Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนเผยศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนคดี ม.112 จำคุก ‘ลูกเกด ชลธิชา’ 2 ปี ได้ประกันตัวสู้คดีชั้นฎีกา

30 กันยายน 2568 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานว่า ศาลจังหวัดธัญบุรีนัดฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ในคดีของ “ลูกเกด” ชลธิชา แจ้งเร็ว อดีตนักกิจกรรมทางการเมือง และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน ในข้อหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เหตุจากกรณีปราศรัยและชุมนุมเรียกร้องให้ปล่อยตัวผู้ต้องขังคดีการเมือง หน้าศาลจังหวัดธัญบุรี กล่าวถึงประเด็นที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ออก พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการในพระองค์ พ.ศ. 2560 และแก้กฎหมาย พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ใน #ม็อบ11กันยา64

คดีนี้มี พ.ต.ท.ศราวุฒิ ทองภู่ รองผู้กำกับสืบสวน สภ.ธัญบุรี เป็นผู้กล่าวหา โดยมีจำเลยทั้งสิ้น 10 ราย โดยนักกิจกรรมและประชาชนอีก 9 ราย ถูกฟ้องเฉพาะข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, ฝ่าฝืนคำสั่งจังหวัดปทุมธานี เรื่องมาตรการป้องกันโควิด และใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต มีเพียงชลธิชาเพียงคนเดียวที่ถูกฟ้องในข้อหาตามมาตรา 112 เพิ่มจากข้อหาข้างต้นด้วย

ในการต่อสู้คดีของชลธิชา ยืนยันว่าคำปราศรัยของตนเป็นการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลประยุทธ์ ที่แก้ไขและออกกฎหมายเกี่ยวกับทรัพย์สินและพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์หลายฉบับ เป็นไปตามข้อเท็จจริงที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย ไม่ได้เป็นการดูหมิ่น หมิ่นประมาท หรืออาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 27 พ.ค. 2567 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งสิบในข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนข้อหาตามมาตรา 112 พิพากษาจำคุกชลธิชา 3 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา และได้ประกันตัวในชั้นอุทธรณ์

ในชั้นอุทธรณ์ ส่วนของจำเลยอีก 9 คนที่ศาลยกฟ้อง อัยการไม่ได้อุทธรณ์คำพิพากษาต่อ ทำให้คดีสิ้นสุดลง เหลือเพียงเฉพาชลธิชา ที่ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาในส่วนข้อหามาตรา 112 ต่อมา โดยสรุปต่อสู้ใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่

ประเด็นแรก คำปราศรัยของจำเลยกล่าวถึงการกระทำของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ส่งผลถึงสถาบันพระมหากษัตริย์และทรัพย์สินของราชบัลลังก์เป็นสำคัญ ไม่ได้กล่าวปราศรัยถึงการกระทำของสถาบันกษัตริย์หรือรัชกาลที่ 10 โดยตรงแต่อย่างใด

ประเด็นที่สอง การทำให้ประชาชนสงสัยเคลือบแคลงในตัวพระมหากษัตริย์ไม่เป็นองค์ประกอบความผิดตาม ม.112 และความเคลือบแคลงสงสัยไม่ได้ทำให้กษัตริย์เสื่อมเสียพระเกียรติหรือถูกเกลียดชัง

ประเด็นที่สาม ปัญหาการพิจารณาพยานหลักฐานของฝั่งจำเลย พนักงานสอบสวนรวมรวบพยานหลักฐานบกพร่อง และศาลไม่ได้ระบุเหตุผลที่ไม่รับฟังพยานผู้เชี่ยวชาญ

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน เห็นว่าแม้จำเลยปราศรัยถึงรัฐบาลประยุทธ์เป็นหลัก แต่มีเนื้อหาใส่ความ ร.10 ให้เสื่อมเสียเกียรติยศ และจำเลยเป็น สส. ต้องเป็นแบบอย่างที่ดี จึงไม่มีเหตุให้รอลงอาญา

วันนี้ (30 ก.ย. 2568) ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 9 ชลธิชาและทนายความเดินทางมาศาล โดยมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคประชาชนจำนวนหนึ่ง อาทิ ปิยรัฐ จงเทพ สส.พรรคประชาชน, ศรายุทธิ์ ใจหลัก เลขาธิการพรรคประชาชน และชัยธวัช ตุลาธน อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล เดินทางมาร่วมสังเกตการณ์และให้กำลังใจด้วย พร้อมทั้งมีเจ้าหน้าที่จากสถานทูต และสื่อมวลชน รวมถึงองค์กรภาคประชาสังคม อาทิ Amnesty International Thailand, iLaw มาร่วมสังเกตการณ์จนเต็มห้อง ในขณะที่มีตำรวจศาล 1 นาย รักษาการณ์อยู่ในห้องพิจารณาคดี

เวลาประมาณ 9.02 น. ชลธิชามาถึงห้องพิจารณาคดีหลังจากให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนบริเวณด้านหน้าศาลเสร็จ ศาลออกนั่งบัลลังก์และเริ่มพิจารณาคดีชลธิชาเป็นคดีแรก โดนขานชื่อให้ชลธิชายืนขึ้นและอ่านคำพิพากษา โดยมีใจความสำคัญดังนี้

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีประเด็นต้องวินิจฉัยดังต่อไปนี้

ประการแรก ที่จำเลยอุทธรณ์ว่าคำปราศรัยกล่าวถึงการกระทำของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้กล่าวถึง ร.10 โดยตรง

เห็นว่า แม้ตามวันเวลาเกิดเหตุ ที่จำเลยปราศรัยว่ากล่าวถึง พล.อ.ประยุทธ์ เป็นการกล่าวถึงรัฐบาลก็ตาม แต่ข้อความที่จำเลยกล่าว จะเป็นประการที่น่าจะทำให้พระมหากษัตริย์เสื่อมเสียเกียรติยศ ชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชังหรือไม่ จะต้องพิจารณาตามฐานที่ทรงดำรงอยู่และความรู้สึกนึกคิดของประชาชนชาวไทยอันมีต่อสถาบันกษัตริย์ประกอบ ตามรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ว่า องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ทั้งรัฐและประชาชนมีหน้าที่รักษาสถาบันกษัตริย์ให้คงอยู่ตลอดไป

แม้ในความรู้สึกนึกคิดของประชาชนไทยที่มีต่อสถาบันกษัตริย์ก็ให้ความเคารพสักการะ ยกย่องเทิดทูนไว้เหนือเกล้าตลอดมา การที่จำเลยกล่าวจาบจ้วงล่วงเกินให้เป็นที่ระคายเคือง หาบุคคลใดกล้าบังอาจไม่ ทำให้บุคคลที่สามเข้าใจว่ากษัตริย์เอาทรัพย์สินส่วนรวมมาเป็นส่วนตัว เป็นการใส่ความให้เสื่อมเสียเกียรติยศ ทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธา

พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักให้รับฟัง อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ประการที่สอง มีประเด็นต้องวินิจฉัยว่ามีเหตุสมควรรอการลงโทษหรือไม่

เห็นว่าพฤติการณ์ในคดีเป็นเรื่องร้ายแรง จำเลยเป็น สส. ยิ่งต้องเป็นแบบอย่างที่ดี ทำให้พระมหากษัตริย์อยู่ในที่เคารพสักการะ จึงไม่มีเหตุให้รอลงอาญา

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้ลงโทษจำคุกจำเลย 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา

หลังอ่านคำพิพากษา ทนายแถลงถามต่อศาลว่าจะเป็นผู้สั่งให้ประกันตัวด้วยตนเองหรือไม่ ผู้พิพาษาแจ้งว่าจะเป็นผู้สั่งให้ประกันตัวด้วยตนเอง และให้โอกาสจำเลยเต็มที่ในการพิสูจน์ตนเองถึงชั้นฎีกา

ชลธิชานั่งรออยู่ในห้องพิจารณาคดีระหว่างรอคำสั่งประกันตัว ต่อมาในเวลาประมาณ 09.58 น. ศาลจังหวัดธัญบุรีมีคำสั่งให้ประกันตัวในชั้นฎีกา โดยใช้หลักประกันเดิมในวงเงิน 150,000 บาท โดยเปลี่ยนสัญญาประกันเป็นของพรรคประชาชน ก่อนที่ชลธิชาจะเดินทางกลับ

สำหรับคดีนี้มีมูลเหตุมาจากการชุมนุม #คาร์ม็อบ11กันยา64 มีเครือข่ายแรงงานเพื่อสิทธิประชาชน, กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย (DRG) และกลุ่มพะยอมเก๋า ร่วมกันจัดกิจกรรม เรียกร้องให้ #ปล่อยเพื่อนเรา โดยตั้งขบวนจากหน้าห้างฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต และเคลื่อนตัวไปยังศาลจังหวัดธัญบุรี เพื่อลงชื่อยื่นขอประกันตัวผู้ต้องหาคดีชุมนุมหน้า บก.ตชด. ภาค 1 จำนวน 5 ราย ได้แก่ ณัฐชนน ไพโรจน์, “บอย” ธัชพงศ์ แกดำ, “ฟ้า” พรหมศร วีระธรรมจารี, “ไมค์” ภานุพงศ์ จาดนอก และ “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์ ซึ่งถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจําอําเภอธัญบุรี

ทั้งนี้ ชลธิชาถูกกล่าวหาในคดีมาตรา 112 จำนวน 2 คดี ขณะยังเป็นนักกิจกรรมในช่วงการเคลื่อนไหวของเยาวชนและประชาชนปี 2563-64 โดยนอกจากคดีนี้ ยังมีคดีที่ศาลอาญา กรณีถูกกล่าวหาจากการโพสต์ข้อความถึงสถาบันกษัตริย์ในการเคลื่อนไหว “ราษฎรสาส์น” เมื่อวันที่ 8 พ.ย. 2563 โดยเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ศาลพิพากษาจำคุก 2 ปี 8 เดือน และชลธิชายังได้รับการประกันตัวระหว่างอุทธรณ์

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง