หลัง กสม.ยื่นหนังสือถึงนายกให้ทบทวนรื้อเหมืองฝาย จ.เชียงใหม่ หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศด้านการจัดการภัยพิบัติทางธรรมชาติ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเหตุผล 8 ข้อ ทำไมต้องรื้อ 3 ฝาย ใน จ.เชียงใหม่ แก้ปัญหาน้ำท่วม
สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2568 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และนายภาณุวัฒน์ ทองสุข รองเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ครั้งที่ 31/2568 โดยมีวาระเรื่อง ประธาน กสม. มีหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีขอให้ทบทวนการรื้อฝายพญาคำ ฝายหนองผึ้ง และฝายท่าวังตาล จ.เชียงใหม่ แนะพิจารณาทางเลือกอื่นในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม เพื่อป้องกันผลกระทบต่อกลุ่มผู้ใช้น้ำและมรดกทางวัฒนธรรม
นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนจากเครือข่ายภาคประชาสังคมในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ว่า โครงการรื้อฝายเก่า 3 แห่ง ได้แก่ ฝายพญาคำ ฝายหนองผึ้ง และฝายท่าวังตาล เพื่อป้องกันปัญหาน้ำท่วมในจังหวัดเชียงใหม่ภายใต้แผนการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างพื้นฐาน (แม่น้ำปิง) ระยะเร่งด่วน ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2568 ขาดการมีส่วนร่วมจากผู้มีส่วนได้เสีย และจะส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิต ความเชื่อ ประเพณี และภูมิปัญญาท้องถิ่นเกี่ยวกับระบบเหมืองฝาย
กสม. ได้ศึกษาสภาพปัญหา ลงพื้นที่ตรวจสอบเหมืองฝายทั้ง 3 แห่ง รวมทั้งจัดประชุมรับฟังข้อเท็จจริง ความเห็น และข้อเสนอแนะจากหน่วยงานของรัฐในพื้นที่ ภาคประชาสังคม ภาควิชาการ ตัวแทนผู้ร้องและกลุ่มผู้ใช้น้ำจากเหมืองฝายเมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 แล้วเห็นว่า เหมืองฝายประกอบด้วยตัวฝายกับลำเหมืองสาขา เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านการจัดการน้ำเพื่อการเกษตรของชุมชนล้านนาในภาคเหนือตอนบน ซึ่งบริหารจัดการตามข้อตกลงของสมาชิกเพื่อกระจายน้ำอย่างเป็นธรรม ถือเป็นวิถีวัฒนธรรมและจารีตประเพณีของชุมชนที่ปฏิบัติสืบต่อมาถึงปัจจุบัน โดยในปี 2558 การทำเหมืองฝายได้รับการขึ้นบัญชีมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมระดับชาติ แต่กลับไม่ได้รับการอนุรักษ์และฟื้นฟูเท่าที่ควร โดยหลายภาคส่วนมีความเห็นว่า การรุกล้ำลำน้ำปิงในหลายพื้นที่เป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้เกิดน้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เนื่องจากทำให้การระบายน้ำในช่วงฤดูฝนไม่มีประสิทธิภาพ จึงต้องเร่งแก้ปัญหาในเรื่องนี้ แต่การรื้อหรือปรับปรุงฝายทั้ง 3 แห่งที่มีอายุกว่า 700 ปี ไม่สามารถแก้ไขปัญหาน้ำท่วมได้ และจะส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิต ความเชื่อ ประเพณี และภูมิปัญญาท้องถิ่นเกี่ยวกับเหมืองฝาย รวมถึงจะกระทบต่อประชาชนกลุ่มผู้ใช้น้ำเพื่อเกษตรกรรมและอุปโภคบริโภคจากลำเหมืองสาขาใน 9 ตำบลของอำเภอเมืองเชียงใหม่ และอำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ และอำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน โดยยังไม่มีมาตรการรองรับผลกระทบดังกล่าวอย่างชัดเจน
โครงการรื้อฝายดังกล่าวยังขาดการรับฟังความเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชนผู้มีส่วนได้เสียอย่างทั่วถึงและเพียงพอ ขาดการเชื่อมโยงการจัดการน้ำเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่อย่างเป็นระบบ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการรื้อหรือปรับปรุงฝายจะกระทบต่อการผันน้ำเข้าลำเหมืองสาขาไปใช้ในพื้นที่เกษตรกรรม ซึ่งหน่วยงานของรัฐควรตรวจสอบสาเหตุของปัญหาน้ำท่วมอย่างรอบด้าน เพื่อนำไปสู่การป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน รวมถึงควรบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบผ่านการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนทั้งระยะเร่งด่วนและระยะยาว
จากสภาพปัญหาข้างต้น กสม. เห็นว่า การทำเหมืองฝายเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นและมรดกทางวัฒนธรรมระดับชาติ การรื้อหรือปรับปรุงฝายโดยปราศจากข้อมูลสนับสนุนในทุกมิติจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคประชาสังคม ภาควิชาการ กลุ่มผู้ใช้น้ำ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมและพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการรื้อฝาย อาจละเมิดสิทธิของประชาชนและชุมชนซึ่งได้รับการรับรองและคุ้มครองตามมาตรา 43 มาตรา 57 และมาตรา 72 (4) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ประกอบข้อ 11 และข้อ 15 (1) ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (ICESCR) ที่บัญญัติให้บุคคลและชุมชนมีสิทธิอนุรักษ์ ฟื้นฟู และส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปะ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมจารีตประเพณีอันดีงามของท้องถิ่นและของชาติ รวมถึงสิทธิในการจัดการและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน ซึ่งประชาชนต้องได้รับข้อมูลที่เพียงพอ และรัฐมีหน้าที่ต้องจัดให้ประชาชนมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นในเรื่องที่อาจกระทบต่อวิถีชีวิตของตน รวมถึงการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อใช้ประโยชน์ร่วมกัน
ด้วยเหตุผลข้างต้น กสม. โดย ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (นางสาวพรประไพ กาญจนรินทร์) จึงมีหนังสือที่ สม 1400/45 เรื่อง ข้อเสนอแนะกรณีการรื้อหรือปรับปรุงฝายพญาคำ ฝายหนองผึ้ง และฝายท่าวังตาล (แม่น้ำปิง) จังหวัดเชียงใหม่ ลงวันที่ 4 กันยายน 2568 แจ้งสภาพปัญหากรณีดังกล่าวและข้อเสนอแนะไปยังนายกรัฐมนตรีเพื่อนำเสนอ ครม. พิจารณา และมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการให้มีผลในทางปฏิบัติโดยเร็วที่สุด สรุปได้ดังนี้
(1) ทบทวนโครงการรื้อฝายเก่าทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ ฝายพญาคำ ฝายหนองผึ้ง และฝายท่าวังตาล ตามแผนการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างพื้นฐาน (แม่น้ำปิง) ระยะเร่งด่วน โดยมอบหมายให้จังหวัดเชียงใหม่จัดตั้งคณะทำงานที่ประกอบด้วยหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ตัวแทนชุมชนผู้ใช้น้ำ ภาคประชาสังคม ภาควิชาการ และผู้ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน เพื่อรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมเชิงระบบในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ทั้งระยะเร่งด่วนและระยะยาว โดยเฉพาะพิจารณาทางเลือกอื่นนอกเหนือจากการรื้อหรือปรับปรุงฝายทั้ง 3 แห่ง เพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูภูมิปัญญาท้องถิ่นเกี่ยวกับเหมืองฝายที่เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมระดับชาติ รวมถึงกำหนดมาตรการการแก้ไขปัญหาที่ชัดเจน ยั่งยืน และเป็นธรรม เพื่อป้องกันมิให้ส่งผลกระทบต่อกลุ่มผู้ใช้น้ำในลำเหมืองสาขาและประชาชนในพื้นที่
และ (2) มอบหมายกระทรวงคมนาคมโดยกรมเจ้าท่า ประสานกรมที่ดิน จังหวัด อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ เร่งแก้ไขปัญหาการรุกล้ำลำน้ำปิงที่เป็นสาเหตุสำคัญของน้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ รวมทั้งขยายขนาดความกว้างของลำน้ำให้สามารถรองรับการไหลของน้ำในฤดูฝน ทั้งนี้ หน่วยงานของรัฐในพื้นที่ได้สำรวจและจัดทำแผนที่การรุกล้ำไว้แล้ว
นักวิชาการด้านจัดการภัยพิบัติ มช. หนุนรื้อ 3 ฝาย จ.เชียงใหม่ แก้ปัญหาน้ำท่วม
ต่อมาในวันที่ 13 กันยายน 2568 Thai PBS รายงานว่า รศ.ชูโชค อายุพงศ์ หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศด้านการจัดการภัยพิบัติทางธรรมชาติ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวถึงกรณี ประธาน กสม. มีหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ขอให้ทบทวนการรื้อฝายพญาคำ ฝายหนองผึ้ง และฝายท่าวังตาล จ.เชียงใหม่ เพื่อป้องกันผลกระทบต่อกลุ่มผู้ใช้น้ำและมรดกทางวัฒนธรรม
รศ.ชูโชคระบุ ว่า ในฐานะที่ตนเป็นอาจารย์สอนวิศวกรรมชลศาสตร์ มาหลายสิบปี และตามหลักวิชาการที่เป็นวิทยาศาสตร์ ขอยืนยันว่า
1. ฝายหินทิ้ง 3 แห่ง ในแม่น้ำปิงเขตเมืองเชียงใหม่ เป็นสิ่งกีดขวางทางน้ำ ทำให้น้ำยกระดับสูงกว่าปกติเป็นอย่างมาก และเป็นตัวเร่งการตกตะกอน
2. ฝายพญาคำ ดั้งเดิมเป็นฝายไม้ไผ่ มีการเสื่อมสภาพตามเวลาในรอบปี ต้องมีการซ่อมเสริมทุกปี ที่เรียกว่ากิจกรรมการตีฝาย และความเป็นฝายไม้ไผ่นี้เอง เมื่อน้ำหลากก็พังไปตามแรงน้ำ ทำให้ฝายไม่ได้เป็นสิ่งกีดขวางลำน้ำ
3. เมื่อไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา ฝายทั้ง 3 แห่ง ได้ถูกเปลี่ยนมาทำเป็นฝายถาวร โดยใช้หินทิ้ง ไม่เสื่อมสภาพตามรอบฤดูกาล ทำให้เกิดการกักตะกอนและระดับน้ำยกตัวสูงขึ้นด้านหน้าฝาย และไม่นับว่าเป็นฝายโบราณแบบดั้งเดิม และไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรม
4. ตั้งแต่ปี 2556 ประตูระบายน้ำท่าวังตาลสร้างเสร็จ เพื่อทดแทนฝายหินทั้งสาม ได้พิสูจน์แล้วว่า สามารถทดน้ำเข้าปากเหมืองได้จริงจนถึงปัจจุบัน ซึ่งแม้แต่ในฤดูแล้ง ยังสามารถทดน้ำให้มีระดับสูงกว่าระดับสันฝายหินทิ้ง ทั้งสามแห่งได้ โดยกลุ่มผู้ใช้น้ำรับทราบและใช้งานจริงตลอดมา กลุ่มผู้ใช้น้ำได้ลงนามใน MOU เห็นชอบให้รื้อฝายได้
5. การรื้อฝายหินทิ้งทั้งสาม เพื่อลดความรุนแรงของน้ำท่วม ไม่ได้สร้างผลกระทบด้านการใช้น้ำกับกลุ่มผู้ใช้ และยังช่วยประชาชนในพื้นที่น้ำท่วมอีกนับแสนครัวเรือน รวมทั้งเป็นการคืนธรรมชาติให้แม่น้ำปิง
6. ตะกอนในแม่น้ำจำนวนมาก และฝายหินทิ้งเป็นสิ่งกีดขวางทางน้ำ ทำให้ระดับน้ำในช่วงน้ำหลากจะยกตัวสูงขึ้นกว่าปกติมาก ทำให้เกิดการเอ่อล้นตลิ่งเพิ่มขึ้นมากจนเกิดน้ำท่วม ซึ่งกิจกรรมการขุดลอก และปรับสภาพฝาย ต้องทำควบคู่กันจึงจะสามารถลดระดับน้ำท่วมลงได้ผลจริง
7. จากการดำเนินการโครงการขุดลอก และได้ปรับสภาพฝายไปบางส่วนแล้ว พบว่า ตอนเกิดพายุสองครั้งที่ผ่านมา มีมวลน้ำหลากเข้ามา ตรวจวัดค่าระดับน้ำในแม่น้ำปิงเขตเมืองลดลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับระดับน้ำก่อนทำโครงการ (เทียบกับอัตราการไหลของแม่น้ำปิงในเขตเมืองที่เท่ากัน)
8. มาตรการแก้ไขน้ำท่วมล้นตลิ่ง มีหลากหลายวิธีต้องทำผสมผสานกัน บางอย่างต้องใช้เวลานานทั้งในข้อกฎหมายและพื้นที่ แต่ความเดือนร้อนประชาชนรอไม่ได้ ดังนี้การแก้ในระยะเร่งด่วนให้ตรงจุดจึงจำเป็นต้องทำการขุดลอกและปรับฝายก่อน ซึ่งช่วยลดความรุนแรงได้จริง
9. ขอทำความเข้าใจในเหตุผลทางวิชาการที่เป็นวิทยาศาสตร์ กับข่าวท่านประธาน กสม. มีหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ขอให้ทบทวนการรื้อฝายพญาคำ ฝายหนองผึ้ง และฝายท่าวังตาล จ.เชียงใหม่
