Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

สื่อ The Economist วิจารณ์หนังสือที่ชื่อ Breakneck: China’s Quest to Engineer the Future หรือที่แปลตรงตัวว่า "เร็วจี๋ : ภารกิจของจีนเพื่อการออกแบบวิศวกรรมอนาคต" เขียนโดย ดัน หวัง นักวิจัยจากศูนย์วิจัยประวัติศาสตร์ฮูเวอร์ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด หนังสือเล่มนี้ตั้งข้อสังเกตว่า จีนเป็นประเทศที่บริหารโดยวิศวกร ในขณะที่สหรัฐฯ เป็นประเทศที่นักกฎหมายบริหาร แต่ก็มีสาเหตุที่ทำให้จีนเสี่ยงจะแพ้ภัยตัวเองถึงแม้จะพัฒนาได้แบบก้าวกระโดดมาก

Breakneck: China’s Quest to Engineer the Future หรือที่แปลตรงตัวว่า "เร็วจี๋ : ภารกิจของจีนเพื่อการออกแบบวิศวกรรมอนาคต" เป็นหนังสือของ ดัน หวัง ที่ได้เข้ารอบลองลิสต์รางวัลหนังสือแห่งปีของ ไฟแนนเชียลไทม์และชเรอดิงเกอร์บิสสิเนส อีกทั้งยังถูกจัดเป็น "หนังสือที่ต้องอ่าน" ประจำเดือน สิงหาคม 2568 โดย Next Big Idea Club

ตัวของ ดัน หวัง เองเป็นคนที่เกิดในจีนแล้วไปอยู่ที่สหรัฐฯ โดยทำงานเป็นนักวิจัยให้กับ ศูนย์วิจัยประวัติศาสตร์ฮูเวอร์ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด และเคยทำงานในจีนมาก่อน เคยอาศัยอยู่ทั้งที่ฮ่องกง, เซี่ยงไฮ้ และปักกิ่ง

ในหน้าบรรยายเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้ระบุว่า หวังได้ "ผสมผสานการวิเคราะห์ทั้งทางการเมือง, เศรษฐกิจ และปรัชญา ให้เข้ากับการรายงานที่จะเผยให้เห็นแนวคิดการทำความเข้าใจจีนในแบบใหม่ที่กระตุ้นเร้าความสนใจ" แต่ในขณะเดียวกันหนังสือเล่มนี้ก็มีเรื่องให้วิพากษ์วิจารณ์

รัฐแบบวิศวกรรม vs รัฐแบบนักกฎหมาย

หนังสือของ ดัน หวัง ตั้งข้อสังเกตว่า จีนเป็น "รัฐแบบวิศวกรรม" เพราะมีผู้บริหารประเทศเป็นวิศวรกรอยู่จำนวนมาก โดยที่นับตั้งแต่คริสตทศวรรษที่ 1980s เป็นต้นมา จีนก็สามารถสร้างโครงข่ายถนนหนทางต่างๆ ในระยะทางที่มากกว่าสหรัฐฯ สองเท่า และสร้างโครงข่ายรางรถไฟความเร็วสูงได้ในขนาดที่ใหญ่กว่าของญี่ปุ่นถึง 15 เท่า

ดัน หวัง ระบุอีกว่า จีนใช้พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมมากในระดับที่เกือบจะเท่ากับที่ทั้งโลกใช้รวมกัน อีกทั้งยังสามารถผลิตสินค้าได้ราว 1 ใน 3 ของทั้งโลกรวมกัน โดยที่จีนต้องแข่งขันกับประเทศมหาอำนาจอีกประเทศหนึ่งคือสหรัฐฯ ที่หวังมองว่ามีรูปแบบบริหารแบบนักกฎหมาย เรื่องนี้ทำให้จีน "สร้างอะไรได้รวดเร็วมาก ในขณะที่อเมริกาถกเถียงกันไม่รู้จบว่าควรจะสร้างมันดีหรือไม่"

นอกจากนี้ พลังทางวิศวกรรมยังทำให้จีนปรับภาพลักษณ์จากเดิมได้ จากที่ก่อนหน้านี้เคยถูกมองว่าเป็นพวกละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาและใช้แรงงานเด็ก แต่ในปัจจุบันถูกมองว่าเป็นมหาอำนาจทางเทคโนโลยี

หวัง เปรียบเทียบว่า ความสามารถในเชิงวิศวกรรมนั้นคล้ายกับการทำอาหาร ไม่ใช่แต่มีเครื่องมือหรือวัตถุดิบที่ดีอย่างเดียวก็ทำได้ แต่ต้องมีญาณทัศนะหรือก็คือการใช้ทักษะความรู้ ความชำนาญ ที่มาจากประสบการณ์ปฏิบัติจริง ซึ่งแรงงานในโรงงานหลายล้านคนของจีนรวมถึงผู้จัดการทั่วประเทศจีนต่างก็มีประสบการณ์หลายสิบปีที่ช่วยเสริมสร้างญาณทัศนะนี้ ทำให้จีนกลายเป็นแหล่งแรงงานมีฝีมือที่ผลิตสินค้าไอทีที่มีความซับซ้อนอย่างกล้องโดรนหรือสมาร์ทโฟนป้อนบริษัททั้งต่างประเทศอย่างแอปเปิล, ซัมซุง และในประเทศอย่างหัวเหว่ยได้

นอกจากนี้ หวังยังมองว่าความรู้ด้านกระบวนการผลิตทำให้จีนมีความได้เปรียบเหนือสหรัฐฯ การที่ประธานาธิบดีจีนไม่ละทิ้งอุตสาหกรรมภาคส่วนการผลิตจริง หรือ Real Economy ทำให้ภาคการผลิตของจีนกลายเป็นผู้นำในหลายภาคส่วนไม่ว่าจะเป็น เทคโนโลยีสะอาด, ระบบสายส่งไฟฟ้าแรงดันสูงยิ่งยวด, รางรถไฟความเร็วสูง และ โครงข่าย 5G

หวัง มองว่าถึงแม้ว่าสหรัฐฯ จะมีความสำเร็จในเรื่องเซมิคอนดักเตอร์ และ เครื่องมือทางการแพทย์ แต่ถ้าหากมีสองประเทศทำสงครามกัน ฝ่ายที่น่าจะได้เปรียบคือฝ่ายรัฐวิศวกรรม กำลังการผลิตยุทโธปกรณ์ต่างๆ ในตอนนี้จีนอยู่เหนือกว่าสหรัฐฯ เช่น เรือรบที่กำลังมีการผลิตอยู่ที่เกือบ 1,800 ลำ ขณะที่สหรัฐฯ มีอำลังการผลิตน้อยกว่า เรื่องนี้ส่งผลให้สหรัฐฯ ส่งอาวุธไปช่วยยูเครนได้น้อยด้วย ในขณะทีสหรัฐฯ ได้เปรียบด้านไอทีกับปัญญาประดิษฐ์ แต่สิ่งเหล่านี้ก็ไม่เพียงพอถ้าหากไม่นำไปใช้กับยุทโธปกรณ์ที่เป็นรูปเป็นร่างด้วย

"รัฐวิศวกรรมไม่แท้" จะแพ้ภัยตัวเองเพราะอำนาจนิยม

แต่หนังสือของหวัง ก็ไม่ได้ชื่นชมจีนแต่เพียงอย่างเดียว โดยระบุว่าถึงแม้จีนจะมีความทะเยอทะยานในระดับโลกแต่ก็ยังล้มเหลว เพราะถึงแม้พวกเขาจะผลิตสิ่งต่างๆ ได้อย่าง "เร็วจี๋" แต่ปัญหาของจีนก็ยังคงอยูู่ คือปัญหาการผลิตเกินปริมาณ, หนี้สินที่พุ่งสูงขึ้น, การทำลายสิ่งแวดล้อม และ การสูญเสียของมนุษย์เนื่องจากพวกเขามองประชาชนว่าเป็น "มวลรวม" ไม่ใช่ "ปัจเจกบุคคล"

หวังว่ามองว่า ปัญหาพวกนี้มาจากการที่จีนเป็น รัฐแบบวิศวกรรมที่ล้นเกิน เป็นผลพวงมาจากแรงขับดันทางการเมืองภายใต้ระบบแบบอำนาจนิยมจากบนลงล่าง นอกจากนี้ยังส่งผลให้ขาดความหลากหลายด้านมุมมองวิชาชีพต่างๆ รวมถึงการใช้คนผิดงานด้วย เช่น การให้นักวิทยาศาสตร์ด้านจรวดขีปนาวุธ Song Jian ออกแบบเรื่องประชากรศาสตร์จนนำมาซึ่งนโยบายลูกคนเดียวที่ส่งผลเสียหายและถูกวิจารณ์อย่างหนักในเวลาต่อมารวมถึงในการถูกวิจารณ์ในแง่มุมของสิทธิมนุษยชนด้วย

ขณะเดียวกัน นักวิจารณ์จากดิอิโคโนมิสต์ก็มองว่าความผิดไม่ได้อยู่ที่ความเป็นวิศวกรรมเสียทั้งหมด แต่เชื่อว่าวิศวกรรมที่ผสมกับอำนาจนิยมจากบนลงล่างในจีนส่งผลให้ไม่เกิดกระบวนการแบบวิศวกรรมอย่างแท้จริง เพราะกระบวนการแบบ "วิศวกรรมอย่างแท้จริง" จะต้องมีการวิเคราะห์ต้นทุน-กำไร แล้วก็มีการปรับใช้ตามผลลัพธ์ที่ได้ ซึ่งกระบวนการแบบนี้ไม่สามารถทำได้ในสภาพการเมืองอำนาจนิยมจากบนลงล่างในแบบของจีน

อีกตัวอย่างหนึ่งคือ วิธีการจัดการกับการระบาดใหญ่ของ COVID-19 ซึ่งหวังตั้งข้อสังเกตว่าจีนเป็นประเทศเดียวที่ไม่ยอมให้ยาลดไข้แก่ประชาชนอ้างว่ากลัวประชาชนจะเอาไว้ใช้ในการหลบเลี่ยงการตรวจพบเชื้อ ซึ่งหวังมองว่า ความคิดแบบนี้ของจีนสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนถึง "ตรรกะบิดเบี้ยวแบบรัฐวิศวกรรม" ขณะเดียวกันนักวิจารณ์ก็มองว่าว่ามันเป็นความบิดเบี้ยวจากระบอบอำนาจนิยมเองด้วย เพราะเป็นระบอบที่ทำให้คนกลัวการลงโทษทางการเมืองจนเกิดคำสั่งห้ามแบบนี้ขึ้น

นักวิจารณ์ระบุว่าการใช้ความเป็นรัฐวิศวกรรมนั้นในแง่ของการเปรียบเทียบการแข่งขันทางด้านอุตสาหกรรมระหว่างสหรัฐฯ กับจีน นั้นมีประโยชน์ แต่ก็หวังควรจะมองว่าสิ่งที่ทำให้จีนล้มเหลวไม่ใช่เพราะความเป็นรัฐวิศวกรรมในตัวมันเอง แต่เพราะว่าจีนเป็นรัฐอำนาจนิยมแบบพรรคการเมืองเดียวมากกว่า


เรียบเรียงจาก
A new theory of China’s rise: rule by engineers, The Economist, 04-09-2025
Breakneck: China's Quest to Engineer the Future, amazon, ฉบับพิมพ์ครั้งล่าสุดเผยแพร่เมื่อ 26-08-2025

ข้อมูลเพิ่มเติมจาก
https://en.wikipedia.org/wiki/One-child_policy#Criticism

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง