Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ศูนย์ทนายฯ เปิดคำพิพากษาศาลปกครองคดี "สุชาติ" ฟ้องเพิกถอนมติคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติชุด "วิษณุ" เป็นประธานลงมติลับยกเลิกยกย่องเป็นศิลปินแห่งชาติและเรียกค่าเสียหาย 1.3 ล้านบาทจากกระทรวงวัฒนธรรมฐานละเมิดทำให้เสียชื่อเสียง จากกรณีคณะกรรมการดังกล่าวยกเลิกสถานะของสุชาติโดยอ้างว่าทำสถาบันกษัตริย์เสื่อมเสียจากโพสต์เรื่องการเมืองบนเฟซบุ๊ก

22 ก.ย.2568 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนรายงานผลคำพิพากษาศาลปกครองคดีที่ สุชาติ สวัสดิ์ศรี บรรณาธิการและนักคิดนักเขียน ผู้เคยได้รับการเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ สขาวรรณศิลป์ ปี 2554 ยื่นฟ้องคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และ กระทรวงวัฒนธรรม(ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2) ต่อศาลปกครองกลาง เนื่องจากคณะกรรมการวัฒนธรรมฯ ลงมติยกเลิกสถานศิลปินแห่งชาติของสุชาติ โดยการลงมติเป็นการประชุมลับ เนื่องจากที่ประชุมเห็นว่าสุชาติโพสต์ข้อความหมิ่นเหม่ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ในเฟซบุ๊ก

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

จากการประชุมครั้งนั้นมีวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุมเมื่อครั้งที่ 3/2564 วันที่ 19 ส.ค.2564 หลังจากที่ประชุมมีมติดังกล่าว สุชาติได้ยื่นฟ้องต่อศาลเมื่อ 14 ต.ค.2564 เพื่อขอให้ศาลตรวจสอบการใช้อำนาจและเพิกถอนมติของคณะกรรมการวัฒนธรรมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นธรรมทั้งจากการลงมติลับ ไม่เปิดให้สุชาติใช้สิทธิชี้แจง อีกทั้งยังตีความกฎหมายกำกวมตามอำเภอใจ ขัดต่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นที่รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ

นอกจากนั้นสุชาติยังได้เรียกค่าเสียหายต่อการถูกละเมิดสิทธิในเกียรติยศชื่อเสียงเป็นเงิน 1,318,089.50 บาท

ทั้งนี้ในคำพิพากษา ศาลได้แบ่งประเด็นพิจารณาเป็น 2 ประเด็นหลักคือ การพิจารณาและการลงมติยกเลิกยกย่องสุชาติเป็นศิลปินแห่งชาติของคณะกรรมการวัฒนธรรมชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และมติดังกล่าวเป็นการละเมิดต่อสุชาติผู้ถูกฟ้องทั้ง 2 ต้องชดใช้ค่าเสียหายหรือไม่

สำหรับประเด็นแรก ศาลเห็นว่า

  1. การประชุมลับของคณะกรรมการนั้นชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากเป็นการพิจารณาตามข้อกำหนดว่าข้อมูลที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์จะเปิดเผยไม่ได้ตามมาตรา 14 ของ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 และระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ พ.ศ. 2544 ที่ให้อำนาจกำหนดชั้นความลับได้ตามเหมาะสม
  2. การไม่เปิดให้สุชาติโต้แย้งก็เนื่องจากเป็นการโพสต์สาธารณะอยู่แล้วและสุชาติก็ยอมรับว่าโพสต์จริงจึงไม่เข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 30 วรรคสอง (3) ของพ.ร.บ.ปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
  3. หนังสือแจ้งผลมติของคณะกรรมการวัฒนธรรมฯ ที่แจ้งเพียงผลมตินั้นชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากเป็นเพียงการแจ้งผลไม่ใช่คำสั่งที่ต้องมีการแจ้งเหตุผลในตัวเอง ซึ่งตัวคำสั่งของคณะกรรมการได้มีการพิจารณาทั้งข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และการใช้ดุลพินิจ จึงถือว่ามีเหตุผลครบถ้วนตามมาตรา 37 ของพ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
  4. มติยกเลิกยกย่องสุชาติเป็นศิลปินแห่งชาติของคณะกรรมการวัฒนธรรมฯ เป็นการใช้ดุลพินิจที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว เพราะว่าแม้จะไม่มีกฎหมายนิยามความหมาย “ผู้ที่มีความประพฤติเสื่อมเสีย” ไว้เป็นการเฉพาะแต่สุชาติในฐานะศิลปินแห่งชาติ ควรเป็นแบบอย่างในการรักษาวัฒนธรรมและประเพณีที่ดีงามของไทย ตามคำนิยาม วัฒนธรรมมาตรา 4 ของพ.ร.บ.วัฒนธรรมแห่งชาติ พ.ศ. 2553 ซึ่งรวมถึงการเคารพสถาบันพระมหากษัตริย์ การโพสต์ข้อความของสุชาติจึงถือเป็น “พฤติกรรมเสื่อมเสีย” 


ทั้งนี้ในคำพิพากษาได้ระบุถึงข้อความที่คณะกรรมการนำเข้าพิจารณามีรวมกันหลายข้อความที่สุชาติโพสต์ในช่วงปี 2563-2564 ได้แก่

  1. นำกษัตริย์กลับมาอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ หยุดขยายพระราชอำนาจ
  2. สีเหลือง = รักสถาบัน = ความบ้าคลั่ง
  3. จาก “สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” กลายเป็น “สำนักงานทรัพย์พระมหากษัตริย์” ไปได้อย่างไร เมื่อไร
  4. การขยายอำนาจของกษัตริย์นั้น จะทำให้กษัตริย์กลายมาเป็น “คู่ขัดแย้ง” โดยตรงกับประชาชนอ่านข้อเท็จจริงได้จากกรณี “ปูนซีเมนต์ไทย” รุกที่ทำเหมืองในป่าสงวนทับกวาง ป่ามวกเหล็ก มากกว่า 3,000 ไร่ และได้รับสัมปทานเรื่องนี้จนถึงปี 2579 (คือยาวไป 16 ปี)
  5. การวิจารณืเพื่อตรวจสอบรัฐบาลเรื่อง “วัคซีนพระราชทาน” แล้วถูกฟ้องด้วยแทนที่จะเป็นผลดีกับรัฐบาลกลับทำให้เกิดข้อสงสัยมากขึ้น
  6. สถาบันหลักของชาติ คือประชาชน จนป่านนี้ยังไม่เข้าใจอีกหรือ เงินเดือน “ศิลปินแห่งชาติ” คือเงินจากภาษีของประชาชน ไม่ใช่เงินจาก “วัง”
  7. เพราะคำว่า “นายกพระราชทาน” และ “ถวายพระราชอำนาจคืน” ทำให้ผมบอกลา “เสื้อเหลือง” และเอ่ยคำว่า “สำนึกพลาด” เมื่อเกิดรัฐประหารปี 49
  8. ในอนาคตอันใกล้ ผมขอเลือกพรรคการเมืองที่มีความชัดเจนในเรื่องการยกเลิกมาตรา 112 และการ “ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์” ให้มาอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ 


อีกทั้งมติดังกล่าวไม่ได้จำกัดสิทธิหรือขัดต่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของสุชาติ เนื่องจากสุชาติยังมีเสรีภาพในการโพสต์ข้อความได้ตามปกติ

สำหรับประเด็นที่ว่าคณะกรรมการวัฒนธรรมละเมิดสุชาติหรือไม่ และกระทรวงวัฒนธรรมต้องรับผิดชอบค่าเสียหายหรือไม่นั้น ศาลเห็นว่าเมื่อมติของคณะกรรมการวัฒนธรรมฯ เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายแล้วจึงไม่ใช่การกระทำผิดกฎหมายไม่ถือว่าละเมิดต่อสุชาติ ดังนั้น กระทรวงวัฒนธรรมจึงไม่ต้องรับผิดชอบชดเชยใดๆ แก่สุชาติ ศาลจึงพิพากษายกฟ้อง

ศูนย์ทนายความฯ ได้ระบุข้อสังเกตของ สุรชัย ตรงงาม หนึ่งในทนายความของสุชาติไว้ด้วยว่า ในคำพิพากษาของศาลปกครองได้ตัดข้อความส่วนที่เป็นคำคัดค้านคำให้การ ความเห็นของนักวิชาการของฝ่ายผู้ฟ้องออกทั้งหมด ทำให้การอ่านคำพิพากษาจะไม่ทราบข้อโต้แย้งในคดีของสุชาติ ทั้งข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และความเห็นของนักวิชาการด้านต่างๆ ถึง 9 คน ที่ไม่เห็นด้วยกับมติยกเลิกยกย่องสุชาติเป็นศิลปินแห่งชาติ โดยประเด็นนี้จะเป็นหนึ่งในประเด็นที่จะยื่นอุทธรณ์คดีต่อไป

สำหรับคดีนี้ สุชาติและทนายความของภาคีนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนยังประสงค์จะยื่นอุทธรณ์คดีต่อศาลปกครองสูงสุดเพื่อเป็นการยืนยันว่าเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเป็นสิ่งที่ศิลปินและประชาชนทุกคนต้องได้รับการรับรองคุ้มครอง และการตีความการแสดงความคิดเห็นที่หน่วยงานรัฐอ้างว่าหมิ่นเหม่ต่อสถาบันกษัตริย์ ต้องสอดคล้องกับหลักการและคุณค่าอื่นในรัฐธรรมนูญและระบอบประชาธิปไตยโดยรวมด้วย อันจะเป็นผลดีต่อการสร้างสมดุลและรักษาไว้ทั้งคุณค่าของสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานและสถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์ในสังคมประชาธิปไตยควบคู่กันไป

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง