Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์
  • สถานการณ์แม่น้ำกก 'ปนเปื้อน' ล่าสุด กรมควบคุมมลพิษ รายงาน ผลการตรวจค่าตะกอนดินในแม่น้ำ ปนเปื้อนสูงไม่ปลอดภัยต่อสัตว์หน้าดิน และบางจุดอยู่ในระดับอันตราย โดยเฉพาะในช่วงแม่น้ำกกตอนต้น และแม่น้ำโขง เนื่องจากช่วงฤดูแล้ง ทำให้น้ำน้อย กระแสน้ำไหลช้า เกิดการตกตะกอนสะสมมากขึ้น 
  • ขณะที่ค่าโลหะหนักในสัตว์น้ำ แม้อยู่ในเกณฑ์สามารถบริโภคได้ แต่มีข้อแนะนำว่าควรปรุงสุกก่อนรับประทาน และให้เลี่ยงการบริโภคสัตว์ผิวดิน เช่นกุ้ง หรือหอย ไม่บริโภคเครื่องในและพุงปลาซึ่งเป็นจุดสะสมสารปนเปื้อน 
  • อาจารย์เสถียร ฉันทะ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย มอง แม้ว่าจะมีบางจุดที่ตรวจเจอสารปนเปื้อนในน้ำน้อยลง แต่ไม่ได้แปลว่าสถานการณ์ดีขึ้น พร้อมเสนอหน่วยงานรัฐต้องเปลี่ยน ‘ทัศนคติ’ มองปัญหาเป็นปัญหา จัดทำ 'ชุดข้อมูล' ต่อยอดทำงานเชิงนโยบาย แก้ไขในพื้นที่ และการเจรจาระหว่างประเทศ แก้ปัญหาทั้งต้นเหตุ-ปลายเหตุ 

 

เมื่อ 10 เม.ย. 2569 สุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ภายใต้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้รายงานผลการตรวจสอบคุณภาพน้ำ ครั้งที่ 17 และคุณภาพตะกอนดิน ครั้งที่ 10 ในแม่น้ำกก และลำน้ำสาขา แม่น้ำรวก แม่น้ำสาย และแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นการเก็บตัวอย่างช่วง 8-11 มี.ค. 2569

โดยผลที่ได้นั้นตะกอนดินในแม่น้ำอยู่ในระดับอันตรายต่อสัตว์หน้าดิน และบางจุดอยู่ระดับอันตรายร้ายแรงตามเกณฑ์มาตรฐานตะกอนดินในแม่น้ำ อาทิ

  • แม่น้ำกก ช่วงบริเวณสะพานท่าตอน ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ , 
  • สะพานมิตรภาพแม่นาวาง-ท่าตอน ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ 
  • สะพานเฉลิมพระเกียรติ ต.รอบเวียง อ.เมือง จ.เชียงราย 
  • แม่น้ำโขงทุกจุดตรวจ 

ส่วนสาเหตุที่เป็นเช่นนั้น เนื่องมาจากฤดูแล้ง น้ำน้อย กระแสน้ำไหลช้า ส่งผลให้น้ำที่ปนเปื้อนสารหนูเกิดการตกตะกอนสะสมมากขึ้น

อย่างไรก็ดี ข้อมูลจาก คพ. เผยว่าปริมาณสารโลหะหนักในสัตว์น้ำยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัยที่จะบริโภค แต่เนื่องจากสารหนูสามารถสะสมอยู่ในห่วงโซ่อาหารได้ในระยะยาว จึงควรมีการเฝ้าระวังต่อเนื่อง และควรปฏิบัติตามข้อแนะนำของกรมประมง เพื่อลดความกังวลในการบริโภคสัตว์น้ำ ได้แก่

  1. ควรปรุงสุกทุกครั้งก่อนบริโภค
  2. ไม่ควรทานปลาชนิดเดียวกันซ้ำต่อเนื่อง
  3. เลี่ยงการรับประทานสัตว์หน้าดิน เช่น กุ้ง และหอย 
  4. เลี่ยงการทานเครื่องใน และพุงปลา ซึ่งเป็นจุดสะสมสารปนเปื้อน

แผนหลังจากนี้ คพ. จะมีการตรวจเฝ้าระวังสถานการณ์คุณภาพน้ำ และตะกอนดินอย่างต่อเนื่อง และจะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดูแลความปลอดภัยของประชาชน 

แม่น้ำกก ถ่ายที่วัดท่าตอน ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ เมื่อ มี.ค. 2569 

น้ำปนเปื้อนบางจุดเจอน้อยลง 

แต่สถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น

อาจารย์เสถียร ฉันทะ ประจำสาขาวิชาการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย และเป็นนักวิชาการที่ติดตามปัญหาแม่น้ำกก แม่น้ำรวก แม่น้ำสาย และแม่น้ำโขง ให้สัมภาษณ์ว่า ในการเปรียบเทียบผลการตรวจคุณภาพน้ำในแม่น้ำกก ระหว่างครั้งแรก และครั้งล่าสุด ถ้าเราดูเฉพาะตัวเลข บางจุดตรวจมีปริมาณปนเปื้อนสารหนูน้อยลง ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมองว่าสถานการณ์คลี่คลายลงบ้างแล้ว แต่ในความคิดของอาจารย์ มองว่าปัญหามันไม่ได้หมดไป 

อย่างไรก็ดี อาจารย์เสถียร ให้มุมมองว่า การตรวจเจอน้อยลง หรือเพิ่มขึ้น มีด้วยกัน 2 ปัจจัย ได้แก่ 

  1. ฤดูกาล ช่วงนี้เป็นช่วงฤดูแล้ง ทำให้มีการพบค่าสารหนูปนเปื้อนน้อยกว่า เมื่อเทียบกับฤดูฝน ซึ่งเหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะมีข้อสันนิษฐานว่า ในหน้าฝนที่ฝนตกหนัก ฝนเหล่านี้ก็จะไปชะล้างหน้าดินที่เกิดจากการทำเหมืองที่ต้นน้ำให้ลงมาที่แม่น้ำ จึงส่งผลให้ปริมาณสารปนเปื้อนในแม่น้ำจะมีความเข้มข้นมากขึ้น และจุดตรวจสารหนูที่ตรวจเจอก็จะเพิ่มขึ้นตามมา
  2. กิจกรรมจากแหล่งกำเนิดมลพิษ ซึ่งในช่วงเวลาที่ตรวจ มีการทำกิจกรรมที่ส่งผลต่อการปนเปื้อนมลพิษหรือไม่ 

โดยสรุป อาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย มองว่า ประเด็นเรื่องคุณภาพน้ำในแม่น้ำกก ดีขึ้นหรือแย่ลงหรือไม่นั้น มันไม่ได้ดีขึ้นในมุมมองของเขา มันอาจจะพบสารโลหะน้อยลงในบางช่วงบางเวลา แต่ในความจริงคือมันก็ยังมีอยู่ ดังนั้น เมื่อมันยังมีอยู่ แสดงว่าปัญหามันไม่ได้หมดไป มันเป็นเพียงแค่เราตรวจเจอหรือไม่เจอ ซึ่งเป็นผลจากปัจจัยต่างๆ ข้างต้น 

น้ำที่ผ่านระบบการประปายังคงใช้ได้ 

ต่อประเด็นที่สื่อถามเรื่องคุณภาพน้ำ ยังอยู่ในเกณฑ์ใช้อุปโภคและบริโภคได้หรือไม่ อาจารย์เสถียร ได้แยกออกมาเป็น 2 แหล่งหลักๆ คือ การสัมผัสน้ำโดยตรง อย่างเช่น การเล่นน้ำสงกรานต์ในแม่น้ำ เบื้องต้นทางภาครัฐได้ออกมาเตือนแล้วว่า ไม่ให้ลงเล่นน้ำ เพราะมีความเสี่ยงได้รับผลกระทบในด้านสุขภาพ เนื่องจากสารหนูสามารถซึมผ่านผิวหนังได้ และห้ามเด็ดขาดคือเรื่องการใช้ดื่มหรือกิน แต่กิจกรรมสัญจรทางน้ำ หรือการนั่งเรือ ยังสามารภทำได้ 

อาจารย์จากราชภัฏเชียงราย อธิบายต่อว่า ถ้าเป็นการใช้น้ำจากแม่น้ำกกโดยตรงยังต้องหลีกเลี่ยง แต่ถ้าเป็นน้ำที่ผ่านมากระบวนการปรับปรุงคุณภาพของน้ำก่อนนำมาใช้ ยังสามารถใช้ได้อยู่ ยกตัวอย่างน้ำในระบบของการประปา ซึ่งเป็นระบบที่ได้รับมาตรฐานอ้างอิงตามองค์กรอนามัยโลก (WHO) เป็นสิ่งที่ช่วยยืนยันว่าน้ำที่ผ่านระบบของการประปา ยังเป็นไปตามมาตรฐานที่สามารถดื่มและใช้ได้ และการประปามีการตรวจสอบคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่อง  

อย่างไรก็ตาม ส่วนที่น่ากังวลคือการประปาหมู่บ้าน เพราะระบบของประปาหมู่บ้านอาจจะไม่สามารถกำจัดสารโลหะหนักในน้ำได้ทั้งหมด และไม่มีระบบตรวจสอบคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถ้าเอามาบริโภค คุณภาพน้ำอาจจะยังไม่เป็นไปตามมาตรฐาน แต่อย่างไรก็ดี ช่วงที่ผ่านมา องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ได้นำนาโนเทคโนโลยีเข้ามาช่วยตรวจสอบคุณภาพของน้ำเป็นครั้งคราว 

เตรียมแผนใช้งบ 2 พันล้าน ย้ายแหล่งน้ำดิบทำประปา 

อาจารย์เสถียร ระบุว่า ตอนนี้ภาครัฐยังไม่มีมาตรการเฝ้าระวัง เนื่องจากยังไม่สามารถไปจัดการผลกระทบจากแหล่งกำเนิดมลพิษในเมียนมาได้ แต่มาตรการที่บังคับใช้ของรัฐตอนนี้จะเป็นการเฝ้าระวังคุณภาพน้ำ และก็เรื่องของเฝ้าระวังการปนเปื้อนสารพิษในพืชการเกษตร

ล่าสุด หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง และคณะกรรมการจังหวัด ได้มีการรับข้อเสนอของภาคประชาชน ในการย้ายแหล่งน้ำดิบของการประปา จากแม่น้ำกก ไปใช้น้ำแม่ลาว และอ่างแม่สรวย โดยคาดว่าจะใช้งบประมาณ 2,000 กว่าล้านบาท 

ก่อนหน้านี้ อาจารย์ระบุว่าน้ำประปาจากน้ำผิวดินแม่น้ำกก ยังพอใช้ในการประปาได้ เพราะคุณภาพน้ำผิวดินยังเป็นไปตามเกณฑ์ของ WHO อยู่ แต่ทำไมถึงต้องย้ายไปใช้แหล่งน้ำดิบใหม่ อาจารย์เสถียร อธิบายว่า เพราะในช่วงหน้าฝน หรือฤดูน้ำหลาก น้ำจะมีความขุ่นสูง และจะส่งผลให้ตะกอนของโลหะหนักสูงขึ้นไปด้วย ดังนั้น การย้ายแหล่งน้ำดิบในการทำประปา ส่วนหนึ่งเพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องดังกล่าว

อาจารย์ ม.ราชภัฏเชียงราย คาดว่า การดำเนินการย้ายแหล่งน้ำดิบ ไม่น่าจะทันหน้าฝนในปีนี้ เพราะว่าเป็นแผนงบประมาณของปี 2570 อีกทั้ง มีเรื่องระยะเวลาการขออนุมัติที่ต้องผ่านคณะรัฐมนตรี และกระบวนการก่อสร้างอาจจะต้องใช้เวลาต่อพอสมควร

'ไม่กดปัญหาไว้ใต้พรม'

ข้อเสนอตอนนี้ อาจารย์คิดว่าภาครัฐอาจต้องเปลี่ยนวิธีคิด เพราะเรากำลังแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุและเรามีวิธีคิดในการแก้ไขปัญหาคือพยายามให้สิ่งที่เป็นปัญหา ‘ไม่เป็นปัญหา’ หรือ ‘พยายามกดทับปัญหาอยู่’

“เราจะเห็นว่าหน่วยงานต่างๆ พยายามระดมเครื่องมือไปแก้ไขปัญหา และพยายามบอกว่าไม่ได้เป็นปัญหา สามารถควบคุมได้ ซึ่งจริงๆ เรื่องพวกนี้เป็นปัญหาใหญ่ 

“พอมายด์เซ็ตเป็นแบบนี้ มันก็ไม่นำไปสู่การผลักดันระดับชาติ เราจะเห็นว่ามันขาดแคลนงบประมาณ ทรัพยากรต่างๆ มันก็ไม่ได้เต็มรูปแบบ ปัญหามันถูกทำให้มองไม่เป็นปัญหา เพราะฉะนั้น ต้องปรับมายด์เซ็ตตรงนี้” เสถียร กล่าว 

เก็บวิเคราะห์ชุดข้อมูล ต่อยอดเชิงพื้นที่-นโยบาย-การเจรจา 

ข้อเสนอต่อมาของอาจารย์เสถียร คือเราจะทำยังไงให้ 1 ปีที่ผ่านมา ที่จะนำไปสู่สิ่งที่เรียกว่า "ชุดข้อมูล" หรือก็คือข้อมูลการวิเคราะห์ที่อ้างอิงตามหลักวิทยาศาสตร์ของการศึกษาเรื่องผลกระทบ และเราก็เอาชุดข้อมูลส่วนนี้ไปต่อยอดใช้ในเชิงปฏิบัติและในเชิงนโยบายของรัฐ เพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหาพื้นที่ ยกตัวอย่าง การเอาข้อมูลชุดนี้ไปคุยกับประเทศผู้ก่อมลพิษ ไม่ว่าจะเป็น กองทัพสหรัฐว้า (UWSA) พม่า หรือว่าจีน หรือว่านำไปเสนอหน่วยงานองค์กรระหว่างประเทศ ที่เขาจะมาช่วยขับเคลื่อนผลักดันตรงนี้ ให้นำมาสู่การยุติปัญหาที่ต้นทางได้ 

"สิ่งที่เราควรจะต้องทำคือ 1 ปีที่ผ่านมา ข้อมูลทั้งหมดมันควรจะมีการวิเคราะห์ และสังเคราะห์ นำไปสู่การจัดทำชุดข้อมูล และเอาข้อมูลไปใช้ประโยชน์ ในเชิงพื้นที่ เชิงนโยบาย และเชิงการเจรจาระหว่างประเทศได้" อาจารย์เสถียร กล่าว

ส่วนในเรื่องของการเยียวยา ทางภาคประชาชนมีการเสนอคณะกรรมการจังหวัด เช่น ให้มีการประกาศพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบเป็นเขตภัยพิบัติ ซึ่งทางกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ก็รับในการที่จะไปขับเคลื่อนต่อ มันต้องตรวจอะไรยังไง หรือว่าต้องเกินเกณฑ์ค่ามาตรฐานมากเท่าไร และเมื่อมีการประกาศเขตภัยพิบัติแล้ว ก็จะนำไปสู่เรื่องของกฎหมาย และงบประมาณในการนำลงมาใช้แก้ไขปัญหาได้ หลังจากนั้น ก็จะนำไปสู่การกำหนดหลักเกณฑ์การเยียวยาในมิติต่างๆ สำหรับผู้ได้รับผลกระทบในภาคส่วนต่างๆ 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง