เมื่อ 16 ก.ค. 2568 นอกจากจะมีการลงมติของสภาฯ ใน 2 เรื่องใหญ่ คือ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมคดีการเมือง และ พ.ร.บ.ประชามติ ปรับหลักเกณฑ์ผ่านประชามติเหลือ 1 ชั้นแล้ว อีกเรื่องที่สภาฯ มีมติผ่านวาระ 3 อีกเรื่องคือ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ที่ได้ทำการยกระดับสิทธิแรงงานขึ้นไปอีก 2 ขั้น คือการคุ้มครองแรงงานจ้างเหมาบริการให้มีสวัสดิการ-วันหยุดวันลาไม่ต่ำกว่ากฎหมายคุ้มครองแรงงาน และการเพิ่มสิทธิวันลาคลอดให้กับลูกจ้างหญิงที่มีครรภ์ 120 วัน จากเดิมเพียง 98 วันเท่านั้น
วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ สส.จังหวัดสตูล พรรคภูมิใจไทย และประธานกรรมาธิการวิสามัญยกร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน เผยว่า แม้ว่าตอนนี้ยังเพิ่มวันลาคลอดได้ไม่เกิน 120 วันก็ตาม เนื่องด้วยเศรษฐกิจไทยที่ยังไม่พร้อม แต่ในอนาคตถ้าเศรษฐกิจมีความพร้อมขึ้นมาเมื่อไร ก็สามารถใช้ช่องการออก พ.ร.ก. เพิ่มวันลาคลอดในภายหลังได้ พร้อมระบุว่าการเพิ่มสิทธิลาคลอด 120 วันครั้งนี้เป็นก้าวเดินที่สำคัญ
แม้ว่าร่างแก้กฎหมาย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน จะผ่านสภาฯ วาระ 3 ไปแล้ว แต่ประชาไทชวนอ่านระหว่างบรรทัดร่างแก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน รอบล่าสุดมีสาระสำคัญอย่างไร และนอกจากเพิ่มสิทธิวันลาคลอด 120 วันแล้ว มีเรื่องไหนที่แรงงานทุกคนควรทราบเพิ่มเติม และโจทย์ที่ต้องคิดให้ครอบคลุมกับแรงงานทุกคน
2 ส่วนสำคัญของ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน
คุ้มครองจ้างเหมาฯ แต่ปัดตกลูกจ้างรัฐ
ร่างแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน มีสาระสำคัญอยู่ 2 ส่วนหลัก คือ
- แก้ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ให้คุ้มครองลูกจ้างรัฐ ข้าราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น เจ้าหน้าที่รัฐวิสาหกิจ และจ้างเหมาบริการ (มาตรา 3 เพิ่มมาตรา 4/1)
- การเพิ่มสิทธิลาคลอด 120 วันโดยได้รับค่าจ้าง (มาตรา 41)
การแก้ไข มาตรา 3 เพิ่มมาตรา 4/1 กมธ.วิสามัญร่างแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ได้มีมติเสียงข้างมากให้ พ.ร.บ. คุ้มครองลูกจ้างทุกประเภท คือ ทั้งลูกจ้างภาครัฐ ราชการส่วนกลาง ส่วนท้องถิ่น และส่วนภูมิภาค รัฐวิสาหกิจตามกฎหมายแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ และจ้างเหมาบริการ จะได้รับการคุ้มครองไม่ต่ำกว่า พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน
นอกจากนี้กฎหมายยังเปิดช่องให้รัฐมนตรีสามารถออกกฎกระทรวงให้ไม่ใช้พระราชบัญญัตินี้ทั้งหมด หรือใช้แค่บางส่วนได้
แต่มติดังกล่าวถูกคัดค้านโดยชนิสร์ คล้ายสังข์ ตัวแทนจากคณะกรรมการกฤษฎีกา และเป็นสมาชิก กมธ.ที่ขอสงวนความเห็น เขาไม่เห็นด้วยเพราะปัจจุบันหน่วยงานรัฐต่างๆ ก็มีกฎหมายดูแลลูกจ้างรัฐโดยเฉพาะ เช่นเดียวกับลูกจ้างเหมาบริการที่มี พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างภาครัฐฯ เราสามารถแก้ไขสัญญาให้ดูแลลูกจ้างเหมาบริการได้ ถ้าแก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานไปใช้กับภาครัฐทั้งหมด จะทำให้เกิดปัญหาในการตีความกฎหมาย
ชนิสร์ จึงเสนอให้ไปแก้ไขในกฎหมายที่ใช้ดูแลข้าราชการอย่างระเบียบข้าราชการพลเรือน หรือ พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้าง ที่ดูแลเรื่องสัญญาจ้างลูกจ้างเหมาบริการ แทนน่าจะเหมาะสมกว่า
นอกจากนี้ แม้ว่าตัวร่างของ กมธ. จะเปิดช่องให้ออกกฎกระทรวง ยกเว้นบางมาตรา หรือพระราชบัญญัติทั้งฉบับก็ตาม แต่ชนิสร์ ยังมองว่าการออกกฎกระทรวงอาจใช้เวลานานเกินไป เนื่องจากต้องไปดูว่าจะบังคับใช้มาตราไหน อย่างไร และมาตราใน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ก็มีค่อนข้างมาก
ท้ายสุด บทสรุปคือสภาผู้แทนราษฎรมีมติ 'ไม่เห็นชอบ' ให้มีการแก้ไขร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน และให้กลับไปใช้ร่างหลักที่เสนอเข้ามาแต่แรก คือ ร่างของพรรคภูมิใจไทย ที่วรศิษฎ์ เสนอเข้ามาตั้งแต่วาระที่ 1
สาระสำคัญของร่างแก้ไขกฎหมายฉบับ ‘วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์’ สส.พรรคภูมิใจไทย เสนอแต่แรก คือ หน่วยงานรัฐ ราชการส่วนภูมิภาค ส่วนกลาง หรือส่วนท้องถิ่น องค์การมหาชน และรัฐวิสาหกิจ ที่จ้างเหมาบริการ ต้องจ่ายค่าตอบแทน จัดให้มีวันหยุดประจำสัปดาห์ วันหยุดตามประเพณี วันหยุดพักผ่อนประจำปี วันลาป่วย วันลาคลอด วันและเวลาทำงาน เวลาผักผ่อน ไม่น้อยกว่าสิทธิที่กำหนดไว้ในกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขที่กระทรวงกำหนด
ส่วนคดีความที่เกิดจากข้อพิพาทระหว่างหน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานผู้ว่าจ้างกับผู้ถูกจ้างงานอันเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ให้อยู่ในขอบเขตอำนาจศาลแรงงาน
นั่นจึงทำให้ร่างแก้ไขกฎหมายคุ้มครองแรงงานของ กมธ.เสียงข้างมาก ที่หวังจะให้ข้าราชการ เจ้าหน้าที่รัฐ ลูกจ้างเอกชน ลูกจ้างรัฐวิสาหกิจ และจ้างเหมาบริการ ได้รับการคุ้มครองไม่ต่ำกว่ากฎหมาย ไปไม่ถึงฝั่งฝัน เหลือแค่ ‘จ้างเหมาบริการ’ ที่ได้รับการคุ้มครองเพิ่มเติม
หลังจากนี้ก็ต้องลุ้นกันต่อว่า วุฒิสภา จะมีความเห็นร่างแก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน มาตรานี้อย่างไร
เพิ่มวันลาคลอด 120 วัน ให้คู่สมรสลาได้ 15 วัน
อีกใจความสำคัญของร่างแก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน คือการที่สภาฯ มีมติเสียงข้างมาก เพิ่มวันลาคลอดให้กับ “ลูกจ้างหญิงมีครรภ์” มีสิทธิลาคลอดบุตรได้ครรภ์หนึ่งไม่เกิน 120 วัน (จากเดิม 98 วัน) โดยได้รับค่าจ้าง หรือตามจำนวนวันที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ก.) (แก้ไขเพิ่มมาตรา 41 วรรค 1)
ในส่วนค่าจ้างระหว่างการลาคลอด เป็นการแบ่งจ่ายกันระหว่างนายจ้างจ่ายไม่เกิน 60 วัน หรือตามที่กำหนดในกฎกระทรวง และกองทุนประกันสังคมจ่ายให้ 60 วัน
‘คู่สมรส’ (ไม่ว่าจะหญิง หรือชาย) สามารถลาช่วยดูแลลูกได้ไม่เกิน 15 วัน โดยวันลาส่วนนี้ไม่รวมกับสิทธิลาคลอด 120 วัน สามารถใช้วันลาก่อน หรือภายใน 90 วันนับตั้งแต่วันคลอดบุตร โดยได้รับค่าจ้าง 100% จากนายจ้าง
นอกจากนี้ ลูกจ้างหญิงมีสิทธิลาต่อเนื่องเพื่อเลี้ยงดูบุตร 15 วัน ในกรณีที่บุตรมีภาวะการเจ็บป่วยที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคแทรกซ้อน มีความผิดปกติ หรือมีภาวะความพิการ โดยใช้หลักฐานเป็นใบรับรองแพทย์แผนปัจจุบัน และให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างในวันลา 50% ของค่าจ้าง
ขณะที่สมาชิก กมธ.เสียงส่วนน้อย ขอสงวนความเห็น เสนอดันสิทธิวันลาคลอด 180 วัน โดยส่วนใหญ่ให้เหตุผลในทิศทางเดียวกัน คือเรื่องของประโยชน์ทางด้านสุขภาพของแม่และเด็ก โดยคุณแม่จะได้มีระยะเวลาฟื้นตัวหลังการคลอด และป้องกันความเสี่ยงจากการเป็นโรคซึมเศร้าหลังคลอดลูก
ส่วนเด็กจะได้รับนมแม่อย่างเพียงพอตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) มีสุขภาพแข็งแรง มีภูมิคุ้มกันโรคต่างๆ ช่วยลดภาระทางเงินและภาระงานของสาธารณสุข อีกทั้ง เป็นการสร้างสายสัมพันธ์ในครอบครัว และทำให้พัฒนาการด้านอารมณ์ และจิตใจของเด็กเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ
นิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ สมาชิกกลุ่ม Wefair และสมาชิกกรรมาธิการเสียงส่วนน้อย ยืนยันด้วยว่าการเพิ่มวันลาคลอด 180 วัน จะไม่กระทบต่องบประมาณของกองทุนประกันสังคมตามที่มีข้อกังวลก่อนหน้านี้
ปัจจุบัน งบประมาณในการใช้เพื่อจ่ายสิทธิลาคลอด 90 วัน ของกองทุนฯ อยู่ที่ 3,000 ล้านบาท และหากเพิ่มเป็น 120 วัน อยู่ที่ประมาณ 4,000 ล้านบาท และหากเพิ่มสิทธิวันลาคลอด 180 วัน จะอยู่ที่ประมาณ 6,000 ล้านบาท ครอบคลุม 1.3 ล้านคน
นิติรัตน์ ระบุว่า ถ้าเอา 6,000 ล้านบาท มาเทียบกับเงินสมทบเข้ากองทุนฯ จะคิดเป็น 3.3% ของเงินสมทบกองทุนประกันสังคมทั้งหมด และทางษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี คณะกรรมการประกันสังคม ฝ่ายผู้ประกันตน ก็ยืนยันด้วยว่าการเพิ่มสิทธิวันลาคลอด 180 วัน จะไม่กระทบกับกองทุนประกันสังคมอย่างมีนัยยะสำคัญ
ด้านวรศิษฎ์ ในฐานะประธาน กมธ. และ กมธ.เสียงส่วนใหญ่ ชี้แจงว่า ทาง กมธ.ได้คำนึงอย่างรอบด้าน ประกอบกับปัจจัยทางด้านปัญหาเศรษฐกิจ จึงตัดสินใจเพิ่มวันลาคลอดอยู่ที่ 120 วัน แต่อย่างไรก็ตาม การแก้ไขกฎหมายรอบนี้จะเปิดช่องให้สามารถเพิ่มวันลาคลอดได้ง่ายขึ้นในอนาคต โดยใช้ช่องทางผ่าน พ.ร.ก. ไม่ต้องรอแก้พระราชบัญญัติใหม่อีกครั้ง
อนึ่ง การผ่านพระราชกฤษฎีกา สามารถผ่านได้คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ และนำขึ้นทูลเกล้าฯ ประกาศใช้ โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการรัฐสภา
“ณ วันนี้ผมถือว่ามันเป็นก้าวเดินก้าวแรกในการขยับขึ้น แต่ในอนาคต เราก็เปิดช่องไว้แล้วเหมือนกัน ในวันที่เศรษฐกิจมันดีขึ้น มีความพร้อม สถานการณ์เหมาะสมมากกว่านี้ เราไม่ต้องมานั่งแก้ พ.ร.บ.ฉบับนี้ เราสามารถทำเป็นพระราชกฤษฎีกาได้เลย เพื่อที่จะขยับขึ้น 150 วัน หรือ 180 วัน หรือจะเป็น 360 วันก็ได้ในวันที่มันมีความพร้อมในทุกด้านจริงๆ ผมไม่อยากจะให้เรามาแก้ไขตรงนี้ แล้วไปเกิดปัญหาอย่างอื่นเพิ่มเติม และต้องไปตามแก้กันอีก”
“ที่สำคัญมันไม่ได้แค่ 120 วัน มันมีการเปิดช่องไว้สำหรับมีการขอออปชันลาเพิ่มได้อีก 15 วัน รวมไปถึงคู่สมรสลาเพิ่มได้อีก 15 วัน เพราะฉะนั้น ถ้าเกิดเปรียบเทียบกับอันเดิม 98 วัน วันนี้เราขยับภาพรวมทั้งหมด 150 วัน เพราะฉะนั้น ผมถือว่ามันเป็นก้าวเดินที่สำคัญ และก็จะเป็นการเปลี่ยนผ่านอย่างมั่นคงโดยที่ไม่มีปัญหาอย่างอื่นเพิ่มเข้ามา” วรศิษฎ์ กล่าว
สำหรับสมาชิกที่มีข้อสงสัยว่าสิทธิลาคลอดถ้าให้เกิน 120 วันจะผิดกฎหมายหรือไม่ ณัฏฐา มหัทธนา สมาชิกคณะกรรมาธิการฯ กล่าวว่าไม่ผิดกฎหมาย เพราะว่าการขยายสิทธิใน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน มันเป็นสิทธิขั้นต่ำ
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายดันสิทธิลาคลอด 180 วันก็ต้องผิดหวังไปก่อน เพราะว่าสภาฯ มีมติเสียงข้างมากดันแค่ 120 วันตามที่กล่าวไปข้างต้น
โจทย์ที่ต้องคิดต่อ
ขั้นตอนหลังจากนี้ เมื่อสภาผู้แทนราษฎรผ่านร่างแก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ดันสิทธิลาคลอด 120 วันแล้ว จะต้องไปผ่านวุฒิสภา หากทางสมาชิกวุฒิสภาไม่ติดใจเรื่องการแก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ก็จะนำขึ้นทูลเกล้าฯ และประกาศใช้ต่อไป
ธนพงษ์ เชื้อเมืองพาน คณะกรรมการประกันสังคม ฝ่ายผู้ประกันตน เผยว่า สำหรับทางคณะกรรมการประกันสังคม ที่ประชุมอนุกรรมการด้านสิทธิประโยชน์ได้มีการผ่านสิทธิประโยชน์สำหรับวันลาคลอด 180 วันรอไว้แล้ว (โดยกองทุนสำนักงานประกันสังคม จะจ่ายค่าจ้างให้ 90 วันสำหรับลูกจ้างที่ใช้สิทธิลาคลอด)
อย่างไรก็ดี เมื่อสภาฯ ผ่านแค่ 120 วันก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรในการปรับแก้ โดยขั้นตอนต่อจากนี้คณะกรรมการประกันสังคมจะรอให้มีการโปรดเกล้าฯ ผ่านกฎหมายก่อน จากนั้นที่ประชุมอนุกรรมการฯ จะนำเรื่องนี้ขึ้นมาที่ไปที่คณะกรรมการประกันสังคมชุดใหญ่ เพื่อให้พิจารณาอนุมัติสิทธิประโยชน์อีกครั้งก่อนบังคับใช้
สำหรับโจทย์ต่อไปคือทำยังไงให้สิทธิลาคลอดครอบคลุมทุกคน เนื่องจากหากเราพินิจพิเคราะห์ในร่างแก้ไขกฎหมาย มาตรา 41 วรรค 1 ระบุว่ามีเพียง "ลูกจ้างหญิงมีครรภ์" เท่านั้นที่จะได้รับสิทธิลาคลอด แต่โจทย์ต่อไปอาจทำยังไงให้ครอบคลุมทุกคนโดยเฉพาะกลุ่มคนที่เป็น ‘LGBTQ+’ เช่น ถ้าเป็นคู่รัก ‘หญิง-หญิง’ และ ‘ชาย-ชาย’ ที่รับบุตรบุญธรรม หรือรับบุตรอุ้มบุญ ก็จะไม่ได้รับอานิสงส์จากร่างแก้ไขกฎหมายฉบับที่เพิ่งผ่านสภาฯ
เซีย จำปาทอง สส.ปีกแรงงาน พรรคประชาชน ยืนยันว่าต้อง 'ลูกจ้างหญิง' เท่านั้นที่จะได้สิทธิลาคลอด และถ้าคู่สมรสเป็น 'หญิง' สามารถลาเพิ่มได้ 15 วันตามกฎหมาย
ขณะที่บัณฑิต แป้นวิเศษ มูลนิธิเพื่อนหญิง และเครือข่ายขับเคลื่อนฯ ลาคลอด 180 วัน เคยให้สัมภาษณ์ระบุว่า ในภาพรวม เครือข่ายรับได้กับการเพิ่มสิทธิลาคลอด 120 วัน ซึ่งมีออปชันลาเพิ่ม 15 วันสำหรับคู่สมรส และลาเพิ่มอีก 15 วันสำหรับกรณีที่เด็กป่วย ส่วนเรื่องที่ต้องขับเคลื่อนกันต่อหลังจากมีการปรับแก้กฎหมาย ก็มีเรื่องสิทธิความเป็นมารดา ทั้งศูนย์เลี้ยงเด็ก มุมให้นมแม่ เรื่องของการลาคู่สมรส ของการเลี้ยงดูเพิ่ม แต่เป้าหมายอาจต้องรอในรัฐบาลชุดต่อๆ ไปในการขยับวันลาคลอดให้เป็น 180 วัน เพื่อให้สอดคล้องกับคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) และกระทรวงสาธารณสุข
อย่างไรก็ดี ที่กฎหมายกำหนดไว้เป็นเพียงมาตรฐานขั้นต่ำ ในทางปฏิบัติ บริษัทเอกชนหรือหน่วยงานราชการต่างๆ สามารถออกแบบสิทธิลาคลอดและเลี้ยงดูบุตรให้มีมาตรฐานสูงกว่าในกฎหมายได้
จับตา ร่างสิทธิแรงงานของ ปชน. เข้าคิว รอเข้าสภาฯ
หลังจากนี้มีเรื่องให้ต้องจับตากันต่อ คือ ร่างแก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน เสนอโดยพรรคประชาชน โดยจะมีด้วยกัน 3 ชุด หรือ ‘ร่าง 3 มี’ ประกอบด้วย
ร่างฉบับที่ 1 คือ "มีความมั่นคงในการทำงาน" สาระสำคัญคือการแก้ไขนิยามให้ครอบคลุมการจ้างงานรูปแบบใหม่ๆ เช่น คนทำงานบนแพลตฟอร์มอย่างไรเดอร์ หมอนวด แม่บ้าน และอื่นๆ การเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำอัตโนมัติตามสภาวะเศรษฐกิจ รวมถึงการแก้ไขไม่ให้มีการจ้างงานรายวัน หรือจ้างเหมาบริการ ให้มีแค่การจ้างงานแบบรายเดือน
ทั้งนี้ ร่างมีความมั่นคงในการทำงานของพรรคประชาชน ยังไม่ได้รับฟังความคิดเห็น เนื่องจากตัวร่างแก้ไขกฎหมายระบุครอบคลุมลูกจ้างรัฐและข้าราชการ ทำให้จำเป็นต้องรอผลการแก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ฉบับลาคลอด 120 วันก่อนว่าจะมีการแก้ไขให้ครอบคลุมลูกจ้างรัฐ และข้าราชการหรือไม่ ถ้ามีการปรับให้ครอบคลุม ก็จะต้องแก้ไขร่างฯ ให้เนื้อหาไม่ซ้ำกัน
ฉบับที่ 2 คือ “มีเวลาพักผ่อน” ว่าด้วยเรื่องการลดชั่วโมงการทำงาน ไม่เกิน 40 ชม.ต่อสัปดาห์ มีวันหยุดประจำสัปดาห์อย่างน้อย 2 วัน และมีวันหยุดพักผ่อนประจำปีอย่างน้อย 10 วัน
ฉบับที่ 3 คือ “มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” สาระโดยคร่าวคือนายจ้างต้องไม่เลือกปฏิบัติเพราะความแตกต่างใดๆ ของลูกจ้างตั้งแต่การสมัครงาน ลูกจ้างมีสิทธิลาไปดูแลสมาชิกครอบครัวหรือลาไปบอกลาปีละไม่เกิน 15 วันทำงาน มีสิทธิลาเนื่องจากมีประจำเดือนได้ 3 วันต่อเดือนโดยไม่รวมกับวันลาป่วย ต้องมีห้องให้นมลูกหรือเก็บนมในสถานที่ทำงาน และลูกจ้างมีสิทธิดังกล่าววันละ 2 ครั้งๆ ละ 30 นาทีในเวลาทำงาน เป็นต้น
เซีย เผยว่า 2 ร่างหลังตอนนี้ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณชนเสร็จสิ้นไปแล้ว และมีการบรรจุวาระการประชุมในระเบียบของสภาฯ แต่กว่าจะถึงคิวก็คงอีกนาน
