ตัวแทน 3 พรรคการเมือง มีนัดส่งโมเดลแก้ไขรัฐธรรมนูญ เลือก สสร. ให้สอดคล้องคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ แต่ไร้เงา 'ภูมิใจไทย' แจ้งติดภารกิจ 'ยิ่งชีพ - iLaw' มองต้องทวงคำวินิจฉัยของศาล รธน.ให้เร็วที่สุด ไม่ต้องรีบเสนอโมเดล ยันหลักการ สสร.จากการเลือกตั้งโดยตรง รับกังวลท่าทีของ ภท.
18 ก.ย. 2568 สำนักข่าว The Standard รายงานวันนี้ (18 ก.ย.) ที่รัฐสภา ในการประชุมคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร วาระหารือแนวทางและขั้นตอนในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ภายหลังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ โดยได้นัดหมายตัวแทน 3 พรรคการเมือง คือ พรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาชน เพื่อชี้แจงความคืบหน้าในการจัดทำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ หมวด 15 ว่าด้วยการเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.)
พริษฐ์ วัชรสินธุ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ชี้แจงโมเดล 2 คณะ โดยแบ่งออกเป็นคณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ที่มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชน 70 คน จากนั้นนำรายชื่อส่งให้รัฐสภาคัดเลือกให้เหลือ 35 คน โดยรัฐสภาแบ่งสัดส่วนตาม สส. สว. และพรรคการเมือง เนื่องจากหากคัดเลือกโดยเสียงเกินกึ่งหนึ่ง อาจเปิดช่องให้บางกลุ่มการเมืองผูกขาดการเลือกได้ และอีกคณะคือสภาที่ปรึกษา หรือคณะผู้แทนประชาชน จากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง จำนวน 100 คน
ด้านจาตุรนต์ ฉายแสง สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า แนวคิดเบื้องต้นของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะให้มี สสร. ทั้งหมดประมาณ 140 คน โดย 200 คน มาจากประชาชนในแต่ละจังหวัดเลือกตั้งกันมา และส่งรายชื่อให้รัฐสภาคัดให้เหลือ 100 คน โดยการคัด 100 คนนั้น แต่ละจังหวัดจะต้องมีตัวแทนอย่างน้อย 1 คน ส่วนอีก 40 คน มาจากภาควิชาการ ทั้งคณะนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ ตัวแทนองค์กรภาคประชาชน ตัวแทนวิชาชีพ และต้องหลีกเลี่ยงการให้เลือกไขว้กัน
อย่างไรก็ตาม ตัวแทนจากพรรคภูมิใจไทยไม่ได้ร่วมประชุมในวันนี้ โดยพริษฐ์ แจ้งต่อที่ประชุมว่า ภราดร ปริศนานันทกุล สส. อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย แจ้งมาว่าติดภารกิจ แต่ได้มีแนวคิดและพร้อมเสนอร่างแก้ไขฯ ในสัปดาห์หน้า แต่คงไม่เหมาะสมที่ตนเองจะเป็นผู้มาเปิดเผย ขอให้รอติดตามข่าวจากการสอบถามของสื่อมวลชน
นอกจากนี้ ยังมีตัวแทนจากภาคประชาชน, สมาชิกวุฒิสภา (สว.), คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และฝ่ายกฎหมายของสภาผู้แทนราษฎร เข้าร่วมติดตามการประชุมด้วย
ณัชปกร นามเมือง ในฐานะตัวแทน Con for All ชี้ว่า คําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ปรากฏให้เห็นนั้นเป็นเพียงแค่ฉบับย่อ ยังไม่เห็นคําวินิจฉัยฉบับเต็ม ว่าถูกตีความว่าอย่างไร ทําให้เกิดภาวะยากลำบาก (Dilemma) เท่ากับว่ารัฐสภากําลังเป็นประจักษ์พยานว่าศาลรัฐธรรมนูญกําลังทําเกินอํานาจหน้าที่ที่ท่านมี เพราะท่านไม่มีอํานาจกําหนดว่าที่มา สสร. จะเป็นอย่างไร เพราะอํานาจสถาปนารัฐธรรมนูญเป็นของประชาชน อีกทั้งศาลรัฐธรรมนูญ ยังไม่มีอํานาจในการวินิจฉัยประเด็นที่ผู้ร้องไม่ได้ถามด้วย
ณัชปกร ระบุด้วยว่า ข้อเสนอเบื้องต้นนี้อาจเป็นความบังเอิญที่ได้นำเนื้อหาของพรรคประชาชนมาอย่างละนิด และนำของพรรคเพื่อไทยมาอย่างละหน่อย คือให้ประชาชนเลือกตัวแทนทั้ง 2 รูปแบบ ซึ่งให้ประชาชนเลือกตั้งมาทั้งคู่ด้วยระบบที่ต่างกันคือการเลือกระดับประเทศ โดยใช้ระบบบัญชีรายชื่อ เพื่อเอื้อแนวคิดและนโยบายที่หลากหลาย มากกว่าการเลือกตามพื้นที่ รวมถึงเพิ่มการเลือกตัวแทนระดับจังหวัดเพื่อถ่วงดุล
'ยิ่งชีพ' ยื่นร่าง ปชช.หากเงื่อนเวลาเพียงพอ ร่างของพรรคฯ ไม่ตอบโจทย์
ด้าน ‘เป๋า’ ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเตอร์เน็ตกฎหมายเพื่อประชาชน (iLaw) ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุม กมธ.พัฒนาการเมืองฯ เมื่อ 14.30 น. ระบุว่า เราต้องการให้มีผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง หรือมาจากกระบวนการที่ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ ไม่ได้มีการแต่งตั้งหรือหยิบเลือกจากคนกลุ่มเดียว หรืออำนาจทางการเมือง หรือฝักใฝ่การเมืองเพียงบางฝ่ายเท่านั้น เราไม่อยากเห็นอำนาจทางการเมืองฝั่งไหนที่มีอำนาจมากกว่าคนอื่นๆ ในกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญ
ยิ่งชีพ กล่าวต่อว่า หากพรรคการเมืองเสนอร่างต่างๆ ที่เราดูแล้วว่าไม่ได้มีระบบการได้มาซึ่งผู้ร่างรัฐธรรมนูญที่รับได้ เราก็อยากเสนอร่างอื่นเข้าแข่ง ทั้งนี้กระบวนการเสนอร่างของภาคประชาชนโดยปกติแล้วใช้เวลาพอสมควร ต้องเข้าชื่อ 50,000 รายชื่อ และรายชื่อต้องตรวจสอบอย่างเร็วประมาณ 1 เดือน ถ้าร่างของภาคประชาชนเป็นเหตุให้สภาฯ ต้องรอ เพื่อพิจารณาประกบจะทำให้ช้า และกระทบกับ MOA จัดตั้งรัฐบาล เราจึงไม่ได้คาดหวังให้รัฐสภาต้องรอ หากดูกระบวนการแล้วมีความพยายามทำให้ไม่ทัน ไม่เร่ง และเวลาเหลือพอ รวมถึงโมเดลของพรรคการเมืองที่เสนอไม่ตอบโจทย์ จึงจำเป็นต้องเชิญชวนประชาชนเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมาย
ต้องท้วงตามคำวินิจฉัยศาล รธน.
เมื่อถามว่าโมเดล สสร.ของพรรคประชาชน และพรรคเพื่อไทยจะทำให้เปิดช่องคนไปร้องศาลรัฐธรรมนูญในครั้งต่อไปมีความกังวลหรือไม่นั้น ยิ่งชีพ ยอมรับว่า 'กังวล' โมเดลของพรรคประชาชน และพรรคเพื่อไทยเปิดเผยต่อสาธารณะ ถือว่ายังเป็นการรับฟังความคิดเห็น ยังไม่ใช่ร่างอย่างเป็นทางการ ขอชื่นชมว่าทั้ง 2 พรรคมีความพยายามให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเลือกผู้ร่างมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่ก็ขอท้วงติงว่าเร็วเกินไป เพราะเรายังไม่เห็นคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญตัวเต็ม แต่เหมือนทั้ง 2 พรรคยอมรับไปแล้วว่าไม่เลือกตั้งโดยตรงก็ได้ อย่างน้อยต้องรอเห็นคำวินิจฉัยก่อนแล้วถึงมาดูช่องทางให้ประชาชนตัดสินใจมีส่วนร่วม อาจจะมีโมเดลที่ดีกว่านี้ได้ จึงขอให้ทั้ง 2 พรรคไม่ต้องรีบตราบใดที่ยังไม่เห็นคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญตัวเต็ม
“ตอนนี้ต้องยืนยันว่าเราต้องการ สสร.เลือกตั้งโดยตรง เป็นร่างเดิมที่ทั้ง 2 พรรคเสนอไว้เมื่อต้นปี'68 แต่ถ้าคำวินิจฉัยออกมาแล้วติดขัดก็ค่อยมาหาโมเดลใหม่น่าจะดีกว่า กังวลว่าหากคำวินิจฉัยออกมา ดีไม่ดีมีรายละเอียดที่แย่กว่า หรือปิดกั้นกว่าฉบับย่อ ร่างทั้ง 2 ฉบับที่เผยแพร่ออกมาเป็นไอเดีย สำหรับการถกเถียงก็กลัวว่าจะไม่ได้อีก จึงขออย่าเพิ่งรีบเสนอโมเดลใหม่ วันนี้ต้องทวงถามคำวินิจฉัยฉบับเต็มให้เร็วที่สุด แล้วค่อยมาออกแบบรายละเอียดหลังจากนั้น” ยิ่งชีพ กล่าว
ภาค ปชช.รับกังวลท่าทีพรรคภูมิใจไทย
ยิ่งชีพ กล่าวถึงความไม่ชัดเจนของพรรคภูมิใจไทยว่า "มีความกังวลมาก" เมื่อดูจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญฉบับย่อ และการที่พรรคภูมิใจไทยยังไม่ยืนยันอะไร กังวลว่าจะมีการกำหนดให้ผู้ร่างรัฐธรรมนูญมาจากสมาชิกรัฐสภาที่หมายถึง ส.ส.และ ส.ว. ซึ่งต่อให้มีสัดส่วนเท่ากัน ไอลอว์ยืนยันไม่เห็นด้วย ว่าสมาชิกรัฐสภาชุดปัจจุบันนี้ จะสามารถตั้งผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้ เพราะไม่เคยหาเสียงหรือประกาศนโยบายก่อนการเลือกตั้ง ขณะเดียวกันก็ไม่มีความชอบธรรมที่จะเสนอ โดยเฉพาะ ส.ว.ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรง ถูกตั้งข้อสังเกตว่าถูกครอบงำ อาจสะท้อนแนวทางว่าทำอะไรการคิดเหมือนกัน อย่างน้อย สว.150 เชื่อว่าฝ่ายการเมืองฝ่ายหนึ่งสามารถควบคุมผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้
เมื่อถามว่า หากโมเดล สสร. มีลักษณะเหมือนกับตอนร่างรัฐธรรมนูญปี 2539 ยิ่งชีพ กล่าวว่า เป็นความพยายามที่ดีแต่ยังดีไม่พอ เพราะปี 2539 ให้ผู้ที่ต้องการเป็น สสร. สมัครเข้ามาเอง และให้สมาชิกรัฐสภาเลือกภายหลัง ซึ่งการให้เลือกตนเอง มีบทเรียนจากการยกร่างปี 2567 ว่าระบบดังกล่าวใครพวกมากก็ลากกันไป ต่างคนจะเกณฑ์คนของตนเองไปสมัครให้เยอะที่สุด
ส่วนการขอเสียงจาก สว.ที่กฎหมายกำหนดให้เห็นชอบด้วย 1 ใน 3 แม้ไม่อาจพูดโดยตรงได้ว่าสามารถควบคุม สว.ได้หรือไม่ แต่หวังพรรคภูมิใจไทยน่าจะส่งสัญญาณถึง สว.ด้วย ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมายังไม่มีเสียงคัดค้านจาก สว. แตกต่างจากการทำรัฐธรรมนูญครั้งก่อนที่เห็นว่า สว.สีน้ำเงินยังไม่มีใครพูดอะไร น่าจะรอฟังสัญญาณทางการเมืองจากรัฐบาลชุดใหม่ที่นำโดยพรรคภูมิใจไทย
เมื่อถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่พรรคภูมิใจไทยและ สว.จะแบ่งบทกันเล่น ยิ่งชีพ กล่าวว่า เกรงว่าจะเป็นเช่นนั้น ถ้ารัฐบาลพรรคภูมิใจไทยเสนอร่างแก้รัฐธรรมนูญ และพรรคภูมิใจไทยโหวตผ่าน แต่สุดท้าย สว.โหวตไม่ผ่านคิดว่าก็จะเป็นเหมือนเดิม คือรัฐบาลที่นำประเทศอยู่จะต้องรับผิดชอบ เพราะจะต้องมีพื้นที่และภารกิจในการเจรจากับ สว. ซึ่งหากไม่สามารถทำตามสัญญาได้ถือเป็นความล้มเหลวของรัฐบาล
ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล ตัวแทนจากไอลอว์ กล่าวถึงความมั่นใจที่จะจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมให้แล้วเสร็จทันก่อนยุบสภาฯ เพื่อนำไปทำประชามติหรือไม่ ว่าหากเป็นไปตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่การทำประชามติ ที่คำถามครั้งที่ 1 และคำถามครั้งที่ 2 จะต้องถามพร้อมกันในรอบแรก เป็นไปค่อนข้างยาก แต่ก็มีช่องทางที่เป็นไปได้ ซึ่งจะเกิดขึ้นได้รัฐบาลจะต้องออกแบบไทม์ไลน์อย่างรอบคอบ ว่าจะประกาศวันที่เคาะคำถามการทำประชามติ และวันที่จะยุบสภาเมื่อไหร่ ถึงจะไปครบกำหนดวัน ที่จะทำประชามติ พร้อมกับการเลือกตั้งทั่วไปได้
ครม.อาจจะต้องการไทม์ไลน์ให้ทุกภาคส่วนเห็นว่าข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้นบ้างในระยะเวลาเท่าไร จะได้ทำความเข้าใจร่วมกัน โดยฝ่ายการเมืองจะต้องรอคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญฉบับเต็ม ก่อนที่จะมาเดินหน้ายกร่างโมเดลที่มา สสร. ยืนยันว่าอำนาจในการออกแบบ สสร. อยู่ที่รัฐสภา หากสมาชิกรัฐสภาเข้าใจคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญได้ และโต้แย้งว่าเหตุใดประชาชนถึงไม่มีสิทธิเลือก สสร.โดยตรงได้ ก็เป็นเหตุผลที่มีน้ำหนักมากพอที่จะยืนยันได้ว่า ประชาชนต้องเลือกผู้ร่างได้โดยตรง
