Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

หลังจากที่รัฐบาลทรัมป์ของสหรัฐฯ ดำเนินมาตรการบุกตรวจจับคนเข้าเมืองครั้งใหญ่ จนทำให้ชาวเกาหลีใต้จากไซต์งานของ ฮุนได และแอลจี ถูกควบคุมตัวและถูกส่งตัวกลับประเทศ รัฐบาลเกาหลีใต้ก็ประกาศว่าจะให้มีการสืบสวนสอบสวนเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่อาจจะเกิดขึ้น มีปากคำจากผู้เผชิญเหตุการณ์บรรยายถึงการกระทำที่ล่วงละเมิดของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองสหรัฐฯ หรือ ICE


ภาพจาก : Shim Hyun-chul/Korea Times

รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ดำเนินมาตรการบุกตรวจค้นและกวาดจับคนเข้าเมืองครั้งใหญ่ โดยมีอยู่กรณีหนึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 4 กันยายน ที่ผ่านมา ที่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ได้ดำเนินการบุกจับอย่างกระทันหันในขณะที่คนงานชาวเกาหลีใต้ยังคงทำงานอยู่ที่ไซต์ก่อสร้างของบริษัทฮุนได มอเตอร์ และบริษัท ไอจี เอนเนอจี โซลูชัน เหตุเกิดในรัฐจอร์เจีย

เรื่องนี้เป็นเหตุทำให้แรงงานข้ามขาติชาวเกาหลีใต้อย่างน้อย 316 รายถูกส่งตัวกลับประเทศ จากผู้คนที่ถูกควบคุมตัวทั้งหมดรวม 475 ราย

สิ่งที่ตามมาคือในวันที่ 15 กันยายน ที่ผ่านมา รัฐบาลเกาหลีใต้ได้ประกาศว่าจะเริ่มทำการสืบสวนเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่านับเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อชาวเกาหลีใต้หรือไม่ หลังจากที่แรงงานข้ามชาติชาวเกาหลีใต้บางคนที่ถูกส่งตัวกลับเล่าว่าพวกเขาถูกทำให้ต้องเผชิญกับสภาพที่เลวร้าย

คังยูจอง โฆษกทำเนียบประธานาธิบดีเกาหลีใต้แถลงว่า "พวกเราจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อดูว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือการสร้างความยากลำบากให้กับประชาชนของพวกเราหรือไม่ นอกจากนี้พวกเรายังจะประสานงานอย่างใกล้ชิดกับบริษัทในพื้นที่เพื่อประเมินสถานการณ์ด้วย"

คัง ระบุอีกว่า กระทรวงต่างประเทศของเกาหลีใต้กำลังดูแลในประเด็นนี้ ซึ่งอาจจะมีการสอบถามให้ครบถ้วนอีกครั้งกับกลุ่มคนงานที่ถูกควบคุมตัวโดยสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐฯ (ICE)

แรงงานชาวเกาหลีใต้ที่ถูกควบคุมตัวและส่งกลับประเทศจากการกวาดจับของรัฐบาลทรัมป์เปิดเผยเรื่องราวต่อสื่อและเล่าผ่านโซเชียลมีเดียว่า ลักษณะการกวาดจับเป็นอย่างโหดร้ายทารุณ มีแรงงานจำนวนมากที่บอกว่าเจ้าหน้าที่ ICE ของสหรัฐฯ ปฏิบัติกับพวกเขาราวกับเป็นอาชญากรและกดดันให้พวกเขาลงนามในเอกสารโดยไม่มีการอธิบายรายละเอียดตามขั้นตอนกฎหมาย

ทั้งนี้ ยังมีแรงงานชาวเกาหลีใต้ที่ถูกล่ามและใส่กุญแจมือ จากนั้นจึงส่งไปยังสถานกักกันที่ โฟล์กสตัน ของรัฐจอร์เจีย พวกเขาได้รับการปล่อยตัวในอีกสัปดาห์ถัดมา หลังจากที่เจ้าหน้าที่ของเกาหลีใต้ได้เข้าหารือด่วนกับเจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ

ซึ่งทางการเกาหลีใต้บอกว่าในตอนนั้นพวกเขาพยายามทำให้ชาวเกาหลีใต้ได้รับการปล่อยตัวกลับบ้านโดยเร็วที่สุด จึงไม่ได้มีการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนเกิดขึ้นหรือไม่ แต่พวกเขาก็จะตรวจสอบอย่างละเอียดโดยสอบถามจากแรงงานและบริษัทที่เกี่ยวข้องหลังจากนี้ และอาจจะมีการใช้ช่องทางการทูตเพื่อยื่นประท้วงและแสดงความกังวลต่อเรื่องนี้ให้สหรัฐฯ รับรู้ต่อไป

อย่างไรก็ตาม การยื่นประท้วงต่อสหรัฐฯ อาจจะมีอุปสรรคเพราะฝ่าย ICE ไม่ยอมรับว่าพวกเขาทำอะไรผิดและบอกว่าได้ทำตามขั้นตอนกฎหมายในตอนที่จับกุมและบุกทลายสถานที่

หวั่นกระทบการลงทุนจากเกาหลีใต้

มีการตั้งข้อสังเกตว่าไม่กี่วันหลังจากที่มีเหตุการณ์บุกกวาดจับแรงงานชาวเกาหลีใต้ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ก็ได้โพสต์ในโซเชียลมีเดียว่า เขาไม่ได้อยาก "สร้างความตื่นกลัว" ให้กับการลงทุนจากต่างชาติ พวกเขายังคงต้องการให้เกิดการลงทุนจากต่างชาติ รวมถึงยังคงต้องการผู้เชี่ยวชาญที่สร้างผลิตภัณฑ์ที่มีความซับซ้อนเข้ามาในประเทศมากขึ้น โดยที่ทรัมป์ไม่ได้ระบุอะไรโดยตรงเกี่ยวกับการบุกกวาดจับแรงงานเกาหลี

แต่ทว่าถึงแม้รัฐบาลทรัมป์จะอยากได้แรงงานที่มีความเชี่ยวชาญ แต่กลุ่มชาวเกาหลีใต้ที่ถูกกวาดต้อนจับกุมล่าสุดที่จอร์เจียก็มีจำนวนมากที่เป็นวิศวกรและเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องจักร ซึ่งทำหน้าช่วยติดตั้งและซ่อมแซมเครื่องจักรที่ไซต์งานของบริษัท ฮุนได และแอลจี นอกจากนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นยังส่งผลกระทบ ทำให้บรรษัทข้ามชาติสัญชาติเกาหลีเกิดความกังวลที่จะลงทุนกับโรงงานของพวกเขาในสหรัฐฯ ด้วย

ประธานาธิบดี ลีแจมย็อง ของเกาหลีใต้กล่าวว่าการกวาดต้อนจับกุมผู้อพยพจำนวนมากโดยรัฐบาลทรัมป์ทำให้บริษัทเกาหลีใต้รู้สึกไม่ไว้วางใจและอาจจะทำให้คนไม่อยากลงทุนในสหรัฐฯ ในอนาคต

มีผลโพลระบุว่าชาวเกาหลีใต้อย่างน้อยร้อยละ 60 ไม่เห็นด้วยกับการกวาดต้อนจับกุมที่เกิดขึ้น และมองว่าอาจจะส่งผลเสียหายต่อการลงทุนที่สหรัฐฯ ในอนาคตได้

ฝ่ายผู้บริหารของบริษัทจากเกาหลีใต้เปิดเผยว่าการจับกุมแรงงานที่ไซต์ก่อสร้างของพวกเขา ทำให้การก่อสร้างในจอร์เจียมูลค่า 4,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต้องล่าช้าออกไปอีก

คริสโคเฟอร์ แลนโด รัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐฯ ได้เขาพบปะกับรองประธานาธิบดีเกาหลีใต้พักยุนจูที่กรุงโซล และแสดงความ "เสียใจอย่างยิ่ง" ต่อการกวาดจับและคุมขังที่เกิดขึ้น เป็นครั้งแรกที่ผู้นำระดับสูงจากสหรัฐฯ แสดงความเสียใจต่อเรื่องนี้

แรงงานเกาหลีภายใต้การควบคุมตัวของ ICE เผชิญกับอะไรบ้าง

แรงงานชาวเกาหลีใต้ที่กลับถึงประเทศแล้วหลังจากถูกคุมขังโดยสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ICE ของสหรัฐฯ เล่าให้สื่อฟังถึงเรื่องที่ว่าพวกเขาเผชิญกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน รวมถึงย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อะไรบ้าง

แรงงานชาวเกาหลีเล่าว่าเจ้าหน้าที่ทางการสหรัฐฯ ที่ทำการไต่สวนพวกเขาหลังจับกุม ได้ทำการหัวเราะเยาะเย้ยพวกเขาในลักษณะเหยียดหยาม โดยที่มีแรงงานรายหนึ่งสามารถบันทึกเหตุการณ์ไว้ได้ในช่วงที่มีการควบคุมตัวด้วยการใช้กระดาษและปากกาที่เขาแอบเก็บมาด้วยในตอนที่เจ้าหน้าที่สั่งให้พวกเขาเซ็นเอกสาร

แรงงานเกาหลีใต้รายหนึ่งที่มีวีซ่าทำงานในสหรัฐฯ ประเภท B-1 เล่าถึงการถูกกวาดต้อนจับกุมว่า ICE ได้บุกทลายไซต์ทำงานของพวกเขาช่วง 10 โมงตอนสาย ก่อนที่จะทำการค้นตัวพวกเขาแล้วก็ยื่นเอกสารให้พวกเขาดูที่ระบุว่าเป็น "หมายจับคนเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย"

นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ ICE ยังไม่ได้ประกาศแจ้งคำเตือนมิแรนดา ซึ่งเป็นชุดคำเตือนเกี่ยวกับสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ถูกกล่าวหาที่ตำรวจต้องแจ้งให้กับผู้ถูกกล่าวหาก่อนดำเนินการตามขั้นตอน ที่เรียกว่า "สิทธิมิแรนดา" ที่มักจะปรากฏในภาพยนตร์หรือคลิปเกี่ยวกับตำรวจอเมริกันที่บอกว่า "คุณมีสิทธิที่จะไม่พูด" หรือให้การใดๆ เพราะคำพูดอาจจะถูกนำไปใช้ปรักปรำผู้ต้องสงสัยในชั้นศาลได้ ซึ่งเจ้าหน้าที่ ICE ไม่ได้แจ้งถึงจุดนี้ ถือว่าไม่ทำตามกระบวนการ

ในระหว่างที่มีการจับกุม แรงงานเกาหลีใต้ยังไม่สามารถมองเห็นเอกสารของเจ้าหน้าที่ได้อย่างชัดเจนด้วย เพราะบรรยากาศการจับกุมเป็นไปอย่างข่มขู่คุกคาม ทำให้กลุ่มแรงงานลงนามในเอกสารแล้วยื่นเอกสารคืนให้เจ้าหน้าที่ คิดว่าแค่ยื่นเอกสารคืนให้ก็จะได้รับการปล่ิอยตัว แต่หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ก็บังคับให้พวกเขานำโทรศัพท์มือถือและของใช้ส่วนตัวใส่ไว้ในถุง มีแรงงานรายหนึ่งที่แอบส่งข้อความหาครอบครัวและบริษัทได้ทันบอกว่าอาจจะติดต่อเขาได้ยากหน่อย

หลังจากที่รอเป็นเวลา 9 ชั่วโมง เจ้าหน้าที่ ICE ก็ให้เหล่าคนงานเกาหลีขึ้นรถโดยมีการใช้สายเคเบิลมัดข้อมือของพวกเขาไว้ โดยมีแรงงานบางคนที่ถูกมัดทั้งมือ เท้า และลำตัว

เมื่อรถไปถึงที่หมาย แรงงานเหล่านี้ก็ถูกจับยัดเข้าไปในห้องขังสำหรับคน 72 คน เป็นจำนวน 5 ห้อง สภาพห้องมีเตียงสองชั้นที่มีราขึ้นบนผ้าปูที่นอน มีความยากลำบากในการเข้าใช้ห้องน้ำเพราะพื้นที่แออัดทำให้แรงงานที่เล่าเรื่องนี้บอกว่าเขาพยายามจะไม่ใช้ห้องน้ำในตอนที่อยู่ที่นั่น

นอกจากนี้ สภาพห้องขังของพวกเขายังหนาวมากจนต้องนำผ้าเช็ดตัวมาห่อตัวไว้ มีบางคนเอาผ้าเช็ดตัวไปอุ่นในไมโครเวฟ น้ำที่พวกเขาได้รับในห้องขังมีกลิ่นเหม็น ต่อมาพวกเขาก็ได้รับยาสีฟัน, แปรงสีฟัน, ผ้าห่ม และผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกาย

พอถูกกักขังถึงวันที่ 3 ก็มีการนำเอกสาร "ออกโดยสมัครใจ" ให้กับแรงงานเกาหลี ที่พวกเขาต่างก็ลงนามในเอกสารถึงแม้ว่าจะกังวลเกี่ยวกับเนื้อหาของมัน

ตอนที่เจ้าหน้าที่ ICE สัมภาษณ์คนงานเกาหลี มีการถามพวกเขาว่ามาจากไหนแล้วคนงานตอบว่ามาจากเกาหลีใต้ เจ้าหน้าที่ก็เริ่มยิ้มแล้วก็หันไปพูดคุยกันเองระหว่างเจ้าหน้าที่ มีการพูดคำว่า "เกาหลีเหนือ" ออกมา แล้วก็มีการใช้คำว่า "มนุษย์จรวด" ซึ่งเป็นคำที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เคยใช้เรียกเป็นฉายาของคิมจองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ มาก่อน

คนงานเกาหลีใต้บอกว่าตอนแรกเขารู้สึกโกรธเหมือนถูกเย้ยหยัน แต่ก็พยายามเก็บข่มอารมณ์ไว้เพราะกลัวว่าอาจจะเกิดอะไรขึ้นกับเอกสารของเขา

ตอนที่ ICE ถามถึงสาเหตุที่อยู่ในสหรัฐฯ ฝ่ายคนงานก็อธิบายว่าเขามีวีซา B-1 ที่อนุญาตให้เขาทำงานได้ จึงขอถามเจ้าหน้าที่ว่าทำการคุมขังพวกเขาทำไมทั้งๆ ที่พวกเขามีวีซาที่อนุญาตให้อยู่ในประเทศได้ เจ้าหน้าที่ ICE รายหนึ่งตอบว่าไม่รู้ บอกแค่ว่าพวกคนระดับสูงคิดว่ามันผิดกฎหมาย แต่ก็มีเจ้าหน้าที่ ICE คนอื่นๆ บอกกับผู้ต้องขังคนอื่นๆ ว่า ICE ได้ทำผิดพลาดไปแล้ว

แรงงานรายหนึ่งบอกว่าเขารู้สึกไม่พอใจเจ้าหน้าที่รายที่บอกว่าเขาไม่รู้ว่าทำไมการอยู่ในสหรัฐฯ ด้วยวีซา B-1 ถึงทำให้พวกเขาถูกจับกุม และดูเหมือนว่าเจ้าหน้าที่ ICE เหล่านี้ มุ่งมั่นกับการพยายามส่งพวกเขากลับประเทศให้ได้เท่านั้น

ในวันถัดจากนั้น สถานกงสุลเกาหลีใต้และเจ้าหน้าที่กระทรวงต่างประเทศก็ได้ไปเยือนสถานกักตัวแล้วก็บอกให้คนงานเซ็นเอกสารโดยอ้างว่าไม่เช่นนั้นพวกเขาจะถูกกักขังเอาไว้หลายเดือนหรือไม่ก็อาจจะหลายปี จนกระทั่งในที่สุดคนงานก็ถูกส่งตัวขึ้นรถบัสออกจากสถานกักกัน ส่งตัวพวกเขาไปขึ้นเครื่องบินกลับประเทศ

เสียงประณามจากทุกฝ่ายในเกาหลีใต้

การกวาดต้อนจับกุมแรงงานเกาหลีใต้ในครั้งนี้สร้างความไม่พอใจอย่างมากในประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งอาจจะทำให้พวกเขามองว่าเป็นการทรยศจากประเทศพันธมิตรทางการเมืองอย่างสหรัฐฯ

ที่สนามบินอินชอน ซึ่งแรงงานเกาหลีใต้ถูกส่งตัวกลับมา มีผู้ประท้วงยืนถือป้ายล้อเลียนทรัมป์ในชุดฟอร์มของ ICE มีคนหนึ่งถือป้ายเป็นข้อความว่า "คุณบอกให้พวกเราลงทุน เพียงเพื่อที่จะจับกุมพวกเรา นี่คือวิธีที่คุณทำกับพันธมิตรคุณหรือ?"

ผู้สื่อข่าวอัลจาซีรา แจ็ค บาร์ตัน ตั้งข้อสังเกตว่าเรื่องการส่งตัวแรงงานเกาหลีใต้กลับนี้ยังนำมาซึ่งการประณามจากนักการเมืองทุกฝ่ายในเกาหลีใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพวกเขาเห็นภาพที่แรงงานเหล่านี้ถูกมัดมือมัดแขนเดินเรียงแถวไปขึ้นรถบัส กลายเป็นช่วงเวลาที่ทุกฝ่ายทางการเมืองในเกาหลีใต้เห็นตรงกันในแบบที่หาได้ยาก

กลุ่มสหภาพแรงงานเกาหลีใต้ คือ สมาพันธ์สหภาพแห่งงานเกาหลี ได้เรียกร้องให้ทางการสหรัฐฯ มีการรับผิดรับชอบต่อเรื่องนี้ โดยขอให้ทรัมป์ขอโทษแรงงานเกาหลีใต้ต่อสิ่งที่เกิดขึ้น และบอกว่ามันนับเป็น "การละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างเห็นได้ชัด" รวมถึงเรียกร้องให้เกาหลีใต้ระงับการลงทุนกับสหรัฐฯ ด้วย

ถูกกวาดต้อนจับกุมพ่วงไปด้วย?

ยังมีคำถามที่ว่า ทำไมคนงานที่มีวีซาทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ก็ยังถูกกวาดต้อนจับกุมและถูกปฏิบัติราวกับเป็นอาชญากร เรื่องนี้เป้นส่วนหนึ่งที่มาจากมาตรการของรัฐบาลทรัมป์ ที่มีการเร่งบังคับใช้กฎหมายคนเข้าเมืองต่อเนื่องมาหลายเดือนแล้ว รวมถึงวิธีการที่พวกเขาใช้ คือการบุกทลายสถานที่ทำงานเป็นวงกว้างโดยอาศัยเจ้าหน้าที่ๆ ปิดหน้าปิดตา ก็ก่อให้เกิดการประณามจากทั้งนักกิจกรรมด้านผู้อพยพและกลุ่มสิทธิพลเมือง

เนื่องจากรัฐบาลทรัมป์มีมาตรการกวาดจับแบบไม่เลือกเพื่อทำยอดให้ครบเป้าหมายส่งตัวผู้อพยพออกนอกประเทศหลายหมื่นราย ทำให้ฝ่ายประชาชนพยายามช่วยคุ้มครองสิทธิของผู้อพยพในประเทศด้วยการให้ความรู้ มีการจัดฝึกอบรม "Know Your Rights" ที่แปลว่า "รู้สิทธิของคุณ" แพร่หลายไปทั่วสหรัฐฯ มีการแจกใบปลิวไปตามประตูของร้านค้าและธุรกิจต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อให้ความรู้ในเรื่องนี้

ในเอกสารนี้ระบุว่า "ICE และ หน่วยงานความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของสหรัฐฯ ไม่สามารถเข้ามา(ในบ้าน-ในที่ทำงาน)ได้ถ้าหากไม่มีหมายจับที่ลงนามโดยผู้พิพากษา" ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของบทบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ครั้งที่ 4 ที่ระบุคุ้มครองทั้งคนที่เป็นพลเมืองและไม่ใช่พลเมืองสหรัฐฯ ไม่ให้ถูก "ตรวจค้นหรือจับกุมอย่างไม่มีเหตุผล" ซึ่งเป็นการคุ้มครองรวมถึงผู้อพยพด้วย

สำหรับกรณีการบุกค้นที่ฮุนไดนั้น เจ้าหน้าที่มีหมายค้นมาด้วย แต่เป็นหมายค้นที่ระบุตัวผู้ต้องสงสัยแค่ 4 ราย ทว่ากลับมีคนที่ถูกควบคุมตัวทั้งหมดรวม 475 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวเกาหลี เรื่องนี้ อนา วาเลนซูเอลา ทนายความอาวุโสจากบริษัทกฎหมาย Minsky McCormick & Hallagan เรียกว่าเป็น "การโดนลูกหลงถูกคุมขังไปด้วย" คือเมื่อเจ้าหน้าที่คนเข้าเมืองตั้งเป้าจับกุมคนบางส่วน แต่กลับเหวี่ยงแหจับกุมคนอื่นๆ ทั้งหมดไปด้วย


เรียบเรียงจาก
Korea looks into possible human rights violations in ICE raid, Korea Times, 15-09-2025
Worker recounts details of human rights violations during detention in US raid, Korea Times, 15-09-2025
More than 300 South Korean workers return home after US immigration raid, Aljazeera, 12-09-2025
What immigration lawyers want you to know about ICE and criminal warrants, CNN, 14-09-2025
 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง