กมธ.พัฒนาการเมืองฯ แถลงข้อเสนอเชิงนโยบายเรียกร้องนายกรัฐมนตรี เร่งจัดการปัญหาสารหนูปนเปื้อนในลุ่มน้ำกก จังหวัดเชียงราย เป็นวาระเร่งด่วน
23 กันยายน 2568 เวลา 10.00 นาฬิกา ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารรัฐสภา (สส.) คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา นำโดยนายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร ประธานคณะกรรมาธิการ แถลงผลการลงพื้นที่จังหวัดเชียงราย ระหว่างวันที่ 19 - 21 กันยายน 2568 เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการจัดการสารปนเปื้อนในแม่น้ำกกและปัญหากระบวนการพิจารณาสัญชาติและสถานะบุคคลจังหวัดเชียงราย โดยนายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร กล่าวถึงภาพรวมสถานการณ์ปนเปื้อนของสารหนูและโลหะหนักในลุ่มน้ำกก และแม่น้ำสาขาที่ทวีความรุนแรงจนเป็นภาวะวิกฤตที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างในจังหวัดเชียงราย ปัญหาลักษณะนี้เป็นปัญหามลพิษข้ามพรมแดน โดยมีต้นตอหลักจากการทำเหมืองแร่ในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา
โดยสารพิษได้ไหลสู่ระบบแม่น้ำสายหลักของจังหวัด ได้แก่ แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก แม่น้ำกก ก่อนจะไหลลงสู่แม่น้ำโขง วิกฤตการณ์ครั้งนี้ไม่เพียงคุกคามความมั่นคงทางสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สุขภาพวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำ การแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วนและเป็นระบบจึงมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์สูงสุดเพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของสาธารณชน ปกป้องเศรษฐกิจท้องถิ่น และรักษาสมดุลของทรัพยากรธรรมชาติอันเป็นรากฐานของชุมชน ซึ่งประเด็นท้าทายที่จังหวัดเชียงรายกำลังเผชิญคือความซับซ้อนของมลพิษข้ามพรมแดนและการเจรจาระหว่างประเทศ ในการแก้ไขปัญหาที่ต้นตอจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากประเทศเพื่อนบ้าน แต่ต้องเผชิญอุปสรรคจากความแตกต่างของเกณฑ์ค่ามาตรฐานคุณภาพน้ำ ประเทศไทยกำหนดค่ามาตรฐานสารหนูในน้ำผิวดินไว้ที่ 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร ในขณะที่ประเทศเมียนมากำหนดไว้ที่ 0.05 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งสูงกว่าถึง 5 เท่า ทำให้การเจรจาทางการทูตมีความซับซ้อนและต้องใช้กลไกหลายระดับ ประเด็นที่สอง ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมในวงกว้างต่อชุมชนท้องถิ่น เช่น ข้าวเชียงรายซึ่งอาจมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ในระยะยาว โดยมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำไปพิจารณาผลักดันให้เกิดการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมและทันต่อสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในระยะเร่งด่วน ได้แก่ 1. จัดตั้งโครงการนำร่องเพื่อทดสอบประสิทธิภาพของฝายดักตะกอน โดยมอบหมายให้กรมควบคุมมลพิษและกรมชลประทานร่วมกับหน่วยงานวิชาการในพื้นที่ดำเนินโครงการทดลองสร้างกล่องหรือฝายดักตะกอนขนาดเล็กในคลองชลประทานที่รับน้ำโดยตรงจากแม่น้ำสายเพื่อพิสูจน์แนวคิดทางวิทยาศาสตร์ตามข้อเสนอของผู้ว่าราชการจังหวัด โครงการนี้จะช่วยสร้างข้อมูลเชิงประจักษ์เพื่อประกอบการตัดสินใจในโครงการขนาดใหญ่ และแสดงให้เห็นถึงความพยายามที่เป็นรูปธรรมของภาครัฐในการแก้ไขปัญหา 2. เร่งรัดการจัดตั้งห้องปฏิบัติการกลางในจังหวัดเชียงราย โดยผลักดันการจัดสรรงบประมาณให้มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เป็นหน่วยงานหลักในการจัดตั้งศูนย์ตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำและสารปนเปื้อนที่มีมาตรฐาน 3. พัฒนากลไกการสื่อสารความเสี่ยงที่เป็นเอกภาพ โดยสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงรายและสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัด ร่วมกันจัดทำคู่มือและสื่อประชาสัมพันธ์ที่อธิบายความหมายของค่ามาตรฐานคุณภาพน้ำตามวัตถุประสงค์การใช้งานต่าง ๆ ให้มีความชัดเจนและเข้าใจง่าย เพื่อลดความสับสนในสังคม สร้างความตระหนักรู้ให้ประชาชนสามารถใช้น้ำได้อย่างปลอดภัยตามสถานการณ์ และลดผลกระทบเชิงจิตวิทยาที่ไม่จำเป็น สำหรับข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์
ได้แก่ 1. ผลักดันแผนจัดหาแหล่งน้ำดิบสำรองที่ปลอดภัย โดยบรรจุโครงการจัดหาแหล่งน้ำดิบทางเลือก (เช่น การวางท่อส่งน้ำจากอ่างเก็บน้ำแม่สรวย หรืออ่างเก็บน้ำแม่คำ) เพื่อใช้ในการผลิตน้ำประปาให้กับพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญและมีความเสี่ยงสูงอย่างอำเภอแม่สายและอำเภอเมืองเชียงราย ให้เป็นวาระสำคัญในแผนงบประมาณประจำปีของประเทศ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำอุปโภคบริโภคในระยะยาว 2. ยกระดับการแก้ไขปัญหาโดยจัดตั้งคณะทำงานระดับชาติ ให้มีการแต่งตั้งคณะทำงานหรือคณะกรรมการเฉพาะกิจระดับชาติที่มีนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายเป็นประธาน เพื่อบูรณาการการทำงานของทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย เพื่อกำหนดเจ้าภาพที่ชัดเจน และ 3. ดำเนินนโยบายการทูตเชิงรุกหลายมิติ นอกเหนือจากการเจรจาแบบทวิภาคีระหว่างรัฐบาลต่อรัฐบาล ให้กระทรวงการต่างประเทศใช้กลไกระหว่างประเทศควบคู่ไปด้วย โดยเฉพาะหลักการชี้แนะว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ เพื่อสร้างแรงกดดันและเรียกร้องความรับผิดชอบจากบริษัทผู้รับซื้อแร่ในห่วงโซ่อุปทานให้เข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบและแก้ไขผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นจากแหล่งต้นทาง
นางสาวมณีรัฐ เขมะวงค์ กล่าวว่า เสียงสะท้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบในเรื่องนี้ รัฐบาลซึ่งมีอำนาจเต็มในการแก้ไขปัญหาจะยกระดับเป็นปัญหาระดับประเทศ เนื่องจากเป็นปัญหาที่ผูกพันกับผลประโยชน์และความมั่นคงของนานาชาติ
ด้านนายพรชัย วิทยเลิศพันธุ์ กล่าวว่า ปัญหากระบวนการพิจารณาสัญชาติและสถานะบุคคลในจังหวัดเชียงราย ยังคงพบอุปสรรคเนื่องจากการพิสูจน์สิทธิของผู้มีคุณสมบัติที่จะได้รับสถานะบุคคลมีความซับซ้อน มีผู้ยื่นคำขอรับสถานะบุคคลเป็นจำนวนมาก ในขณะที่หลักฐานประกอบการพิสูจน์สิทธิมีความไม่ชัดเจนส่งผลให้กระบวนการดำเนินงานล่าช้า อีกทั้งประสบปัญหาด้านความพร้อมของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ข้อจำกัดด้านอุปกรณ์สนับสนุน เช่น คอมพิวเตอร์ที่มีจำนวนไม่เพียงพอต่อความต้องการ เรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการปลดล็อกปัญหาดังกล่าวเพื่อให้พี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ได้รับสัญชาติโดยเร็ว
