'พลาซาแอคคอร์ด' (Plaza Accord) เป็นข้อตกลงร่วมกันของกลุ่มประเทศ G5 (ฝรั่งเศส เยอรมนี ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา) เมื่อปี 1985 ที่ให้มีการกำหนดให้กดค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ข้อตกลงนี้เองที่ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ญี่ปุ่นกำลังประสบปัญหาเงินเฟ้อและปัญหาการเงินอื่นๆ หลังฟองสบู่แตก 30 ปีที่แล้ว โดยที่นโยบายของรัฐบาลญี่ปุ่นเองบวกกับการที่บรรษัทญี่ปุ่นไม่พัฒนาทางเทคโนโลยี ก็มีส่วนต่อปัญหาเศรษฐกิจที่ญี่ปุ่นกำลังเผชิญเช่นกัน
25 ก.ย. 2568 ญี่ปุ่นกำลังประสบปัญหาเงินเฟ้อซึ่งเป็นผลพวงมาจากราคาสินค้านำเข้าที่สูงขึ้น ปัจจัยส่วนหนึ่งของปัญหานี้มาจากนโยบายที่การเงินของประเทศที่ "กลัวว่าเงินเยนจะแข็งค่า" หลังจากที่ค่าเงินสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ เนื่องจากข้อตกลง "พลาซาแอคคอร์ด" (Plaza Accord) จากเมื่อ 40 ปีที่แล้ว
ข้อตกลงพลาซาแอคคอร์ด เป็นข้อตกลงร่วมกันของ 5 ประเทศ คือ ฝรั่งเศส, เยอรมนีตะวันตก, ญี่ปุ่น, สหราชอาณาจักร และ สหรัฐอเมริกา โดยมีการลงนามร่วมกันเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2528 ที่โรงแรมพลาซาโฮเตล นิวยอร์กซิตี โดยรัฐมนตรีกระทรวงการคลังและประธานธนาคารกลางของประเทศต่างๆ ในยุคสมัยนั้น ซึ่งในกรณีของญี่ปุ่นคือ โนโบรุ ทาเคชิตะ รัฐมนตรีการคลังในตอนนั้น กับ ซาโตชิ สุมิดะ ประธานธนาคารกลางของญี่ปุ่นในยุคนั้น
ข้อตกลงดังกล่าวนี้มีการตกลงว่าจะมีการแทรกแซงตลาดการเงินระหว่างประเทศเพื่อกดค่าเงินดอลลาร์ไว้ เทียบกับค่าเงินของทั้ง 4 ประเทศคู่สัญญาที่เหลือ และมีการตกลงกันให้ช่วยผยุงเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ซึ่งกำลังเผชิญกับภาวะขาดดุลการค้าอย่างหนักในตอนนั้น
ผลที่ตามมาของ พลาซาแอคคอร์ด คือ การทำให้ค่าเงินเยนแข็งค่าต่อดอลลาร์อย่างมากจาก 240 เยน ต่อ ดอลลาร์ เป็น 130 เยน ต่อ ดอลลาร์ ในปลายปี 2530
สิ่งที่้เกิดขึ้นนี้ต่างจากที่กระทรวงการคลังของญี่ปุ่นคาดการณ์ไว้ ว่าข้อตกลงฉบับนี้จะทำให้ค่าเงินเยนแข็งขึ้นในระดับพอประมาณ หรือราวร้อยละ 10-15 เท่านั้น
การที่ค่าเงินเยนแข็งขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้ญี่ปุ่นที่มีเศรษฐกิจแบบเน้นการส่งออกต้องเผชิญกับปัญหาในตอนนั้นธนาคารกลางของญี่ปุ่นหรือ BOJ จึงต้องออกมาตรการเพื่อลดแรงกระแทกให้กับผู้ส่งออกของญี่ปุ่นจำนวนมาก ด้วยการลดดอกเบี้ยต่อเนื่อง 5 ครั้งระหว่างปี 2530-2531
แต่การใช้มาตรการผ่อนคลายทางการเงินมากเกินไปก็ส่งผลให้เกิดการเก็งกำไรในตลาดหุ้นและอสังหาริมทรัพย์ นำไปสู่ภาวะ "ฟองสบู่เศรษฐกิจ" สำหรับญี่ปุ่น และต่อมาภาคอสังหาริมทรัพย์ก็ฟองสบู่แตก ส่งผลให้เศรษฐกิจของญี่ปุ่นเข้าสู่ภาวะที่เรียกว่า "30 ปีที่สาบสูญ" (失われた30年) ที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจน้อยมากและเกิดภาวะเงินฝืด นับตั้งแต่ช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 1990 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน
โดยที่ในปี 2538-2550 นั้น ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศที่เป็นตัวเงินของญี่ปุ่น หรือ Nominal GDP มีมูลค่าตกลงจาก 5.33 ล้านล้าน มาสู่ 4.36 ล้านล้าน และเมื่อปี 2567 เศรษฐกิจญี่ปุ่นก็เข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิค จากการที่ GDP หดตัว 2 ไตรมาสติดต่อกัน เยอรมนีขึ้นมาเป็นประเทศเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 3 แทนที่ญี่ปุ่น
ในปี 2551 เกิดเหตุการณ์วิกฤติการเงินโลกหลังจากที่ธนาคารวาณิชธนกิจยักษ์ใหญ่ เลห์แมน บราเธอร์ส ทำให้มีการซื้อค่าเงินเยนเป็นจำนวนมหาศาลในฐานะที่ถูกมองว่าเป็นสกุลเงินปลอดภัยที่น่าจะรักษามูลค่าไว้ได้ ทำให้ค่าเงินเยนสูงขึ้นไปอีก พอถึงปี 2564 ค่าเงินเยนต่อดอลลาร์ก็ไต่ระดับถึง 75.32 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งนับว่าสูงที่สุดนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปีเดียวกันนั้นเองญี่ปุ่นก็ประสบภัยพิบัติครั้งใหญ่จากแผ่นดินไหวและสึนามิด้วย
ต่อมาในปี 2555 ชินโซ อาเบะ ก็ได้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและมีการเสนอแนวทางเศรษฐกิจแบบ "อาเบะโนมิคส์" เพื่อตอบสนองคำวิพากษ์วิจารณ์ว่าธนาคารกลางญี่ปุ่นไม่มีนโยบายผ่อนปรนทางการเงินมากพอ ทำให้อาเบะแต่งตั้ง ฮารุฮิโกะ คุโรดะ นักการทูตด้านการเงินระดับท็อปมาเป็นประธานคนใหม่ของธนาคารกลางญี่ปุ่น จากนั้นธนาคารกลางญี่ปุ่นก็มีการซื้อพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นจำนวนมากในปี 2550 ภายใต้นโยบายผ่อนปรนทางการเงินครั้งใหญ่ที่สุดอย่างไม่เคยมีมาก่อน ทำให้ค่าเงินเยนลดลงและราคาหุ้นเพิ่มสูงขึ้น
แต่ทว่าวิธีการผ่อนปรนทางการเงินนอกแบบแผนดั้งเดิมมานานเป็นเวลา 11 ปี ไม่สามารถส่งเสริมเศรษฐกิจญี่ปุ่นได้ โดยที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นมีอัตราศักยภาพในการเติบโตลดลงต่ำกว่าร้อยละ 1
ยูกิโอะ โนงุจิ ศาสตราจารย์เกียรติคุณที่มหาวิทยาลัยฮิโตะสึบาชิ กล่าวว่าการที่ค่าเงินเยนต่ำได้ช่วยทำให้ผู้ส่งออกชาวญี่ปุ่นได้กำไรในตลาดต่างชาติที่มีการอ้างอิงกับเงินเยน แต่บรรษัทของญี่ปุ่นกลับละเลยเรื่องการลงทุนในการพัฒนาเทคโนโลยี กลายเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตด้านกำลังการผลิต
ดัชนีค่าเงินเยนที่แท้จริงเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาอยู่ที่ 72.21 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ใกล้เคียงกับเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 1970 และถือว่าลดค่าลงอย่างมากเมื่อเทียบกับปี 2563 ค่าเงินเยนที่อ่อนลงเช่นนี้เป็นการตอกย้ำทำให้ภาวะเงินเฟ้อหนักขึ้น จากที่ได้รับผลกระทบที่มีอยู่ก่อนแล้วคือการระบาดใหญ่ของ COVID-19 และการที่รัสเซียทำสงครามรุกรานยูเครน กลายเป็นภาระทางการเงินให้กับครัวเรือนของญี่ปุ่น
โนงุจิเตือนว่าญี่ปุ่น "กำลังใกล้จะสูญเสียสถานะประเทศพัฒนาแล้ว" เนื่องจากความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจลดลง โดยที่ในปี 2566 ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศที่เป็นตัวเงินของญี่ปุ่นถูกจัดอันดับบนฐานของดอลลาร์อยู่ที่อันดับที่ 22 จากทั้งหมด 38 อันดับของประเทศสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือและพัฒนาเศรษฐกิจ OECD ตามหลังเกาหลีใต้ที่อยู่อันดับที่ 21
เรียบเรียงจาก
40 years after Plaza Accord, Japan still at mercy of forex swings, Japan Times 21-09-2025
https://www.japantimes.co.jp/business/2025/09/21/economy/40-years-plaza-accord/
ข้อมูลเพิ่มเติมจาก
https://en.wikipedia.org/wiki/Plaza_Accord
https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A9%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B8%8D