ศูนย์ทนายฯ เปิดคำอุทธรณ์ “สุชาติ สวัสดิ์ศรี” นักคิดนักเขียนและผู้เคยได้รับการเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติสขาวรรณศิลป์ โต้แย้งคำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้น กรณีปลดจากศิลปินแห่งชาติ ยืนยันมติของคณะกรรมการวัฒนธรรมที่เพิกถอดตนเองจากการเป็นศิลปินแห่งชาติไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นธรรม โดยก่อนหน้านี้สุชาติได้คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติและกระทรวงวัฒนธรรม แต่ศาลปกครองมีคำสั่งยกฟ้อง สุชาติจึงได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งของศาลปกครองใน 6 ประเด็นหลักๆ ไปเมื่อวันที่ 18 ต.ค. 2568
29 ต.ค. 2568 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนรายงาน เมื่อวันที่ 18 ต.ค. 2568 สุชาติ สวัสดิ์ศรี บรรณาธิการและผู้เพิกถอนความเป็นศิลปินแห่งชาติ ได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลปกครองกลาง ในคดีที่ได้ยื่นฟ้อง คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) และกระทรวงวัฒนธรรม (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2) กรณีได้ประชุมลับลงมติยกเลิกการยกย่องเชิดชูเกียรติการเป็นศิลปินแห่งชาติของสุชาติ หลังจากเมื่อวันที่ 18 ก.ย. 2568 ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษายกฟ้องของผู้ฟ้อง
คดีนี้ สุชาติ สวัสดิ์ศรี เจ้าของนามปากกา “สิงห์สนามหลวง” ได้ยื่นฟ้อง เพื่อขอให้ศาลทบทวนตรวจสอบการใช้อำนาจและเพิกถอนมติของคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติที่ยกเลิกการยกย่องเชิดชูเกียรติการเป็นศิลปินแห่งชาติโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นธรรม ทั้งการลงมติโดยใช้วิธีประชุมลับ ไม่เปิดเผยข้อมูลข้อเท็จจริงที่นำมาใช้ประกอบการพิจารณา ไม่ให้สิทธิชี้แจงโต้แย้งก่อนการลงมติ ไม่แจ้งข้อเท็จจริงและเหตุผลในการลงมติให้ทราบอย่างชัดแจ้ง และการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ ตีความข้อกฎหมายกำกวมตามอำเภอใจ ขัดต่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นที่ได้รับการรับรองคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญและกติการะหว่างประเทศฯ
ข้อโต้แย้งคำพิพากษาของศาลปกครอง 6 ประเด็น
สำหรับอุทธรณ์คำพิพากษาโดยสรุปโต้แย้งคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นและนำเสนอใน 6 ประเด็นหลัก
โพสต์ข้อความที่คณะกรรมการฯ นำมาใช้พิจารณาเพิกถอนศิลปินแห่งชาติ ล้วนเป็นการใช้เสรีภาพในการแสดงความเห็น ไม่ได้ขัด รธน. ศาลไม่ได้นำคำอธิบายของผู้ฟ้อง-คำให้การของพยานนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญมาพิจารณาประกอบ
1. ผู้ฟ้องยืนยันว่า การกระทำของผู้ฟ้องคดีที่ได้โพสต์ข้อความและภาพลงในเฟซบุ๊ก เป็นการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นที่ได้รับการรับรองคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญและกติการะหว่างประเทศ และมิได้เป็นการล่วงละเมิด สร้างความเสียหาย หรือหมิ่นเหม่ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และมิได้ขัดต่อรัฐธรรมนูญฯ พ.ศ. 2560 มาตรา 6 และมิใช่การกระทำหรือพฤติกรรมที่ขัดต่อวัฒนธรรมไทยและเสื่อมเสียต่อการเป็นศิลปินแห่งชาติ มติของคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติเป็นการใช้ดุลพินิจโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขัดต่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นตามรัฐธรรมนูญ
ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า โพสต์ข้อความ 8 โพสต์ ตามที่คณะกรรมการวัฒนธรรมฯ นำมาพิจารณาประกอบการประชุมลงมติ หรือแม้จะพิจารณาทั้งหมด 37 โพสต์ตามที่ผู้ถูกฟ้องนำมากล่าวอ้างในคดีนี้ล้วนมิได้เป็นการล่วงละเมิด หมิ่นเหม่ หรือกล่าวหาสร้างความเสียหายต่อสถาบันและองค์พระมหากษัตริย์ และมิได้เป็นการกระทําที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญฯ พ.ศ. 2560 มาตรา 6 หากแต่เป็นการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นที่ผู้ฟ้องคดีทั้งในฐานะศิลปินแห่งชาติและประชาชนคนหนึ่ง สามารถกระทําได้โดยชอบธรรมตามขอบเขตที่รัฐธรรมนูญฯ พ.ศ. 2560 มาตรา 34 และกติการะหว่าง ประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ข้อบทที่ 19 ให้การรับรองคุ้มครองไว้
เป็นการแสดงออกเพื่อสื่อสารถึงความคิดเห็นของผู้ฟ้องคดีและตั้งคําถามต่อสถานการณ์ทางสังคมและการเมืองประเด็นต่าง ๆ ตามมุมมองทัศนคติของตน ซึ่งย่อมไม่อาจหลีกเลี่ยงการกล่าวถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ ในฐานะที่เป็นสถาบันหลักสําคัญที่มีความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกับสถานการณ์ทางสังคมและการเมืองอยู่ตามความเป็นจริงในหลากหลายบริบท โดยเป็นการแสดงความคิดเห็นหรือตั้งคําถามข้อเรียกร้องภายใต้กรอบวิถีทางตามรัฐธรรมนูญและสันติวิธี ด้วยความมุ่งหวังให้มีการปฏิรูปเพื่อปรับบทบาทสถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์และสถาบันทางการเมืองอื่น ๆ ให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญและระบอบประชาธิปไตยตามยุคสมัยมากยิ่งขึ้น อันจะเป็นผลดีต่อสังคมไทยโดยรวมอย่างแท้จริงและยั่งยืน และช่วยป้องกันแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในระยะยาวด้วย
เพียงการมีข้อความหรือภาพที่สื่อหรือพาดพิงถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ประกอบในการโพสต์เฟซบุ๊กนั้น ย่อมไม่อาจถือได้ว่าโพสต์นั้น ๆ เป็นการล่วงละเมิด หรือกล่าวหาสถาบันและองค์พระมหากษัตริย์ให้ได้รับความเสียหายโดยทันทีเสมอไป หากแต่ต้องพิจารณาบริบท ตามเนื้อหาข้อความและภาพทั้งหมดประกอบกัน ดังเช่นคําอธิบายเจตนาและความหมายของข้อความทั้ง 8 โพสต์ ที่ได้ยื่นประกอบการพิจารณาพิพากษา
อย่างไรก็ตาม ศาลปกครองชั้นต้นกลับมิได้รับฟังและนำเอาคำอธิบายดังกล่าวไปประกอบการพิพากษาคดี โดยไม่ปรากฏว่าศาลได้บันทึกหรือกล่าวถึงเหตุผลคําอธิบายตามคําคัดค้านคําให้การของผู้ฟ้องคดีในประเด็นดังกล่าวไว้ในคําพิพากษา กับทั้งมิได้มีการชี้แจงแสดงเหตุผลไว้ในคําพิพากษาของศาลว่าเหตุใด จึงไม่มีการนําเอาเหตุผลคําอธิบายของผู้ฟ้องคดีในประเด็นดังกล่าวมาประกอบการพิจารณาหรือวินิจฉัย ให้ชัดแจ้งว่าเป็นเหตุผลและพยานหลักฐานที่ศาลไม่อาจรับฟังได้ด้วยเหตุผลประการใด
ศาลปกครองชั้นต้นกลับวินิจฉัยในประเด็นการใช้ดุลพินิจของคณะกรรมการวัฒนธรรมฯ อย่างรวบรัดตัดสิน โดยรับฟังเพียงข้อกล่าวอ้างตามคําให้การของผู้ถูกฟ้องคดี โดยมิได้อธิบายการตีความความหมายของข้อความและภาพในโพสต์ที่ถูกนํามาใช้กล่าวหาผู้ฟ้องคดีว่า ศาลมีความเข้าใจว่าอย่างไร
นอกจากนี้ ยังปรากฏข้อบกพร่องสำคัญในคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นด้วยว่า ศาลมิได้บันทึกและรับฟังความเห็นของนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ ทั้งด้านนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และด้านศิลปวัฒนธรรม รวมทั้งหมด 9 คน ที่ได้จัดทําบันทึกความเห็นว่าการโพสต์ข้อความและภาพเฟซบุ๊ก ทั้ง 37 โพสต์ของผู้ฟ้องคดี เป็นการแสดงถึงความไม่เคารพ ล่วงละเมิด สร้างความเสียหายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และขัดต่อรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 6 หรือไม่ และเป็นไปตามหลักเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นที่รัฐธรรมนูญรับรอง คุ้มครองหรือไม่ อย่างไร ทั้งมิได้ชี้แจงแสดงเหตุผลไว้ในคําพิพากษาให้ชัดแจ้งถึง เหตุผลของการไม่รับฟังความเห็นของนักวิชาการและพยานหลักฐานดังกล่าว
คำอุทธรณ์ ในส่วนนี้ยังกล่าวถึงประเด็นการตีความเพื่อคุ้มครองเสรีภาพการแสดงออก โดยการจะยกเว้นหรือจำกัดได้ต้องเป็นไปโดยเคร่งครัดและเพียงเท่าที่จำเป็นเท่านั้น ซึ่งย่อมรวมถึงการใช้ดุลพินิจตีความรัฐธรรมนูญฯ พ.ศ. 2560 มาตรา 6 ซึ่งหาได้เป็นข้อกฎหมายที่สามารถนํามาตีความได้อย่างกว้างขวางไร้ขอบเขต จนกลายเป็นข้อจํากัด ยกเว้นการรับรองคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ตามรัฐธรรมนูญฯ พ.ศ. 2560 มาตรา 34 ได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
นอกจากจะต้องตีความจํากัดตามถ้อยคําบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ที่มุ่งคุ้มครององค์พระมหากษัตริย์เป็นการเฉพาะในฐานะประมุขของประเทศ มิใช่หมายถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ในความหมายอย่างกว้างแล้ว กรณียังต้องพิจารณาตีความจํากัดขอบเขตการกระทําอันจะถือเป็นการ “ละเมิด” นี้ โดยยึดตามนิยามความหมายทั่วไปในทางกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ว่าหมายถึงเฉพาะการกระทําโดยผิดกฎหมายทําให้เกิดความเสียหายอย่างหนึ่งอย่างใดเท่านั้น เพื่อมิให้เป็นการจํากัดยกเว้นการรับรองคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นโดยกว้างขวางไร้ขอบเขตทางกฎหมายที่ชัดเจน
ทั้งนี้ กรณีดังกล่าวถือเป็นคุณค่าแห่งรัฐธรรมนูญสองประการที่ปรากฏและดำรงอยู่ในสังคมที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่หน่วยงานเจ้าหน้าที่รัฐผู้ใช้อํานาจต้องพิจารณาคํานึงถึงอย่างสมดุลและสอดคล้องกับกรอบหลักการในการจํากัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน เพื่อให้คุณค่าแห่งรัฐธรรมนูญทั้งสองประการดังกล่าวสามารถดํารงอยู่ร่วมกันได้โดยไม่ขัดแย้งหรือเป็นอุปสรรคต่อกัน ดังท นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ และหรือประวัติศาสตร์ หลายท่าน มีความเห็นสอดคล้องตรงกันในประเด็นดังกล่าว
นอกจากนี้ โดยที่นิยามความหมายของ “วัฒนธรรม” และคุณสมบัติของศิลปินแห่งชาติ ในเรื่อง “ความประพฤติเสื่อมเสีย” นั้น ต่างเป็นถ้อยคําที่มีความหมายไม่แน่นอนตายตัว ทั้งยังเป็นถ้อยคําที่วิญญูชนเข้าใจความหมายกว้างหรือแคบและให้คุณค่าแตกต่างกันออกไป และเปลี่ยนแปลงไปได้บริบทสังคม และกาลเวลา ดังนั้นภายใต้หลักนิติรัฐและเพื่อความเป็นธรรมต่อตัวศิลปินแห่งชาติผู้ที่จะได้รับผลกระทบจากการใช้ดุลพินิจตัดสินตีความ “วัฒนธรรมไทย” และคุณสมบัติเรื่อง “ความประพฤติเสื่อมเสีย” ทั้งต่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและสิทธิในชื่อเสียงเกียรติยศ คณะกรรมการวัฒนธรรมฯ จึงต้องใช้ดุลพินิจในเรื่องดังกล่าวด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ งมิให้เป็นการจํากัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลเกินความจําเป็นและเกินสมควรแก่เหตุ และต้องเปิดโอกาสให้คู่กรณีได้รับทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอ และมีโอกาสได้โต้แย้งและแสดงพยานหลักฐานของตน กับทั้งต้องสามารถอธิบายชี้แจงแสดงเหตุผลประกอบการใช้ดุลพินิจในการออกคําสั่งทางปกครองให้ได้อย่างชัดเจนด้วย
ดังที่เคยมีคําพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขดําที่ อบ.271/2561 คดีหมายเลขแดงที่ อบ.28/2568 โดย ศาลได้วินิจฉัยเรื่อง “กระทําการอื่นใดอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง” ซึ่งต้องเป็นการกระทําที่มีนํ้าหนักแห่งพฤติการณ์สอดคล้อง หรือไปในแนวเดียวกับการกระทําความผิดอาญาจนได้รับโทษจําคุก หรือโทษที่หนักกว่าจําคุกโดยคําพิพากษาถึงที่สุดให้จําคุกหรือให้รับโทษที่หนักกว่าจําคุก
การตีความของศาลปกครองชั้นต้น ทำให้ศิลปินแห่งชาติมีเสรีภาพในการแสดงความเห็นด้อยกว่าประชาชนทั่วไป
2. ในประเด็นที่ศาลปกครองชั้นต้นวินิจฉัยตีความว่า การใช้อํานาจตามข้อ 5 (7) และข้อ 10 วรรคสอง ของกฎกระทรวงกําหนดสาขา คุณสมบัติ หลักเกณฑ์ และวิธีการคัดเลือก และประโยชน์ตอบแทนของศิลปินแห่งชาติ พ.ศ. 2555 แก้ไขเพิ่มเติม โดยกฎกระทรวงฯ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2563 มิได้ห้ามมิให้ผู้ฟ้องคดีแสดงความคิดเห็นตามข้อความที่ผู้ฟ้องคดีได้โพสต์ และมิได้เป็นการจํากัดสิทธิหรือขัดต่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นตามรัฐธรรมนูญ ผู้ฟ้องคดียังคงมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นอย่างเสรี เพียงแต่ข้อความที่ผู้ฟ้องคดีโพสต์นั้นเข้าลักษณะที่ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีความประพฤติเสื่อมเสียต่อการเป็นศิลปินแห่งชาตินั้น
เป็นคําวินิจฉัยที่ขัดแย้งและมีผลเป็นการเลือกปฏิบัติต่อการรับรองคุ้มครองสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญของผู้ฟ้องคดีและศิลปินแห่งชาติทั้งหมดอย่างไม่เป็นธรรม และจะกลายเป็นบรรทัดฐานให้ฝ่ายปกครองสามารถใช้อํานาจจํากัดและละเมิดสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของศิลปินแห่งชาติ ซึ่งเป็นประชาชนคนหนึ่งที่ย่อมอยู่ภายใต้ความคุ้มครองโดยเสมอภาคตามรัฐธรรมนูญได้ตามอําเภอใจ
ทําให้ศิลปินแห่งชาติมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นที่ด้อยกว่าประชาชนทั่วไป ทั้งยังเป็นการทําลายคุณค่าและขอบเขตของเสรีภาพทางศิลปะซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นให้ต้องถูกจํากัดแคบลงโดยอํานาจรัฐและต้องตกอยู่ภายใต้ความหวาดกลัว ซึ่งย่อมมิใช่เจตนารมณ์ความมุ่งหมายของการยกย่องเชิดชูเกียรติการเป็นศิลปินแห่งชาติ
คณะกรรมการฯ ประชุมลับ โดยไม่มีอำนาจตามกฎหมาย ทำให้คำสั่งถอดถอนไม่ชอบด้วยกฎหมาย
3. มติของคณะกรรมการวัฒนธรรมฯ ที่ยกเลิกการยกย่องเชิดชูเกียรติการเป็นศิลปินแห่งชาติของผู้ฟ้องคดี ที่เป็นการประชุมลับ เป็นการออกคำสั่งทางปกครองที่ไม่ถูกต้องตามขั้นตอนวิธีการอันเป็นสาระสำคัญตามที่กฎหมายกำหนดไว้
ข้อความและภาพตามโพสต์เฟซบุ๊กของผู้ฟ้องคดีที่ มิได้เป็นข้อมูลข่าวสารของทางราชการที่ห้ามเปิดเผย ตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 แม้ในการประชุมของคณะกรรมการวัฒนธรรมฯ จะมีมติกล่าวหาว่าโพสต์ของผู้ฟ้องคดี เป็นถ้อยคําที่หมิ่นเหม่ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์โดยไม่สมควรและไม่เหมาะสมก็ตาม แต่กรณีก็มิได้ทําให้ข้อความและภาพตามโพสต์จํานวน 8 โพสต์ อันเป็นวัตถุแห่งคดี กลายเป็นข้อมูลที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ห้ามเปิดเผย ตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการแต่อย่างใด
คณะกรรมการวัฒนธรรมฯ ยังจัดให้มีการประชุมลับ โดยไม่มีอำนาจตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อันเป็นการออกคำสั่งทางปกครองที่มีกระบวนการออกคำสั่งในรูปแบบกรรมการไม่ถูกต้องตามขั้นตอนวิธีการอันเป็นสาระสำคัญ และไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ผู้มีอํานาจกําหนดชั้นความลับของเอกสารตามระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ พ.ศ. 2544 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 10 กําหนดให้การดําเนินงานของคณะกรรมการใด ๆ การกําหนดชั้นความลับให้เป็นมติของคณะกรรมการ โดยให้เลขานุการคณะกรรมการเป็นนายทะเบียนข้อมูลข่าวสารลับ และหัวหน้าหน่วยงานของรัฐเจ้าสังกัดของเลขานุการ เป็นผู้กํากับดูแลการปฏิบัติ แต่ไม่ปรากฏว่าคณะกรรมการวัฒนธรรมฯ ได้มีมติกําหนดให้รายงานการประชุมและเอกสารการประชุมฯ ที่เกี่ยวข้อง เป็นเอกสารลับ ชั้นลับมาก พร้อมเหตุผลประกอบการใช้ดุลพินิจที่ชัดเจน มีแต่เพียงคํากล่าวอ้างลอย ๆ ไม่ชัดเจนในคําให้การว่า ข้อมูลและภาพตามโพสต์ของผู้ฟ้องคดีเป็นข้อมูลที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ห้ามเปิดเผย ตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 มาตรา 14 และเข้าองค์ประกอบทั้ง 6 ข้อ ตามระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ พ.ศ. 2544 ข้อที่ 19 ซึ่งเป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเพิ่มเติมจากประเด็นที่คณะกรรมการวัฒนธรรมฯ พิจารณาและมีมติดังกล่าวโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
การประชุมที่มีวาระพิจารณาลับซึ่งมีผลในการจํากัดสิทธิของคู่กรณีในกระบวนการออกและทบทวนคําสั่งทางปกครองหลายประการ เช่น อาจไม่ต้องเปิดเผยการประชุมและเอกสารการประชุมที่เกี่ยวข้อง การพิจารณาประชุมลับจึงต้องเป็นกรณียกเว้นที่ต้องมีกฎหมายให้อํานาจไว้อย่างชัดเจนเท่านั้น และต้องมีข้อเท็จจริงที่เข้าเงื่อนไขตามกฎหมายและมีเหตุความจําเป็นเพียงพอในการกําหนดให้การพิจารณาเป็นการประชุมลับดังกล่าว คําให้การที่กล่าวอ้างว่า คณะกรรมการวัฒนธรรมฯ เห็นพ้องให้มีประชุมลับ เป็นวาระลับมาก เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่น่าเชื่อถือ และไม่อาจรับฟังได้
ก่อนออกคำสั่งทางปกครอง คณะกรรมการฯ มิได้เปิดโอกาสให้คู่กรณีได้ทราบข้อเท็จจริงและโต้แย้งแสดงหลักฐาน
4. มติของคณะกรรมการวัฒนธรรมฯ เป็นคำสั่งทางปกครองที่มิได้เปิดโอกาสให้ผู้ฟ้องคดีในฐานะคู่กรณี ได้ทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอและมีโอกาสโต้แย้งแสดงพยานหลักฐานของตนก่อน ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง และไม่เข้าข้อยกเว้น ตามมาตรา 30 วรรคสอง (1) (3) และวรรคท้าย
พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 30 ได้กําหนดหลักการ คุ้มครองสิทธิของคู่กรณีในกระบวนการพิจารณาทางปกครอง โดยการให้สิทธิคู่กรณีมีโอกาสได้ทราบ ข้อเท็จจริง และมีโอกาสโต้แย้งแสดงพยานหลักฐานของตน โดยมีเจตนารมณ์สําคัญ 2 ประการ คือ
1. เพื่อประกันความเป็นธรรมให้กับบุคคลที่เป็นคู่กรณี โดยการให้โอกาสคู่กรณีได้ทราบข้อเท็จจริงและโต้แย้งแสดงพยานหลักฐาน เพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพของตน
2. เพื่อประกันคุณภาพของคําสั่งทางปกครอง ทําให้เจ้าหน้าที่ได้รับทราบข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับเรื่องที่จะออกคําสั่งได้อย่างรอบด้านตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย และเพื่อให้กระทบกับสิทธิเสรีภาพหรือประโยชน์อันชอบธรรมของคู่กรณีน้อยที่สุด เป็น “สิทธิที่จะถูกรับฟัง” หากเจ้าหน้าที่ไม่ปฏิบัติ ตามย่อมทําให้คําสั่งทางปกครองนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากกระทําโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอน หรือวิธีการอันเป็นสาระสําคัญที่กําหนดไว้สําหรับการกระทํานั้น
ข้อยกเว้นตามมาตรา 30 วรรคสอง (3) ที่เจ้าหน้าที่อาจออกคําสั่งทางปกครองได้โดยที่ไม่ต้องรับฟังคู่กรณีก่อน เพราะเป็นข้อเท็จจริงที่คู่กรณีนั้นเอง ได้ให้ไว้ในคําขอคําให้การ หรือคําแถลง เป็นบทบัญญัติที่ว่าด้วยการพิจารณาทางปกครอง ซึ่งเป็นเรื่องในชั้นเจ้าหน้าที่ หากเจ้าหน้าที่ออกคําสั่งทางปกครองนั้น โดยรับข้อเท็จจริงที่ใช้ในการออกคําสั่งนั้นมาจากคู่กรณีเอง เป็นกรณีที่ถือได้ว่าบุคคลดังกล่าวได้รับรองหรือยืนยันความถูกต้องของข้อเท็จจริงนั้นมาก่อนแล้ว เจ้าหน้าที่อาจออกคําสั่งทางปกครองได้โดยที่ไม่ต้องรับฟังคู่กรณีก่อน
ข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏว่า ก่อนที่คณะกรรมการวัฒนธรรมฯ จะมีมติ ผู้ฟ้องคดีไม่เคยได้รับแจ้งหรือรับทราบข้อมูลข้อเท็จจริงที่จะใช้เป็นเหตุผลในการออกคําสั่งแต่อย่างใด ข้อกล่าวหาที่ว่าผู้ฟ้องคดีโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กโดยมีถ้อยคําหรือภาพที่หมิ่นเหม่ต่อสถาบันกษัตริย์โดยไม่สมควรและไม่เหมาะสม เป็นการกระทําที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่เท่าใด ข้อความ หรือภาพที่ผู้ฟ้องคดีโพสต์มีความว่าอย่างไร ถือเป็นการประพฤติเสื่อมเสียเพราะเหตุใด ตลอดจนผู้ฟ้องคดีไม่ได้มีโอกาสให้ข้อเท็จจริงใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นการให้ข้อเท็จจริงในคําขอ คําให้การหรือคําแถลง ในระหว่างการพิจารณาทางปกครอง
คําวินิจฉัยของศาลปกครองชั้นต้นในประเด็นนี้ เป็นการรับฟังข้อเท็จจริงและปรับใช้ข้อกฎหมายที่คลาดเคลื่อนไปจากหลักเกณฑ์และเจตนารมณ์ของกฎหมาย เพราะโดยข้อเท็จจริงในคดีไม่ปรากฏว่า ผู้ฟ้องคดีได้ให้ข้อเท็จจริง หรือชี้แจงแสดงเหตุผลใด ๆ จากการโพสต์ข้อความและรูปภาพในเฟซบุ๊กแก่คณะกรรมการวัฒนธรรมฯ ไม่ว่าจะเป็นการให้ข้อเท็จจริงในคําขอ คําให้การ หรือคําแถลงในระหว่างการพิจารณาทางปกครองของเจ้าหน้าที่ในคดีนี้ ก่อนที่คณะกรรมการวัฒนธรรมฯ จะมีมติ
ในส่วนคำคัดค้านคำให้การของผู้ฟ้องคดี ที่ยอมรับว่าเป็นผู้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กนั้น ก็เป็นกระบวนการแสวงหาข้อเท็จจริงจากคําคู่ความในกระบวนการพิจารณาคดีของศาล มิใช่เป็นการให้ข้อเท็จจริงในคําขอ คําให้การหรือคําแถลง โดยคู่กรณีในระหว่างการพิจารณาออกคําสั่งทางปกครองของเจ้าหน้าที่ กรณีนี้จึงไม่เข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 30 วรรค สอง (3) แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 อย่างชัดเจน
ข้อเท็จจริงในรายงานการประชุมของคณะกรรมการวัฒนธรรมฯ ทั้ง 2 ครั้ง แสดงให้เห็นว่าคณะกรรมการวัฒนธรรมฯ เพิกเฉยต่อหลักการรับฟังคู่กรณีตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 30 โดยตีความบังคับใช้อํานาจของตนตามอําเภอใจ อ้างแต่เพียงว่าเป็นดุลยพินิจของคณะกรรมการวัฒนธรรมฯ ในการพิจารณาตามกฎกระทรวงฯ เป็นครั้ง ๆ ไป เมื่อมีมติแล้ว จึงค่อยมีหนังสือแจ้งให้รับทราบ และเปิดโอกาสให้ยื่นหนังสือชี้แจงมาภายใน 30 วัน โดยถือว่าเป็นการปฏิบัติตามมาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการ ทางปกครอง พ.ศ. 2539 แล้ว ทั้ง ๆ ที่ เป็นการรีบเร่งตัดสินใจใช้อํานาจกระทบสิทธิผู้ฟ้องคดีโดยไม่เป็นธรรม
หนังสือแจ้งมติของคณะกรรมการฯ ไม่แสดงเหตุผลในการออกคำสั่งให้ครบถ้วนสมบูรณ์
5. หนังสือแจ้งมติของคณะกรรมการวัฒนธรรมฯ มีรายละเอียดไม่ชัดแจ้ง ไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ ไม่แสดงเหตุผลในการออกคำสั่งทางปกครองให้เป็นไปตามรูปแบบ ขั้นตอนและวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กฎหมายกำหนดไว้ ตามมาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 จึงเป็นการแจ้งคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ในประเด็นนี้ผู้ฟ้องคดี ฟ้องว่า หนังสือกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ลงวันที่ 30 สิงหาคม 2564 ที่แจ้งมติของคณะกรรมการวัฒนธรรมฯ ให้ผู้ฟ้องคดีทราบ มีเนื้อหาเป็นการสรุปมติ โดยไม่มีการแนบรายงานการประชุมหรือรายละเอียดในการพิจารณามีมติ ซึ่งเป็นคําสั่งทางปกครองที่ต้องมีรายละเอียดที่ชัดแจ้ง ให้ผู้ฟ้องคดีในฐานะผู้รับคําสั่งสามารถเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ แต่หนังสือแจ้งมติคณะกรรมการวัฒนธรรมฯ มีเพียงการระบุว่าผู้ฟ้องคดีได้โพสต์ข้อความลงในสื่อออนไลน์เฟซบุ๊กส่วนตัว แต่ไม่ได้แจ้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทําของผู้ฟ้องคดี ที่คณะกรรมการวัฒนธรรมฯ ใช้เป็นเหตุผลในการออกคําสั่ง
นอกจากนี้ หนังสือกรมส่งเสริมวัฒนธรรมดังกล่าว ยังไม่ได้ให้เหตุผลในทางกฎหมายแต่อย่างใดว่า ความประพฤติเสื่อมเสียนั้นใช้หลักการหรือดุลพินิจอย่างไรในการพิจารณา อันเป็นข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจพิจารณาและมีมติ ซึ่งอย่างน้อยต้องประกอบไปด้วย ข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสําคัญ ข้อกฎหมายที่อ้างถึงที่ต้องเป็นไปตามข้อเท็จจริง รวมถึงข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจประกอบคําวินิจฉัย ตามมาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทาง ปกครอง พ.ศ. 2539 ที่ถือเป็นแบบของคําสั่งทางปกครองที่สําคัญยิ่ง
ตามเนื้อหาในหนังสือแจ้งมตินั้น กลับมีเนื้อหาระบุแต่เพียงว่า คณะกรรมการวัฒนธรรมฯ โดยมติด้วยคะแนนเสียงมากกว่าสองในสามของจํานวนที่เข้าร่วมประชุม ให้ยกเลิกการยกย่องเชิดชูเกียรติศิลปินแห่งชาติผู้ฟ้องคดี เนื่องจากผู้ฟ้องคดีได้ทําการโพสต์ข้อความที่เป็นประเด็นขัดแย้งในสังคมลงในสื่อเฟซบุ๊กอยู่เป็นประจํา เนื้อหาของมติดังกล่าวแม้จะมีการให้ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายอันเป็นเหตุผลในการออกคําสั่งทางปกครองอยู่บ้างก็ตาม แต่กรณีก็เป็นที่เห็นได้ชัดว่า เป็นการให้เหตุผลประกอบคําสั่งทางปกครองที่ “ไม่เพียงพอ” ที่จะทําให้ผู้รับคําสั่งสามารถโต้แย้งเหตุผลของฝ่ายปกครองได้อย่างเต็มที่ ทั้งในชั้นของกระบวนการอุทธรณ์ภายในฝ่ายปกครอง และในชั้นของการฟ้องคดีต่อศาลปกครอง ซึ่งทําให้เกิดความยากลําบากในการปกป้องสิทธิและชื่อเสียงของตนเอง รวมถึงทําให้เกิดความยากลําบากในการต่อสู้คดีด้วย
ในการพิจารณาวินิจฉัยของศาลปกครองชั้นต้น ได้ตีความเจตนาของผู้ฟ้องคดี คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเกินไปมาก เนื่องจากผู้ฟ้องคดีโต้แย้งหนังสือกรมส่งเสริมวัฒนธรรมที่แจ้งคําสั่งทางปกครองของคณะกรรมการวัฒนธรรมฯ แก่ผู้ฟ้องคดี ที่ไม่เป็นไปตามรูปแบบของคําสั่งทางปกครอง ซึ่งเป็นคนละกรณีกับการพิจารณาเพื่อมีมติของคณะกรรมการวัฒนธรรมฯ แต่ศาลปกครองชั้นต้นไม่วินิจฉัยในประเด็นที่แท้จริงของคู่ความ กลับนําข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสํานวนประเด็นอื่นมาผสมปนเปสร้างเจตนาแทนคู่ความ จนเป็นการตีความข้อเท็จจริงหรือเจตนาโดยคลาดเคลื่อนจนมีผลต่อสาระสําคัญแห่งคดี
‘สุชาติ’ ได้รับความเสียหาย ถูกละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษยชน เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เสื่อมเสียชื่อเสียง
6. ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหายจากการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และกระทำละมิดของคณะกรรมการวัฒนธรรมฯ โดยการละเมิดต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงเกียรติยศ และต่อสิทธิในการได้รับประโยชน์ตอบแทน
การออกคําสั่งทางปกครองของคณะกรรมการวัฒนธรรมฯ เป็นการไม่เคารพต่อสิทธิที่จะถูกรับฟังของผู้ฟ้องคดีในฐานะมนุษย์ซึ่งมีเหตุผลและมีเจตจํานงเสรีที่สามารถกําหนดวิถีชีวิตของตนได้อย่างอิสระ แต่คณะกรรมการวัฒนธรรมฯ กลับใช้อํานาจทางปกครองกระทําต่อผู้ฟ้องคดีเสมือนกับวัตถุที่ตกอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของรัฐอย่างเบ็ดเสร็จ ซึ่งจะใช้อํานาจทางปกครองกระทบจํากัดสิทธิของผู้ฟ้องคดีอย่างไรก็ได้ โดยมิจําเป็นต้องเคารพและรับฟังเหตุผลจากผู้ฟ้องคดี ซึ่งแม้ความเสียหายดังกล่าวจะเป็นคุณค่าที่ไม่อาจคิดคํานวณเป็นตัวเงินได้ แต่ผู้ฟ้องคดีขอเรียกค่าสินไหม ทดแทนสําหรับความเสียหายต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
การตีความของคณะกรรมการวัฒนธรรมฯ ยังเป็นการตีความถ้อยคํา จนทําให้สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นถูกจํากัด เป็นการกระทําที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ละเมิดและลิดรอนสิทธิเสรีภาพของผู้ฟ้องคดี ตามที่ได้รับความคุ้มครองตามข้อ 19 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) รวมถึงเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นตามมาตรา 34 ของรัฐธรรมนูญ แม้สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของผู้ฟ้องคดีที่คํานึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคลภายใต้การรับรองคุ้มครองตามกฎหมายระหว่างประเทศและรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศไม่อาจคิดเป็นตัวเงินได้ แต่ผู้ฟ้องคดีขอเรียกค่าสินไหมทดแทน
นอกจากนี้คณะกรรมการวัฒนธรรมฯ ยังได้มีมติมอบหมายกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ดําเนินการเป็นผู้ให้ข้อมูลแก่สื่อมวลชน ทั้งยังปรากฏในสื่อสังคมออนไลน์ เว็บไซต์สํานักข่าว เฟซบุ๊กอย่างแพร่หลาย ยิ่งเป็นการกล่าวหาใส่ร้ายผู้ฟ้องคดีโดยฝ่ายเดียว ไม่เปิดโอกาสให้ผู้ฟ้องคดีได้ชี้แจงโต้แย้งข้อเท็จจริง ทําให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจได้ว่าผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีความประพฤติเสื่อมเสีย ไม่สมควรและไม่เหมาะสมกับการได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ การกระทําของผู้ถูกฟ้องจึงละเมิดต่อสิทธิในชื่อเสียงเกียรติยศหรือเกียรติคุณของผู้ฟ้องคดีที่ ซึ่งเป็นสิทธิที่ได้รับการคุ้มครองตามมาตรา 32 ของรัฐธรรมนูญ แม้สิทธิในชื่อเสียงเกียรติยศของผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นบุคคลที่ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติด้วยการทุ่มเทสร้างผลงาน ที่ผ่านมาให้เกิดประโยชน์และคุณค่าแก่สาธารณะชนรุ่นหลังนั้นไม่อาจคํานวณเป็นตัวเงินได้ แต่ผู้ฟ้องคดี ขอเรียกค่าเสียหายต่อชื่อเสียงและเกียรติยศในชั้นอุทธรณ์
รวมทั้งงกรมส่งเสริมวัฒนธรรมแจ้งงดการจ่ายประโยชน์ตอบแทนตามกฎกระทรวงกําหนดสาขา คุณสมบัติ หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือก และ ประโยชน์ตอบแทนของศิลปินแห่งชาติ พ.ศ. 2555 และฉบับที่ 2 พ.ศ. 2559 ข้อ 13 (1) ซึ่งเป็นประโยชน์ ตอบแทนที่ผู้ฟ้องคดีได้รับ และต้องเสียไปหลังมีมติของคณะกรรมการวัฒนธรรมฯ ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และยังทําให้ผู้ฟ้องคดีเสียสิทธิในสวัสดิการประโยชน์ตอบแทน ตั้งแต่วันที่ 19 ส.ค. 2564 เป็นต้นมา กระทบถึงสิทธิในการเข้าถึงการรักษาพยาบาลและการติดตามเฝ้าระวังทางสุขภาพอย่างร้ายแรง
รวมเรียกร้องให้กระทรวงวัฒนธรรมชดใช้ค่าเสียหายต่อการถูกละเมิดสิทธิในเกียรติยศชื่อเสียง เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างร้ายแรง รวมทั้งสิ้น 548,089.50 บาท
