัจจุบันศาลเจ้าได้กลายเป็นหนึ่งในศาลเจ้าที่คนรุ่นใหม่ในกรุงเทพฯ เดินทางมาเยือนมากที่สุดแห่งหนึ่ง โดยมีผู้มาเยือนอย่างน้อยราว 10,000 คนต่อเดือน
เนติวิทย์ยังกล่าวถึงการทำงานผ่านสำนักพิมพ์นิสิตสามย่าน ซึ่งเขาก่อตั้งขึ้น เพื่อบันทึกและเผยแพร่เสียงของอดีตชาวบ้านและผู้ดูแลศาลเจ้า ตลอดจนผลักดันการแปลหนังสือด้านเมืองและการต่อสู้ทางสังคม เช่น Rebel City และ Feminist City เป็นภาษาไทย เพื่อขยายการถกเถียงในวงวิชาการและสาธารณะ นอกจากนี้ ยังมีแผนริเริ่ม Sam Yan Film and Ideas Festival เพื่อเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ร่วมกันรื้อฟื้นประวัติศาสตร์ของย่านผ่านภาพยนตร์ หนังสือ และการสนทนาสาธารณะ รวมถึงการจัดพิธีทำบุญอุทิศแก่ผู้คนที่เคยอาศัยอยู่ในพื้นที่ โดยเชื่อมโยงศาสนา วัฒนธรรม และความทรงจำเข้าด้วยกัน
เขายังกล่าวด้วยว่า ปัจจุบันศาลเจ้าได้รับการยอมรับมากขึ้นในสังคม ได้รับรางวัลอนุรักษ์ ขณะที่ศาลเจ้าทดแทนที่มหาวิทยาลัยสร้างขึ้นกลับไม่ได้รับการตอบรับเท่าที่คาดหวัง ฝ่ายมหาวิทยาลัยเริ่มมีท่าทีประนีประนอมมากขึ้น แต่ก็พยายามหาทางกำจัดผู้ดูแลศาลเจ้าออกไป แทนที่จะให้ผู้ดูแลศาลอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข
ด้าน ภูมิยศ ลาภณรงค์ชัย กล่าวถึงประสบการณ์การทำกิจกรรมรณรงค์เพื่อชุมชนสามย่านตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่การเคลื่อนไหวเชิงกิจกรรมไปจนถึงการใช้กลไกทางกฎหมายเพื่อตรวจสอบโครงการพัฒนา เขาชี้ว่าปัญหานี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของอาคารหรือผังเมือง แต่เป็นเรื่องของเสรีภาพในการใช้พื้นที่สาธารณะและสิทธิของผู้คนในการตั้งคำถามต่ออำนาจ



ภูมิยศยังกล่าวด้วยว่า เขารู้สึกผิดหวังที่ Harvard Graduate School of Design (GSD) กำลังจัดแสดงนิทรรศการ “Designers of Mountain and Water: Alternative Landscapes for a Changing Climate” ซึ่งมีการนำเสนอ สวน 100 ปี จุฬาฯ ในฐานะตัวอย่างของการออกแบบภูมิทัศน์ที่ยั่งยืน ทั้งที่โครงการดังกล่าวมีข้อถกเถียงสำคัญเรื่องการทำให้ชุมชนดั้งเดิมหลายร้อยครัวเรือนต้องย้ายออกจากพื้นที่
เขาตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมด้วยว่า สวนแห่งนี้มิได้เป็น “พื้นที่สาธารณะ” อย่างแท้จริง เนื่องจากการใช้งานและการแสดงออกภายในพื้นที่ยังอยู่ภายใต้การควบคุมอย่างเข้มงวดของสถาบันการศึกษาเจ้าของพื้นที่
ภูมิยศยกตัวอย่างจากประสบการณ์ตรงของตนเองในฐานะ ประธานฝ่ายพัฒนาสังคมและงานอาสา องค์การบริหารสโมสรนิสิตจุฬาฯ โดยเล่าว่า เขาเป็นผู้ริเริ่มโครงการ “จุฬากลางแปลง” เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้คนเข้ามาชมหนังกลางแปลงที่สวน 100 ปี จุฬาฯ แต่เจตนาที่สำคัญยิ่งกว่านั้น คือการใช้พื้นที่ดังกล่าวจัดฉายภาพยนตร์และวงเสวนาสาธารณะว่าด้วยปัญหาการไล่รื้อชุมชนในพื้นที่ มหาวิทยาลัย
อย่างไรก็ดี เมื่อเขาเสนอจะฉายสารคดี The Last Breath of Sam Yan โครงการกลับต้องเผชิญแรงกดดันจากผู้บริหารมหาวิทยาลัยอย่างมาก จนกิจกรรมถูกจำกัดทั้งในด้านเนื้อหา สถานที่ รูปแบบการจัดงาน และงบประมาณ โดยเขาระบุว่า ได้รับการอนุมัติใช้สถานที่จริงเพียง หนึ่งวันก่อนวันจัดงานเท่านั้น นอกจากนี้ เขายังเปิดเผยข้อความในไลน์แชตที่ผู้บริหารมหาวิทยาลัยส่งมากำชับและติดตามการจัดงานอย่างใกล้ชิด
ภูมิยศกล่าวว่า ประสบการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า เมื่อพื้นที่ซึ่งถูกเรียกว่า “สาธารณะ” ยังถูกควบคุมโดยสถาบันอย่างเข้มงวด เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการสนทนาสาธารณะก็ย่อมถูกจำกัดไปด้วย เขาชี้ว่า ปัญหาการพัฒนาเมืองจึงไม่ได้เกี่ยวข้องแค่กายภาพของพื้นที่ แต่ยังเกี่ยวกับคำถามพื้นฐานว่า ใครมีสิทธิใช้พื้นที่ ใครมีสิทธิพูด และใครเป็นผู้กำหนดความหมายของ “ประโยชน์สาธารณะ”
นอกจากนี้ ภูมิยศยังเชื่อมโยงประเด็นจากสามย่านไปสู่บ้านเกิดของตนที่ หาดใหญ่ ซึ่งเพิ่งเผชิญอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อปลายปี 2568 เขาเล่าว่า ภาพของเมืองที่เต็มไปด้วยโคลน ซากความเสียหาย และประชาชนที่ต้องรอความช่วยเหลือ ทำให้เขาตระหนักว่าความอยุติธรรมเชิงสถาบันไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ แต่ยังปรากฏในรูปแบบของการจัดการภัยพิบัติ การเตือนภัย การจัดสรรงบประมาณ การกู้ภัย และการฟื้นฟูเมืองหลังวิกฤต
เขาตั้งคำถามว่า เมื่อสถาบันที่มีอำนาจเป็นผู้กำหนดพื้นที่เมือง ไม่ว่าจะผ่านการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่หรือการบริหารจัดการภัยพิบัติ ความรับผิดรับชอบต่อประชาชนควรมีหน้าตาอย่างไรในทางปฏิบัติ ไม่ใช่เพียงในหลักการ พร้อมทิ้งท้ายด้วยถ้อยคำที่เชื่อมโยงสามย่านกับหาดใหญ่ว่า ความยุติธรรมในเมืองจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากไม่มีการตรวจสอบอำนาจและการคุ้มครองเสียงของผู้คนที่ได้รับผลกระทบจริง
บรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างคึกคัก ผู้เข้าร่วมจำนวนมากร่วมแลกเปลี่ยนคำถามและข้อคิดเห็นอย่างลึกซึ้ง ทั้งในมิติของมรดกวัฒนธรรม ศาสนา การออกแบบเมือง บทบาทของมหาวิทยาลัย และขบวนการภาคประชาชน หลายเสียงสะท้อนว่า เรื่องราวของศาลเจ้าแม่ทับทิมสะพานเหลืองไม่ได้เป็นเพียงปัญหาเฉพาะในประเทศไทย หากยังเชื่อมโยงกับประเด็นระดับโลกว่าด้วยการไล่รื้อ การทำให้ชุมชนชายขอบล่องหน และการพัฒนาเมืองที่ละเลยประวัติศาสตร์ของผู้คน
