Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ที่ประชุมสมาชิกวุฒิสภา มีมติวาระ 3 'เห็นชอบ' ด้วยคะแนน 124 ต่อ 0 ผ่านร่างแก้ไขกฎหมายคุ้มครองแรงงาน เพิ่มสิทธิลาคลอด 120 วัน นายจ้างจ่ายไม่เกิน 60 วัน สปส.ช่วยจ่าย 60 วัน และ "คู่สมรส" ลาโดยได้ค่าจ้าง 15 วัน ด้าน 'อังคณา' มองการจำกัดแค่ "คู่สมรส" ที่จดทะเบียน อาจทำให้แม่เลี้ยงเดี่ยว แรงงานข้ามชาติ คนชาติพันธุ์ หรือคู่อยู่กินฉันสามีภรรยา หลุดสิทธิช่วยดูแลลูก

 

15 ก.ย. 2568 ยูทูบ TP Channel ถ่ายทอดสดออนไลน์วันนี้ (15 ก.ย.) ที่ประชุมสมาชิกวุฒิสภา (สว.) มีมติในวาระที่ 3 ผ่านร่างแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ …) พ.ศ. … เพิ่มสิทธิวันลาคลอด 120 วัน และนายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างไม่เกิน 60 วัน คู่สมรสได้สิทธิลาดูแลลูกโดยได้รับค่าจ้างจำนวน 15 วัน ด้วยคะแนน 124 เสียง งดออกเสียง 5 เสียง และไม่ลงคะแนนเสียง 1 เสียง 

ทั้งนี้ ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ได้ผ่านร่างแก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ...) พ.ศ. ... เมื่อวันที่ 21 ก.ค. 2568 โดยมีสาระสำคัญ คือ เพิ่มมาตรา 4/1 เพื่อการคุ้มครองแรงงานจ้างเหมาบริการในหน่วยงานรัฐให้ได้ค่าตอบแทน วันเวลาทำงาน เวลาพัก วันหยุดประจำสัปดาห์ วันหยุดตามประเพณี และวันหยุดพักผ่อนประจำปี วันลาป่วย วันลาคลอด ไม่ต่ำกว่า พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน

โฆษณา - Advertising

ลูกจ้างหญิงได้เพิ่มสิทธิลาคลอด 120 วันโดยนายจ้างจ่ายค่าจ้างไม่เกิน 60 วัน และคู่สมรสลาเพื่อช่วยเลี้ยงดูลูกได้ 15 วันโดยได้รับค่าจ้าง 

ลูกจ้างมีสิทธิลาเลี้ยงดูลูกต่อเนื่อง หากเกิดกรณีที่ลูกเจ็บป่วยเสี่ยงเกิดโรคแทรกซ้อน มีความผิดปกติ หรือมีภาวะความพิการ ได้อีก 15 วัน โดยได้รับค่าจ้าง 50% 

ก่อนหน้านี้ในส่วนของการวาระที่ 2 คณะกรรมาธิการวิสามัญร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ไม่ได้มีความเห็นแก้ไขร่างของสภาผู้แทนราษฎร แต่ในส่วนของรายมาตรายังมีการสงวนความเห็น และคำแปรญัตติจากสมาชิก กมธ. และสมาชิกวุฒิสภา โดยมีประเด็นดังนี้

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ขยายความคุ้มครองคลุมจ้างเหมาบริการของภาครัฐ

หนึ่งในเรื่องที่มีการถกเถียงกันคือการเพิ่มความในมาตรา 4/1 ให้มีการคุ้มครองลูกจ้างเหมาบริการของภาครัฐ ซึ่งชนิสร์ คล้ายสังข์ สมาชิกกรรมาธิการฯ จากคณะกรรมการกฤษฎีกา ให้ความเห็นว่าควรตัดมาตรา 4/1 ออก โดยเขายืนยันว่าเสนอเช่นนี้ไม่ได้มีเจตนาไม่คุ้มครองสิทธิของผู้จ้างเหมาบริการ และมองว่าลูกจ้างกลุ่มนี้ต้องได้รับการคุ้มครองสิทธิตามกฎหมาย แต่ว่าการคุ้มครองสิทธิตามกฎหมายต้องเป็นไปตามกฎหมายนั้นๆ ซึ่งลูกจ้างเหมาบริการมี พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างรัฐ ในการกำหนดสิทธิสวัสดิการและหน้าที่ให้อยู่แล้ว ซึ่งถ้ามองว่าสิทธิสวัสดิการของลูกจ้างเหมาบริการมีปัญหา ก็ควรจะไปแก้ไขที่กฎหมาย พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งเป็นกฎหมายในความรับผิดชอบของกระทรวงการคลัง ดังนั้น การเพิ่มมาตรา 4/1 ใน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ไปใช้บังคับกับแรงงานจ้างเหมาบริการ ซึ่งมีกฎหมายใช้บังคับอยู่แล้ว มันจะทำให้เกิดการขัดกันทางกฎหมาย ซึ่งทำให้ระบบของกฎหมายมีปัญหาเรื่องการตีความต่อไป

ยกตัวอย่าง กรณีของ พ.ร.บ.องค์การมหาชน กฎหมายเขียนชัดเจนว่าไม่เอา พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานมาใช้ แต่ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน มาตรา 4/1 มาบังคับใช้กับลูกจ้างเหมาบริการด้วย มันก็จะมีปัญหาการตีความว่า เราจะเอากฎหมายไหนมาใช้บังคับคนที่อยู่องค์กรมหาชน ซึ่งมันอาจเกิดปัญหาเรื่องการบังคับใช้กฎหมายอาจมีความไม่ชัดเจน 

ด้านรัชนีกร ทองทิพย์ สมาชิกวุฒิสภา ให้ความเห็นว่า อยากให้เพิ่มหน่วยงานภายใต้การกำกับดูแลของรัฐ เนื่องจากเพื่อให้ครอบคลุมลูกจ้างเหมาบริการทุกกลุ่ม เช่น ลูกจ้างในมหาวิทยาลัยที่ออกจากระบบของรัฐ

อย่างไรก็ดี ณรงค์ฤทธิ์ วรรณโส สมาชิกกรรมาธิการจากกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ขั้นตอนต่อจากนี้จะมีการออกกฎกระทรวงแรงงาน ซึ่งจะหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยผ่านคณะรัฐมนตรี และผ่านคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาออกกฎกระทรวง 1 ปี หลังจากนั้นการเพิ่มสิทธิให้พนักงานจ้างเหมาบริหาร หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือหน่วยงานของรัฐจะต้องไปตั้งงบประมาณเพื่อเพิ่มสิทธิให้พนักงานจ้างเหมาบริการ

ในประเด็นเรื่องกฎหมาย ณรงค์ฤทธิ์ กล่าวว่า พวกเขาไม่ได้ไปแก้ไขเรื่องของการจ้างเหมาบริการ เพียงแต่ว่าเอาปัญหาที่เกิดขึ้นในทางปฏิบัติมาเขียนเป็นกฎหมายให้ชัดเจน โดยปัญหาที่เกิดขึ้นคือหน่วยงานของรัฐไปใช้อำนาจบังคับบัญชา และสิ่งที่เกิดขึ้นคือการจ้างแรงงาน มีผลทำให้ลูกจ้างกลุ่มนี้ไม่ได้รับสิทธิตามกฎหมาย พวกเขาเลยเขียนไว้ในกฎหมายเพื่อรับประกันสิทธิแรงงานกลุ่มนี้ และป้องกันไม่ให้เจ้าหน้าละเมิด และต้องทำตามกฎหมาย มิเช่นนั้น จะไปถูกสอบรับผิดทางละเมิด หรือทางกฎหมายตามที่ได้เรียนไป

ณรงค์ฤทธิ์ กล่าวตอบประเด็นของรัชนีกร ด้วยว่า คำว่า “หน่วยงานของรัฐ” จะครอบคลุมหน่วยงานในกำกับของรัฐอยู่แล้ว

จากนั้น ที่ประชุม สว. ได้มีมติ ‘เห็นชอบ’ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน เพิ่มเติมมาตรา 4/1 ตามร่างของ กมธ. ด้วยคะแนน 151 ต่อ 3 เสียง และงดออกเสียง 6 เสียง 

เพิ่มสิทธิลาคลอด 120 วัน 

ต่อมา มาตรา 41 ให้มีการเพิ่มวันลาคลอด 120 วันโดยนายจ้างจ่ายค่าจ้าง 60 วัน มี กมธ.สงวนความเห็น และสมาชิกวุฒิสภา สงวนคำแปรญัตติ

เริ่มจากชินโชติ แสงสังข์ สว. เรียกร้องให้มีการเพิ่มวันลาคลอดจาก 120 วัน เพิ่มเป็น 180 วัน เพราะว่าเขาผลักดันเรื่องนี้มานาน และเสนอให้สำนักงานประกันสังคม จ่ายค่าจ้างเพิ่มเป็น 120 วัน (จากจำนวน 180 วัน) เพื่อเป็นการลดภาระของนายจ้าง 

อย่างไรก็ตาม เนื่องด้วยสถานการณ์ของรัฐบาลที่ต้องยุบสภาฯ ภายใน 4 เดือน และเพื่อให้ผ่านกฎหมายให้ทัน เขาจะขออภิปรายในช่วงท้ายว่า เขา "จำเป็น" ต้องไม่ติดใจ 

ขณะที่ สว.อังคณา นีละไพจิตร ยืนยันสงวนคำแปรญัตติ โดยเสนอให้เพิ่มวันลาคลอดจำนวน 180 วัน เพื่อให้เป็นไปตามข้อเสนอขององค์การอนามัยโลก (WHO) และองค์การ “UNICEF” ให้ทารกแรกเกิดได้ทานนมแม่อย่างน้อย 6 เดือน เพราะในช่วงนี้ระบบย่อยอาหารของเด็กยังไม่พร้อมรับอาหารอื่นๆ อีกทั้งคุณค่าของนมแม่มีภูมิคุ้มกันการติดเชื้อในทารก ส่งเสริมพัฒนาการทางสมอง และการดูดนมแม่ ทำให้มดลูกของแม่หดตัวลงเร็วขึ้น ลดความเสี่ยงจากอาการตกเลือดของแม่ และท้ายสุดคือการประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้อนมผสม และอุปกรณ์เก็บสต๊อกนม ซึ่งมีค่าใช้จ่ายที่สูงเมื่อเทียบกับค่าจ้างของแรงงานที่ได้รับ โดยเฉพาะแรงงานก่อสร้าง หรือแรงงานตามบ้าน  ดังนั้น การเพิ่มสิทธิลาคลอด 180 วันเป็นประโยชน์ทั้งแม่และเด็กไปในตัว

ในเรื่องการลาคลอดของแรงงานหญิงเป็นการรับประกันสิทธิพื้นฐานของแม่ ไม่ใช่แม่ที่คลอดบุตรทุกคนต้องการใช้สิทธินี้ ผู้หญิงบางคนอาจสละสิทธิวันลาคลอดเนื่องจากปัญหาทางด้านเศรษฐกิจและความยากจน เพราะว่าระหว่างที่ลาแม้จะได้รับค่าจ้างตามปกติจากนายจ้าง และประกันสังคม แต่ว่าผู้หญิงหลายคนรายได้ปกติอาจไม่เพียงพอในการดำรงชีพ โดยเฉพาะแรงงานที่เข้ามาทำงานในเมืองใหญ่ๆ เพราะว่ารายได้สำคัญส่วนหนึ่งของแรงงานมาจากการทำงานล่วงเวลา หรือ OT ซึ่งจะหายไประหว่างลาคลอด แต่อย่างไรก็ตาม การประกันสิทธิพื้นฐานเป็นสิ่งที่แรงงานทุกคนควรได้รับ และผู้ที่ตรากฎหมายควรที่จะตระหนักถึงความสำคัญนี้

นอกจากนี้ อังคณา ระบุต่อว่า การให้วันลา 180 วันยังช่วยป้องกันแม่ที่มีอาการซึมเศร้าหลังคลอดบุตร ซึ่งพบมากขึ้นในปัจจุบันเรื่องนี้ถือเป็นประเด็นสิทธิทางสุขภาพอีกด้วย อย่างไรก็ตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้ที่แก้ไขโดย กมธ.ไม่ได้กำหนดวันลาเพิ่มเติมสำหรับแม่ที่มีภาวะซึมเศร้า หรือมีโรคแทรกซ้อนหลังคลอด

ดังนั้น การเปิดโอกาสให้ผู้หญิงหลังคลอดลาได้ 180 วัน จึงครอบคลุมการดูแลทั้งแม่และเด็ก และสอดคล้องอย่างเต็มที่ในอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กแห่งสหประชาชาติ และอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีทุกรูปแบบ (CEDAW) เพราะว่าได้สนับสนุนให้รัฐจัดหามาตรการที่จำเป็นในการดูแลแม่หลังคลอดทั้งด้านร่างกายและจิตใจ

อังคณา กล่าวต่อว่า ยกตัวอย่าง ในประเทศฟินแลนด์ และบางประเทศในยุโรป มีการจัดบริการด้านสุขภาพจิตและยืดหยุ่นวันลาหากว่าแม่มีภาวะซึมเศร้า หรือในประเทศญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ มีการอนุญาตขยายวันลาให้คุณแม่ เพื่อดูแลสุขภาพจิตให้มารดาด้วย ดังนั้น การให้ลา 180 วันจึงเป็นคุณูปการ และเป็นการคุ้มครองสิทธิทารกแรกเกิด รวมถึงสิทธิการฟื้นฟูของคุณแม่หลังคลอด จึงยืนยันว่าแม่ทุกคนควรได้รับการลาหลังคลอด 180 วัน   

ด้านวีรยุทธ สร้อยทอง สว. กล่าวว่า เขาขอเสนอคำแปรญัตติมาตรา 4 ให้เพิ่มสิทธิวันลาคลอดเดิม 120 วัน เพิ่มเป็น 180 วัน เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล หลักสิทธิมนุษยชน และความเป็นธรรมในสังคม

วีรยุทธ เสนอว่า ก่อนหนา้นี้ข้าราชการเปิดโอกาสให้ข้าราชการหญิงสามารถลาคลอด และลาอุปการะเลี้ยงดูบุตร 180 วัน ซึ่งเป็นแนวคิดที่ก้าวหน้า และเป็นตัวอย่างแบบนำที่ดีในส่วนของข้าราชการในการให้สิทธิอย่างนี้ ดังนั้น เราน่าจะพิจารณาเพิ่มเป็นสิทธิ 180 วันด้วย

วีรยุทธ มองต่อว่า การให้โอกาสให้แม่ได้เลี้ยงดูและให้นมลูก 180 วัน จะเป็นประโยชน์ต่อเด็กทารก มีพัฒนาการในช่วงวัยที่เหมาะสม อีกทั้งลดภาวะซึมเศร้าของแม่ที่เกิดขึ้นหลังจากการคลอดบุตร ท้ายที่สุด การเพิ่มสิทธิวันลาคลอดจะเป็นแรงจูงใจที่ดีในการกระตุ้นให้ครอบครัวมีบุตรเพิ่มขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย และปัญหาขาดแคลนแรงงานในอนาคต

อย่างไรก็ดี แม้ว่าการเพิ่มวันลาคลอดอาจจะส่งผลกระทบต่อเอกชน หรือผู้ประกอบการรายย่อย แต่ตัวของวีรยุทธ มองว่า เรื่องนี้อาจมีวิธีการแก้ไขได้หลายอย่าง เช่น ภาครัฐควรเข้ามาสนับสนุนสวัสดิการ สังคม หรืออุดหนุน เพื่อแบ่งเบาภาระของภาคเอกชนได้ ซึ่งต้องลองปรับประยุกต์ใช้กัน

วีรยุทธ กล่าวด้วยว่าในส่วนของการแปรญัตติเขาไม่ติดใจ แค่อยากสื่อสารว่าเพื่อนสมาชิกกรรมธิการฯ และเพื่อนๆ วุฒิสภาต่างมีความปรารถนาดีที่อยากให้แรงงานได้รับการคุ้มครองครบ 180 วัน

รัชนีกร ทองทิพย์ สว.จังหวัดพังงา เสนอให้เพิ่มข้อความในมาตรา 41/1 ดังนี้ "ในอนุ 1 กรณีที่ลูกจ้างหญิงทำงานไม่เกิน 1 ปี มีสิทธิลาคลอดบุตรได้ไม่เกิน 120 วัน 

"อนุ 2 ในกรณีที่ทำงานเกิน 5 ปี มีสิทธิลาเพิ่มคลอดบุตรได้ไม่เกิน 150 วัน 

"และอนุ 3 ทำงานเกิน 10 ปี ลาคลอดบุตรได้ไม่เกิน 180 วัน" 

ที่ให้เพิ่มข้อความดังกล่าว รัชนีกร มองว่า เพื่อทำให้หาจุดร่วมที่ลงตัวกันระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง หากกฎหมายส่งเสริมสิทธิให้ลูกจ้างมากเกินไป ก็จะเกิดการเลือกปฏิบัติทางเพศกับคนงานหญิงแน่นอน บางสถานประกอบการอาจไม่รับผู้หญิงเข้าทำงาน หรืออาจจะไม่ผลักดันให้ผู้หญิงได้เลื่อนตำแหน่งที่สูง เนื่องจากมองถึงข้อจำกัดว่าจะต้องลาคลอด

นอกจากนี้ รัชนีกร เสนอว่า รัฐควรจะต้องให้มีกองทุนสำหรับหญิงมีครรภ์โดยเฉพาะ และหากร่างกฎหมายมีผลบังคับใช้ ภาครัฐควรมีมาตรการช่วยเหลือเอกชนหรือผู้ประกอบการต่างๆ เช่น การมีมาตรการทางภาษี เพื่อเป็นการช่วยเหลือสถานประกอบการให้ลูกจ้างหญิงของตัวเองมีสิทธิในการลาได้อย่างเต็มที่ และไม่กีดกันทางเพศ

ท้ายที่สุด รัชนีกร ขอยืนยันคำสงวนแปรญัตติ แม้ว่าฝั่งเสียงข้างน้อยจะไม่เคยได้คะแนนเสียงในสภาแห่งนี้เลยก็ตาม แต่อยากจะอภิปรายเพื่อให้มีการบันทึกว่าความเห็นอีกด้านหนึ่งเป็นเช่นไร 

หลังจากสมาชิกกรรมาธิการและสมาชิกวุฒิสภาอภิปรายแสดงความเห็นกันเสร็จสิ้น ที่ประชุมวุฒิสภามีมติ “เห็นชอบ” ให้คงมาตรา 41 เพิ่มสิทธิลาคลอด 120 วัน ด้วยคะแนน 152 ต่อ 23 เสียง งดออกเสียง 8 เสียง และไม่ลงคะแนนเสียง 1 เสียง 

คู่สมรสลาได้ 15 วัน 'อังคณา' กังวลแม่เลี้ยงเดี่ยว คู่อยู่กินฉันสามีภรรยาอาจตกหล่น 

ในประเด็นการเพิ่มมาตรา 41/1 คือให้คู่สมรสสามารถลาเลี้ยงดูบุตรโดยได้รับค่าจ้าง เป็นเวลา 15 วัน ในมาตรานี้ สว.อังคณา ได้ขอสงวนคำแปรญัตติ เสนอว่า ต้องเพิ่มว่านอกจากคู่สมรสแล้ว ต้องยืนยันว่าต้องให้ผู้ที่อยู่กินฉันสามีภรรยา หรือผู้ที่อยู่ในการปกครอง ได้รับสิทธิในมาตรานี้ด้วย เพื่อให้ครอบคลุมแม่ทุกคน โดยไม่จำกัดแค่แม่พ่อที่อยู่กินกันโดยจดทะเบียนสมรส 

อังคณา ระบุว่า "คู่สมรส" ความหมายตามกฎหมายคือผู้ที่จดทะเบียนสมรส แต่ว่าการระบุในกฎหมายให้สิทธิเฉพาะสามีภรรยาที่จดทะเบียนสมรสเป็นการจำกัดสิทธิเกินจำเป็น เพราะสิทธิในการสร้างครอบครัวเป็นสิทธิพื้นฐานของพลเมือง และไม่ควรถูกจำกัดด้วยกฎหมายหรือกฎระเบียบ 

สว.อังคณา กล่าวว่า ถ้าดูจากข้อมูลสถาบันวิจัยประชากรและสังคม จากมหาวิทยาลัยมหิดล และกรมการปกครอง พบว่าย้อนหลังไป 10 ปี พบว่าการจดทะเบียนสมรสของประชากรไทยลดลง สวนทางกับการหย่าล้าง และมีจำนวนแม่เลี้ยงเดี่ยวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สาเหตุเนื่องจากคนรุ่นใหม่มีค่านิยมอยู่กินกันแบบฉันสามีภรรยาโดยไม่มีนิยมการจดทะเบียนสมรส ผัวเมียจะจดทะเบียนสมรสเมื่อเกี่ยวข้องกับสิทธิประโยชน์หรือเรื่องที่ต้องการดำเนินการตามกฎหมาย สิทธิในการหักภาษี การรับรองสิทธิประโยชน์จากประกันสังคม หรือการรับมรดก

ขณะที่พนักงานบริการ แรงงานชนเผ่าพื้นเมือง แรงงานหญิงข้ามชาติ แรงงานที่ก่อสร้าง แรงงานเหล่านี้ที่ได้รับค่าจ้างขั้นต่ำ ซึ่งส่วนมากไม่มีรายได้อยู่ในเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษี ทั้งผัวเมียในภาคแรงงานด้วยกัน ก็ทำให้ลูกจ้างจำนวนไม่น้อยสร้างครอบครัว อยู่กินฉันสามีภรรยา มีลูกด้วยกันตามวัฒนธรรมประเพณีศาสนา มากกว่าการจดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย  

อังคณา กล่าวต่อว่า การกำหนดเช่นนี้อาจทำให้แรงงานข้ามชาติไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ เนื่องจากแรงงานข้ามชาติมักไม่จดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย และหากต้องจดทะเบียนสมรสในประเทศไทย ก็จะเป็นการเพิ่มความซับซ้อนทางด้านกฎหมาย ต้องนำเอกสารจากประเทศต้นทางมา เช่น หนังสือรับรองความเป็นโสด หรือเอกสารสำคัญอื่นๆ หลังจากนั้นยังต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางไป-กลับประเทศต้นทาง การไม่รู้สิทธิทางกฎหมาย ปัญหาการสื่อสารทางภาษาทำให้ผัวเมียที่เป็นแรงงานข้ามชาติเลือกที่จะสมรสตามพิธีทางศาสนา หรือตามประเพณี โดยไม่ไปจดทะเบียนตามกฎหมาย 

นอกจากนี้ สังคมไทยเป็นสังคมผัวเดียวหลายเมีย ผู้หญิงหลายคนอยู่กินกับคนรัก โดยไม่ทราบว่าผู้ชายมีภรรยาโดยชอบตามกฎหมายอยู่แล้ว นอกจากนั้น ยังมีผู้หญิงที่ตั้งครรภ์และคลอดบุตรโดยไม่มีสามี ผู้หญิงเหล่านี้ไม่สามารถหาสามีเพื่อให้มาดูแลลูกได้  

อังคณา ระบุด้วยว่า การจำกัดให้สิทธิแค่เฉพาะคู่สมรส ถือเป็นการละเมิดกฎกติกาสากลหลายตัว และในหลายประเทศที่พัฒนาแล้วไม่ได้จำกัดสิทธิลาคลอดให้กับพ่อและแม่ที่จดทะเบียนสมรส เพื่อปกป้องสิทธิของแม่และเด็ก ยกตัวอย่างในสวีเดน เปิดโอกาสโอนสิทธิในการลาให้กับบุคคลในครอบครัว หรือคู่ชีวิตที่ไม่ได้จดทะเบียน ในสเปน ศาลตัดสินให้แม่เลี้ยงเดี่ยวในการลาเทียบเท่ากับครอบครัวที่มีคู่สมรสเพื่อประโยชน์สูงสุดของเด็ก หรืออิตาลี รับรองสิทธิการลาของแม่ ที่ไม่ใช่แม่ที่ให้กำเนิดในครอบครัวเพศเดียวกัน 

ดังนั้น ตัวอย่างเหล่านี้สะท้อนว่าสิทธิการลาเพื่อดูแลครอบครัวเป็นสิทธิมนุษยชน และไม่ควรถูกจำกัดด้วยทะเบียบสมรส การให้สิทธิการลาคลอดแค่เฉพาะคู่สมรสที่จดทะเบียนสมรสจึงไม่ได้สะท้อนความเป็นจริงของสังคม และทำให้แรงงานหญิงส่วนใหญ่ถูกผลักออกจากการ พ.ร.บ.นี้ กฎหมายควรเปิดกว้างให้ผู้ช่วยเหลือเป็นบุคคลที่ผู้หญิงที่คลอดบุตรไว้วางใจ อาจเป็นผู้ที่อยู่กินฉันสามีภรรยา หรือผู้ปกครอง เช่น พ่อ แม่ หรือพี่น้องที่สามารถให้ความช่วยเหลือผู้หญิงได้จริงๆ 

"เรื่องนี้เป็นการลดความเหลื่อมล้ำ ปิดช่องว่างเชิงโครงสร้างที่ผู้หญิงจำนวนมากเผชิญอยู่ ดิฉันเห็นว่าการเพิ่มสิทธิให้หญิงที่ตั้งครรภ์และคลอดบุตรให้กับคู่ที่อยู่กินฉันสามีภรรยา หรือผู้ปกครองถือเป็นความก้าวหน้า เป็นการสะท้อนความจริง และไม่ทำให้เกิดความเสียหายแต่อย่างไร" อังคณา กล่าว

อัจฉรพรรณ หอมรส สมาชิกวุฒิสภา กล่าวต่อว่า เธอสงวนคำแปรญัตติให้ปรับกรอบเวลาให้คู่สมรสใช้สิทธิลาคลอด 15 วันภายใน 120 วัน เพื่อให้สอดคล้องกรอบวันลาคลอดของมารดา เพื่อให้หลังจากมารดาลาคลอดและกลับไปทำงานแล้ว คู่สมรสสามารถเข้ามาช่วยดูแลบุตรต่อเนื่องจากมารดาได้ทันที การจัดลักษณะนี้จะทำให้เด็กได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง และนายจ้างได้รับประโยชน์ในระยะยาว เนื่องจากลูกจ้างกลับมาทำงานด้วยความมั่นคงทางด้านจิตใจ มีกำลังใจ

อัจฉรพรรณ กล่าวต่อว่า มาตรานี้ยังส่งเสริมบทบาทความเท่าเทียมทางเพศของบิดา ได้เข้ามาช่วยดูแลลูก ในช่วงเวลาที่สำคัญของชีวิตครอบครัว และสอดคล้องกับหลักการสากลที่ให้พ่อแม่มีส่วนร่วมเท่าเทียมกันในการดูแลบุตร อีกทั้งเป็นการช่วยเหลือและเพิ่มคุณภาพแรงงาน เพราะแรงงานที่ได้รับการสนับสนุนด้านครอบครัวจะกลับมาทำงานอย่างมีพลัง และสมาธิมากขึ้น 

อัจฉรพรรณ เสนอด้วยว่าให้เพิ่มกรอบระยะเวลาให้คู่สมรสลาได้เพิ่ม 30 วัน แม้ว่าจะเพิ่มภาระสถานประกอบการ แต่ถือเป็นการลงทุนทางสังคมที่คุ้มค่า เพราะเป็นการช่วยสร้างครอบครัวให้มั่นคง

ต่อมา ที่ประชุมได้มีมติ 'เห็นชอบ' ให้คงร่างเดิมของ สส. ด้วยคะแนน 127 ต่อ 4 เสียง งดออกเสียง 5 เสียง และไม่ลงคะแนน 1 เสียง 

นายจ้างจ่ายค่าจ้างไม่เกิน 60 วัน 

ตวงคุณ ทรงธรรมวัฒน์ สว. เสนอให้แก้ไขมาตรา 59 ของ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ควรให้นายจ้างจ่ายเงิน 45 วัน ไม่ใช่เป็น 60 วันตาม พ.ร.บ. เพราะไม่เป็นธรรมกับผู้ประกอบการ SME และอ้างว่าอาจจะทำให้แรงงานหญิงตกงานมากขึ้น

ตวงคุณ เสนอด้วยว่า ในส่วนที่หากต้องการเพิ่มจำนวนวันลาคลอด ให้สามารถตราเป็นพระราชกฤษฎีกาได้นั้น เธออยากให้ตัดคำว่า 'ให้สามารถตราเป็นพระราชกฤษฎีกา' ออกไป และอยากให้ผ่านกลไกของฝ่ายนิติบัญญัติเช่นเดิม เนื่องจากกังวลว่าฝ่ายบริหารจะออกมาตรการที่ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการ ยกตัวอย่าง รัฐบาลออกนโยบายให้ลาคลอด 90 หรือ 120 วันขึ้นมา บางสถานประกอบการอาจจะไม่พร้อม ซึ่งจะทำให้เกิดความวุ่นวายตามมา

วีรยุทธ สร้อยทอง สว. ขอสงวนแปรญัตติมาตรา 59 ในส่วนให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างให้หญิงมีครรภ์ในวันลาเพื่อคลอดบุตร ซึ่งแต่เดิมไม่เกิน 60 วัน แต่เขาจะขอแก้ไขเพิ่มเป็น 90 วัน (จากทั้งหมด 120 วัน) เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการของ ILO (องค์การแรงงานระหว่างประเทศ)

หลักการ ILO กำหนดให้ประเทศสมาชิกต้องจัดสิทธิสวัสดิการวันลาคลอดไม่ต่ำกว่า 14 สัปดาห์ (หรือเท่ากับ 3 เดือนกว่า) และระหว่างการลา 90 วันต้องจัดให้มีรายได้ 2 ใน 3 ของรายได้ปกติ

แต่เดิมประเทศไทยมีกฎหมายกำหนดให้สิทธิวันลาคลอดอยู่ที่ 98 วัน โดยนายจ้างจ่ายค่าจ้างไม่เกิน 45 วัน และส่วนที่เหลือต้องพึ่งพาเงินจากกองทุนประกันสังคม ทำให้เกิดภาระของคุณแม่หลังการคลอด แม้ว่าในร่างแก้ไขจะกำหนดให้นายจ้างเพิ่มเงินวันจ่ายค่าจ้างจาก 45 วัน เป็น 60 วันแล้วก็ตาม แต่ก็ยังต่ำกว่ามาตรฐานสากล

วีรยุทธ กล่าวต่อว่า สำหรับข้อกังวลที่อาจจะเกิดขึ้นกับผู้ประกอบการ SME หรือเอกชน มีตัวอย่างหลากหลายในต่างประเทศ เราอาจจะมาปรับปรุงใช้กับประเทศเราได้ เช่น กรณีศึกษาของประเทศสิงคโปร์

อย่างไรก็ดีในช่วงท้าย วีรยุทธ อภิปรายว่าไม่ติดใจข้อสงวนญัตติแล้ว 

ด้านณรงค์ฤทธิ์ วรรณโส สมาชิกกรรมาธิการจากกระทรวงแรงงาน ชี้แจงกรณีที่มีข้อกังวลในมาตรา 59 ของ พ.ร.บ. ส่วนข้อความที่ว่า ‘หากต้องการเพิ่มวันลา ให้สามารถตราเป็นพระราชกฤษฎีกา’ ได้นั้น ในส่วนนี้ก่อนออกกฎกระทรวง หรือพระราชกฤษฎีกา จะยังมีการรับฟังความคิดเห็นจากผู้ประกอบการ SME หน่วยงานรัฐ หรือภาคประชาสังคม มีกระบวนการวิเคราะห์หากสมมติมีการเพิ่มวันลาคลอดเป็น 180 วัน กระบวนการเหล่านี้ฝ่ายบริหารต้องทำให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ แม้ว่าจะเป็นกฎหมายลำดับรองก็ตาม โดยให้มีหน่วยงานต่างๆ มาแสดงความคิดเห็น และมีระบบตรวจสอบกฎหมายโดยกฤษฎีกา 

ต่อมา ที่ประชุม สว.มีมติเห็นชอบให้คงมาตรา 59 ตามร่างของ สส. ที่คะแนน 109 ต่อ 8 และงดออกเสียง 6 คน 

หลังจากนั้น ได้มีการทยอยลงมติรายมาตรา วาระ 2 จนเสร็จสิ้นโดยไม่มีการแก้ไขร่างแก้ไขเพิ่มเติมจากร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน จากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  

ต่อมา เมื่อเวลา 12.09 น. ที่ประชุมวุฒิสภา มีมติเอกฉันท์วาระที่ 3 'เห็นชอบ' ร่างแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ...) พ.ศ. ... ซึ่งมีสาระสำคัญในการเพิ่มสิทธิลาคลอด 120 วัน ด้วยคะแนน 124 ต่อ 0 เสียง และงดออกเสียง 5 เสียง 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising