ศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 7 พิพากษาลงโทษจำคุก 1 ปี ไม่รอลงอาญา "ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร" อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ศาลชี้ ผิด ม.157 คดีตรวจรับงานก่อสร้างอาคารที่ทำการหน่วยพิทักษ์ป่าห้วยคมกฤต อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน โดยมิชอบ ก่อนที่ศาลจะอนุญาตให้ประกันตัวชัยวัฒน์ โดยการวางหลักทรัพย์ 300,000 บาท
18 ก.ย. 2568 ศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 7 พิพากษาลงโทษจำคุก 1 ปี โดยไม่รอลงอาญา ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตผู้อำนวยการสำนักอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ฐานดำเนินการโครงการก่อสร้างอาคารที่ทำการหน่วยพิทักษ์ป่าห้วยคมกฤต อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน โดยมิชอบ
ก่อนที่ศาลจะอนุญาตให้ประกันตัวชัยวัฒน์ โดยการวางหลักทรัพย์ 300,000 บาท
มติชน ชัยวัฒน์ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า คำพิพากษานี้ถือว่าศาลเมตตาตนมากแล้ว โดยในคำวินิจฉัยเรื่องการฮั้วการประมูลและทุจริตนั้น ศาลได้มีการยกฟ้อง เพราะมีการเปิดประมูลถูกต้องตามระเบียบทุกอย่าง ในส่วนของเงิน 1 ล้านบาท ตนก็ไม่เกี่ยวข้อง เป็นเงินค่าแรงที่จ่ายให้ผู้รับจ้างถูกต้อง ถือว่าเป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับตนเอง ความผิดพลาดในเรื่องนี้ มี 2 เรื่องคือ แบบก่อสร้างที่ตามแบบแล้ว ต้องทำรางน้ำที่บ้านพักคนงาน แต่เมื่อสร้างจริงแล้วไม่มี อีกข้อคือการสร้างส้วม ที่ตามแบบต้องสร้างส้วมแบบชักโครก แต่กลับไปสร้างเป็น ส้วมนั่งยองๆ เหตุผลที่ต้องสร้างส้วมแบบนี้ เพราะส้วมแบบชักโครกนั้น มีน้ำไม่พอใช้กด ซึ่งผิดแบบที่เสนอเอาไว้
ThaiPBS จากนี้ชัยวัฒน์จะรอคัดคำสั่งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติผิดชอบภาค 7 ไปยื่นร้องต่อศาลปกครองสูงสุด ให้เพิกถอนคำสั่งกรณีถูกกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สั่งไล่ออกจากราชการไปก่อนหน้านี้ และจะยื่นอุทธรณ์ในคดีนี้ภายใน 30 วัน
สํานักข่าวอิศราเผยแพร่คำพิพากษาของศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 7 ในคดีชัยวัฒน์ส่วนคดีที่เกี่ยวข้องกับโครงการก่อสร้างอาคารที่ทำการหน่วยพิทักษ์ป่าห้วยคมกฤต อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน โดยมิชอบ ศาลระบุว่า พนักงานอัยการ ยื่นฟ้องชัยวัฒน์ อดีตผู้อำนวยการสำนักอุทยานแห่งชาติ จำเลยที่ 1 กับพวกรวม 7 คน
ปัญหาว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ หรือไม่นั้น เห็นว่าจำเลยที่ 1 ได้รับแต่งตั้งเป็นประธานคณะกรรมการตรวจการจ้างโครงการพิพาท มีหน้าที่ตรวจสอบรายงานผลการปฏิบัติงานของผู้รับจ้างและเหตุการณ์แวดล้อมที่ผู้ควบคุมงานรายงาน โดยตรวจสอบกับแบบรูปรายการละเอียดและข้อกำหนดในสัญญา
เมื่อตรวจเห็นว่าเป็นการถูกต้อง ครบถ้วนเป็นไปตามแบบรูปรายการละเอียดและข้อกำหนดในสัญญาแล้ว ก็ต้องทำใบรับรอง เพื่อเบิกจ่ายเงินตามระเบียบว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินจากคลัง แล้วรายงานให้หัวหน้าส่วนราชการทราบ ในกรณีที่เห็นว่าผลงานที่ส่งมอบไม่เป็นไปตามแบบรูปรายการในสัญญาก็ต้องรายงานหัวหน้าส่วนราชการผ่านหัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุเพื่อทราบ ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีฯ
พยานหลักฐานโจทก์ตามทางไต่สวนได้ความว่า จำเลยที่ 1มอบหมายให้จำเลยที่ 3 เป็นผู้ติดต่อหาช่างมาดำเนินโครงการพิพาท และให้จำเลยที่ 3 เป็นผู้ควบคุมงานฝ่ายผู้รับจ้าง โดยจำเลยที่ 1 มิได้เข้าไปควบคุมงานด้วยตนเอง เมื่อมีปัญหาข้อขัดข้องไม่สามารถก่อสร้างให้เป็นไปตามแบบรูปรายการและบัญชีแสดงปริมาณวัสดุ นายรุ่งจะสอบถามและดำเนินการแก้ไขปัญหาข้อขัดข้องไปตามที่จำเลยที่ 3 สั่งการ โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 แจ้งปัญหาข้อขัดข้องดังกล่าวให้จำเลยที่ 1 ทราบด้วยหรือไม่
จึงเชื่อว่าขณะที่จำเลยที่1 เข้าไปตรวจการจ้างโครงการพิพาท จำเลยที่ 1 อาจไม่เห็นงานก่อสร้างโครงการพิพาทที่ไม่เป็นไปตามแบบรูปรายการและบัญชีแสดงปริมาณวัสดุในส่วนรายการที่ไม่สามารถมองเห็นด้วยตา เช่น ในส่วนของงานฐานราก เป็นต้น
แต่ข้อเท็จจริงได้ความตามที่นายสัมฤทธิ์และนายรุ่งต่างให้การและเบิกความสอดคล้องกันว่า นายรุ่งก่อสร้างโครงการพิพาทไม่เป็นไปตามแบบรูปรายการและบัญชีแสดงปริมาณวัสดุซึ่งสามารถตรวจสอบและมองเห็นได้ด้วยตาหลายรายการ อาทิ ในส่วนอาคารที่ทำการ ตามบัญชีแสดงปริมาณวัสดุระบุโครงสร้างหลังคา เช่น อกไก่ จันทัน แป อะเส ตะเฆ่ ฯลฯ เป็นไม้เนื้อแข็ง และตามแบบรูปรายการระบุเป็นไม้แต่กลับมีการก่อสร้างโดยใช้เหล็กรูปพรรณแทนไม้เนื้อแข็ง ในส่วนงานมุงหลังคา ไม่พบรางน้ำฝนรอบอาคารที่ทำการตามที่กำหนดในบัญชีแสดงปริมาณวัสดุ ในส่วนโถส้วมของอาคารที่ทำการและบ้านพักคนงาน ขนาด 4 ครอบครัว (แบบแยกหลัง) ตามแบบรูปรายการและบัญชีแสดงปริมาณวัสดุที่กำหนดให้มีโถส้วมเป็นแบบนั่งราบมีถังเก็บน้ำ (ฟลัชแท็งก์) รุ่นประหยัดน้ำ 6ลิตร แต่นายรุ่งกลับใช้โถส้วมเป็นแบบนั่งราบราดน้ำ
จำเลยที่ 1 ทำหนังสือชี้แจงและเบิกความรับว่า เดินทางไปตรวจสอบงานก่อสร้างว่าผู้รับจ้างปฏิบัติงานถูกต้องเป็นไปตามแบบรูปรายการหรือไม่ ย่อมจะต้องเห็นงานก่อสร้างที่ไม่เป็นไปตามแบบรูปรายการและบัญชีแสดงปริมาณวัสดุดังกล่าว ทั้งทราบดีว่าจำเลยที่ 6ซึ่งเป็นผู้รับจ้างตามสัญญามิได้เป็นผู้ก่อสร้างโครงการพิพาท และนายรุ่งมิใช่ผู้รับจ้างช่วงจากจำเลยที่ 6
การที่จำเลยที่ 1 ตรวจรับงาน และลงลายมือชื่อรับรองในใบตรวจการจ้างและรับรองผลการปฏิบัติงานของผู้รับจ้างว่า ถูกต้องตามสัญญาจ้างงวดที่ 1-10(งวดสุดท้าย) เป็นเงินจำนวน 3,527,000 บาท จึงเป็นการรายงานเท็จ อันเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
ส่วนที่อ้างทำนองว่าไม่มีเจตนาทำให้ผู้หนึ่งผู้ใดหรือรัฐได้รับความเสียหายและไม่มีเจตนาทุจริตนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่ารายการวัสดุก่อสร้างที่ไม่เป็นไปตามแบบรูปรายการและบัญชีแสดงปริมาณวัสดุมีราคาถูกกว่ารายการตามที่ระบุในแบบรูปรายการและบัญชีแสดงปริมาณวัสดุ ทั้งจำเลยที่ 6 มิได้เป็นผู้ก่อสร้างโครงการพิพาท จึงไม่มีสิทธิที่จะได้รับเงินค่าจ้างจากกรมอุทยานแห่งชาติฯ ตามสัญญา
การที่จำเลยที่ 1 ตรวจรับงาน และลงลายมือชื่อรับรอง เพื่อเป็นหลักฐานให้สำนักงานบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 อนุมัติให้เบิกจ่ายเงิน 3,499,037 บาทให้แก่จำเลยที่ 6 จึงเป็นการกระทำโดยมีเจตนาเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่กรมอุทยานแห่งชาติฯ และเป็นผลให้จำเลยที่ 6 และนายรุ่ง ได้รับประโยชน์ จึงเป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับผู้อื่น อันเป็นการกระทำโดยทุจริตฯ
พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดฯเเละเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต
พิพากษาว่า จำเลยที่ 1มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม) และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯมาตรา 123/1 การกระทำเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 1 ปี 6 เดือน คำเบิกความเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 1 ปี และยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2-7 ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
