เส้นทางการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยมี สสร.จากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง กำลังถูกตั้งข้อสงสัยว่าจะรอดหรือจะร่วง เพราะเมื่อ 10 ก.ย.2568 ศาลรัฐธรรมนูญเผยแพร่คำวินิจฉัยเบื้องต้น ตอบคำถามต้องทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่กี่ครั้ง โดยให้ทำ 3 ครั้ง และสามารถทำครั้งที่ 1 และ 2 พร้อมกันได้เลย แต่อนิจจา ศาลรัฐธรรมนูญกลับมีคำวินิจฉัยเพิ่มเติมนอกประเด็นคำถาม คือการระบุด้วยว่า "รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง"
เมื่อคำวินิจฉัยสั้นๆ นี้น่าสงสัยและคลุมเครืออย่างยิ่ง ทำให้หลายฝ่ายตั้งคำถามสำคัญว่านี่เป็นการปิดประตูตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงแล้วหรือไม่ และถ้าไม่ให้ประชาชนเลือกผู้ร่างฯ เราจะมีโมเดลอะไรบ้างที่ยังทำให้ประชาชนยังมีส่วนร่วมกับการร่างรัฐธรรมนูญ
‘ประชาไท’ จับเข่าคุยกับ ‘พริษฐ์ วัชรสินธุ’ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน มาร่วมตอบคำถามในหลายประเด็น ทั้งความเห็นพรรคประชาชนต่อคำวินิจฉัยตุลาการศาล รธน. โมเดล สสร.ของพรรคประชาชน อุปสรรคและจุดที่ต้องจับตาในการผ่านร่างแก้ไข รธน. ‘สามารถจำกัดอำนาจ สสร.ไม่ให้แก้หมวด 1-2 ได้หรือไม่’ และเป็นไปได้ไหมผ่านร่างแก้รัฐธรรมนูญว่าด้วย สสร.ภายใน 4 เดือน
พริษฐ์ วัชรสินธุ โมเดล สสร. พรรคประชาชน หลังศาล รธน. ห้ามเลือก สสร. โดยตรง
ขั้นตอนการร่างรัฐธรรมนูญใหม่เป็นอย่างไร
ขอเกริ่นสั้นๆ ถึงขั้นตอนการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ก่อนเข้าสู่บทสัมภาษณ์พริษฐ์ เพื่อให้มีความเข้าใจพื้นฐานและเกิดความกระจ่างยิ่งขึ้น
กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่สังคมและฝ่ายการเมืองกำลังคุยกัน คือการตั้ง สสร. มาร่างรัฐธรรมนูญใหม่ แต่การจะได้ สสร. ต้องไปแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เพิ่มหมวด 15/1 ซึ่งเมื่อวันที่ 22 ก.ย.ที่ผ่านมา พรรคประชาชนยื่นร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมาตรา 256 เพิ่มหมวด 15/1 ให้ประธานสภาฯ บรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมแล้ว
การแก้มาตรา 256 เพิ่มหมวด 15/1 คือการกำหนดว่าคนที่จะมาเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ หรือสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ จะเป็นใคร มาจากไหน กระบวนการที่มาจะเป็นอย่างไร และมีบทบาทหน้าที่อย่างไร
ปัจจุบัน มี 3 พรรคการเมือง ได้แก่ พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน และพรรคภูมิใจไทย เสนอโมเดลการเลือกตั้ง สสร.โดยอ้อมเข้ามาให้รัฐสภาพิจารณาแล้ว
หลังจากนั้น ประธานสภาจะนำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมรัฐสภา เพื่อให้พิจารณา 3 วาระด้วยกัน แบ่งได้ดังนี้
วาระที่ 1 คือ ชั้น ‘รับหลักการ’
วาระที่ 2 คือ ชั้นคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ที่จะหารือกันบนร่างกฎหมายกี่ฉบับก็ตามที่ผ่านวาระ 1 เพื่อหาข้อสรุปว่าที่มาและบทบาทหน้าที่ของ สสร.เป็นอย่างไร ขั้นตอนการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องทำอย่างไร เป็นต้น
วาระที่ 3 คือให้รัฐสภามีมติพิจารณาเห็นชอบหรือไม่ ซึ่งหากรัฐสภาเห็นชอบ จะนำมาสู่การทำประชามติ
ประชามติจะเกิดขึ้นพร้อมกับการเลือกตั้งทั่วไป จะเป็นการทำประชามติ 2 คำถาม เห็นควรให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ และเห็นด้วยกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพิ่มหมวด 15/1 ที่ผ่านรัฐสภาหรือไม่
หากทำประชามติผ่าน ประชาชนเห็นชอบ ถึงจะเริ่มกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ นำมาสู่การเลือกตั้งหรือคัดเลือก สสร. เพื่อเข้ามาทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญ และเมื่อร่างเสร็จแล้ว ทำประชามติปิดท้าย และเราก็จะได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่
2 เหตุผล ปชน.เห็นแย้งคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ
พริษฐ์ เผยว่า พรรคประชาชนมีจุดยืนชัดเจนมาตลอดว่าอยากให้การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีความยึดโยงกับประชาชนและทำผ่านสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง
ดังนั้น เมื่อปลายปี 2567 พรรคประชาชนได้ยื่นร่างแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เพิ่มหมวด 15/1 ว่าด้วย สสร.เข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมรัฐสภา โดยเสนอให้มีการเลือกตั้ง สสร.ทั้งหมด 200 คน แบ่งเป็น 100 คน ที่เป็นการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตจังหวัด และอีก 100 คนเป็นการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อทั้งประเทศ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ยังไม่ได้ข้อยุติก็คือ จะต้องทำประชามติจำนวนกี่ครั้ง ทำให้ตอนที่ยื่นร่างดังกล่าวมีสมาชิกรัฐสภาบางส่วนไปยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเรื่องจำนวนครั้งของการทำประชามติอีกหน
พริษฐ์ กล่าวต่อว่า เมื่อ 10 ก.ย.ที่ผ่านมา ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยเรื่องการทำประชามติอีกครั้ง โดยแบ่งเป็น 2 ประเด็นหลัก คือ
- “ตอบคำถามที่ถูกถาม” ว่าต้องทำประชามติกี่ครั้ง วันนี้ก็เป็นที่ยุติแล้วว่าต้องทำ 3 ครั้ง แต่ครั้งที่ 1-2 ทำพร้อมกันได้ ทำให้เหลือการทำประชามติ 2 รอบ เรื่องนี้ตรงกับที่พรรคประชาชนยืนยันมาโดยตลอดว่าทำ 2 รอบเพียงพอ ฝ่ายที่เคยเห็นว่าต้องทำ 3 รอบก็ยอมรับแล้วว่าทำ 2 รอบได้ ซึ่งมุมนี้ได้ข้อยุติจริงๆ
- “ตอบสิ่งที่ไม่ได้ถาม” คือ การระบุว่า “รัฐสภาไม่สามารถให้ประชาชนเลือกคนร่างรัฐธรรมนูญได้โตยตรง” และทำให้เกิดข้อสงสัยว่าเป็นการปิดกั้น สสร.ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงหรือไม่
สส.พรรคประชาชน กล่าวต่อว่า พรรคไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยในส่วนหลังด้วย 2 เหตุผล คือ
เหตุผลแรก ในเชิงกระบวนการ เราเห็นว่าเป็นการตอบที่เกินกว่าคำถาม และเมื่อไปย้อนดูตัวญัตติของ สว.และ สส.พรรคเพื่อไทยที่ยื่นไป ก็เห็นว่าไม่ได้มีการถามเกี่ยวกับเรื่องนี้
เหตุผลที่ 2 เราไม่เห็นด้วยในด้านเนื้อหาของคำวินิจฉัยที่เป็นเสมือนกับความพยายามปิดประตู สสร.ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน นอกจากจะขัดกับหลักการของประชาธิปไตยว่าอำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนแล้ว พอไปดูรายละเอียดเหมือนจะขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญปี 2564 เสียด้วยซ้ำว่า อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญเป็นของประชาชน ดังนั้น ถ้าประชาชนมีการเข้าคูหาเพื่อออกเสียงประชามติว่าเห็นด้วยกับการมีกลไกการจัดทำฉบับใหม่ที่เป็น สสร.ที่มาจากการเลือกตั้งหรือไม่ มันก็เป็นสิ่งที่ควรจะเกิดขึ้นได้ภายใต้ครรลองประชาธิปไตย ดังนั้น ต้องยืนยันว่าเราไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ
‘ตอบเกินคำถาม’ ข้อครหา ‘เตะถ่วงร่างรัฐธรรมนูญใหม่’
ต่อประเด็นปัญหาคำวินิจฉัยเกินคำถาม พริษฐ์ มองว่าเบื้องต้นไม่สามารถทราบเจตนาของตุลาการศาลฯ และโดยพื้นฐาน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญควรวินิจฉัยบนพื้นฐานของกฎหมายไม่ควรเอาความเห็นทางการเมืองส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ในการประชุมของคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองฯ สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีตัวแทนของ 3 พรรคการเมืองเข้าร่วมประชุม ได้แก่ พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน และพรรคภูมิใจไทย มีตัวแทนพรรคการเมืองพรรคหนึ่งให้ความเห็นหรือวิเคราะห์ว่า ที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแบบนี้อาจจะเป็นเพราะไม่ต้องการให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ขณะที่ภาคประชาชนหลายส่วนที่ย้อนไปตั้งแต่ปี 2564 ก็มองว่าที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยค่อนข้างคลุมเครือเป็นความพยายามเตะถ่วง หรือสร้างความคลุมเครือจนนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ได้หรือเปล่า
ถ้าจำกันได้จังหวะที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในปี 2564 มันคือจังหวะที่มีร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญหมวด 15/1 ว่าด้วยเรื่อง สสร.เข้าไปในการพิจารณาของสภาฯ จนผ่านวาระ 1 และ 2 มีการโหวตผ่านวาระ 2 (รายมาตรา) แล้ว กำลังจะพิจารณาในวาระ 3 หรือพูดง่ายๆ ว่าถ้าวันนั้นสภาฯ เห็นชอบ ก็จะนำไปสู่การทำประชามติรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญได้เลย แต่กลับถูกคัดค้านและมีการส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าต้องทำประชามติก่อนรับ ‘หลักการ’ (วาระที่ 1) หรือไม่ อย่างไรก็ตาม การวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญค่อนข้างคลุมเครือ และเป็นผลให้มีคนใช้เป็นข้ออ้าง ‘ไม่เห็นชอบ’ ในการลงมติในวาระ 3 เพราะบอกว่าต้องทำประชามติก่อนวาระที่ 1
“มันก็อาจจะวิเคราะห์เช่นนี้ได้ว่า มันมีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองหรือเปล่า ลึกๆ แล้วมาจากความไม่ต้องการจะให้มีการจัดทำฉบับใหม่ แต่ผมก็ต้องหวังว่าไม่เป็นเช่นนั้น หวังว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ใช้ความคิดเห็นส่วนตัวทางการเมืองมาประกอบการวินิจฉัยหรือแสดงความเห็น” พริษฐ์ กล่าว
ถอดสูตรโมเดล สสร.พรรคประชาชน บนข้อจำกัดคำวินิจฉัย
22 ก.ย. 2568 พรรคประชาชนได้ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพิ่มหมวด 15/1 พริษฐ์ ระบุว่า โมเดล สสร.ของพรรคประชาชน ออกแบบภายใต้ ‘ข้อจำกัด’ เพื่อไม่ให้ขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จึงมีการออกแบบ 2 กลไกคู่ขนานกัน แบ่งเป็น คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และสภาที่ปรึกษาการยกร่างรัฐธรรมนูญ

1.คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ
จะมีหน้าที่ยกร่างเขียนข้อความในรัฐธรรมนูญ ซึ่งพรรคประชาชนมองว่าไม่ควรมีคนเยอะเกินไป จึงวางไว้ 35 คน อย่างไรก็ดี เนื่องด้วยข้อจำกัดจากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ห้ามให้ประชาชนเลือกคนร่างฯ โดยตรง จึงออกแบบให้ประชาชนเลือกสมาชิก กมธ. ผ่านการเลือกตั้ง จำนวน 70 คน โดยใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง คนที่อยากเป็นผู้ร่างฯ ก็รวมตัวกันเป็นทีมลงสมัครรับเลือกตั้ง ระบบเลือกตั้งจะคล้ายๆ กับ สส.บัญชีรายชื่อ ทีมไหนได้คะแนนเยอะก็จะได้จำนวนคนที่จะผ่านเข้ารอบเข้าไปอยู่ใน 70 คนตามสัดส่วน
สมมติทีม A ได้คะแนนทั้งหมด 10% จากผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งทั่วประเทศ ทีม A จะได้ทั้งหมด 10% หรือเท่ากับ 7 รายชื่อในลำดับที่ 1-7 ของทีมจะได้เข้าไปอยู่ใน กมธ. 70 คน
จากนั้นจะให้รัฐสภาทำหน้าที่คัดเลือก เพียงแต่ไม่ได้ให้รัฐสภาใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งในการคัดเลือก เพราะบางพรรคอาจสามารถกำหนดทิศทางได้ สมมติบางพรรคการเมืองมี สส.ทั้งหมด 200 คน และมี สว.ที่คิดคล้ายๆ เขาอีก 160 คน รวมเป็น 360 คน
“เขาแทบจะจิ้มด้วยตัวเองเลย ใช้เสียงข้างมากของเขาจิ้มเลย 35 คนว่าจะเอาคนไหน ซึ่งมันจะไม่สะท้อนความหลากหลาย เราก็เลยแบ่งตามสัดส่วนของ สส. และ สว. และสัดส่วนพรรคการเมือง
“ข้อท้าทายที่ตามมาคือ สว. ก็ไม่ได้มีพรรคการเมืองอีก เลยใช้วิธีว่า เรามีสมาชิกรัฐสภาจำนวน 700 คน เรามีคณะกรรมาธิการจำนวน 35 คน ก็เอามาหารกัน เฉลี่ยก็คือสมาชิกรัฐสภา 20 คน สามารถเข้าชื่อเสนอสมาชิก กมธ.ได้ 1 คน และ สส. และ สว. 1 คน ห้ามเสนอ (คนมาเป็น กมธ.) มากกว่า 1 คน” พริษฐ์ กล่าว
ดังนั้น โดยธรรมชาติ ถ้าพรรคการเมืองหนึ่งมี สส. 80 คน ก็เท่ากับว่าพรรคนั้นมีสิทธิเลือก สมาชิก กมธ. ได้ 4 คน
ในขณะที่ สว.ไม่สังกัดพรรคการเมือง ก็ไปจับกลุ่มเพื่อเสนอสมาชิก กมธ.เช่นกัน พริษฐ์ระบุว่าการกำหนดแบบนี้เพื่อให้ สว.เสียงข้างน้อย มีส่วนร่วมในการคัดเลือก กมธ.ยกร่างฯ ด้วย
ส่วนคำถามว่าทำไมถึงใช้ระบบการเลือกตั้งกรรมาธิการยกร่างฯ แบบทีม แทนที่จะใช้แบบรายบุคคล
พริษฐ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องการลดขั้นตอนความยุ่งยากซับซ้อนของกระบวนการเลือกตั้ง เพราะการเลือกตั้งกรรมาธิการฯ ใช้เขตเป็นระดับประเทศ จินตนาการว่ามีผู้สมัครทั่วประเทศ 1,000 คน เราก็ต้องมาออกแบบว่า ประชาชนมีสิทธิเลือกแค่ 1 หมายเลขหรือต้องเลือก 70 หมายเลข ดังนั้น เพื่อลดความซับซ้อนยุ่งยากดังกล่าวเลยให้สมัครกันเป็นทีม ทำให้ผู้สมัครที่มีแนวคิดคล้ายๆ กันไปฟอร์มเป็นทีม บัตรเลือกตั้งก็จะระบุหมายเลขไม่ยาว สามารถวิเคราะห์ข้อดี-ข้อเสียของผู้สมัครได้ง่ายกว่าต้องดูหลักพันคน
2.สภาที่ปรึกษาการยกร่างรัฐธรรมนูญ
กลไกที่ 2 ที่มาคู่ขนานคือ สภาที่ปรึกษายกร่างรัฐธรรมนูญ หน้าที่ไม่ใช่การลงมือร่างฯ แต่เป็นตัวแทนประชาชนที่ไปสะท้อนความต้องการว่าต้องการรัฐธรรมนูญแบบไหน คณะยกร่างฯ เริ่มยกร่างมาในระดับหนึ่งก็อาจจะเอาตัวนั้นไปสอบถามความเห็นประชาชนว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยอย่างไร จากนั้นก็สะท้อนกลับไปที่คณะผู้ยกร่างฯ
ที่มาของสภาฯ จะมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน 100 คน เพราะไม่มีข้อจำกัดของศาลรัฐธรรมนูญ และวิธีการออกแบบให้แบ่งตามเขตจังหวัด แต่ละจังหวัดจะมีที่สมาชิกสภาที่ปรึกษาฯ 1-5 คน ตามสัดส่วนจำนวนประชากร ลงสมัครเป็นรายบุคคล สมมติจังหวัดนั้นมีสมาชิก 2 คน ก็คือใครได้อันดับ 1-2 ก็ได้เป็นสมาชิกสภาฯ
“ถ้าเปรียบเหมือนบ้าน เมื่อประชาชนออกแบบเสร็จก็ยังต้องมาผ่านประชามติ ถามเจ้าของบ้านก่อนว่าเห็นชอบหรือไม่ แต่เราไม่อยากแค่ให้เจ้าของบ้านหรือประชาชนเห็นแค่แบบบ้านอย่างเดียว แต่เราจะทำยังไงให้ประชาชนมีส่วนร่วมให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ตราบที่ไม่ขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ
“เราเลยให้ประชาชนเลือกบัญชีสถาปนิกมาส่วนหนึ่งก่อน 70 คน และให้รัฐสภาซึ่งโดยหลักจะเป็นตัวแทนของเจ้าของบ้านอยู่แล้ว คัดมาอีกทีหนึ่งว่าจะใช้สถาปนิก 35 คนไหน แล้วเราก็ให้ประชาชนเลือกตัวแทนหมู่บ้านอีก 100 คน มาทำหน้าที่ในการกำกับดูแลการทำงานของสถาปนิก เพื่อให้แบบบ้านที่ออกมาปลายทางก่อนทำประชามติใกล้เคียงกับความต้องการประชาชนมากที่สุด” พริษฐ์ เปรียบเปรย
เสียงสภาที่ปรึกษาฯ ดังแค่ไหน
สส.พรรคประชาชน มองด้วยว่า สภาที่ปรึกษาฯ สามารถเสนอความเห็น แล้วคณะกรรมาธิการยกร่างฯ จะรับฟังมากแค่ไหน ขึ้นอยู่กับว่ากระบวนการรับฟังความคิดเห็นจะสร้างความตื่นตัวให้กับประชาชนมากขึ้นได้หรือไม่ ยิ่งเสียงของประชาชนดังมากเท่าไร มีความเห็นเหตุเป็นผล กมธ.ยกร่างก็ปฏิเสธความรับผิดชอบได้ยาก
พริษฐ์ เปรียบเทียบฟังก์ชันกับ สสร. ปี 2539 สิ่งที่สภาที่ปรึกษาฯ มีในกำมือตอนนี้ที่ได้เปรียบยิ่งกว่าคือ ‘เทคโนโลยี’ ที่จะหยั่งเสียงและรวบรวมความเห็นของประชาชนในประเด็นการยกร่างเรื่องต่างๆ ได้ สมมติถามว่าเราควรออกแบบกลไกรัฐสภาเป็นสภาเดี่ยวหรือ 2 สภา ควรออกแบบการได้มาซึ่งศาลรัฐธรรมนูญอย่างไร หรือควรมีศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ แทนที่จะรับฟังความเห็นเป็นรายบุคคล เราสามารถใช้เทคโนโลยีเพื่อหยั่งเสียงสังคมในวงกว้างได้ และถ้ามีคนเข้ามาแสดงความเห็นเยอะเท่าไร ก็ยิ่งยากที่ กมธ.จะปฏิเสธการยกร่าง
“ยกตัวอย่างเปรียบเทียบ พรรคประชาชนมีสมาชิกอยู่ 100,000 คนทั่วประเทศ เราใช้เทคโนโลยีรับฟังเสียงของสมาชิก ถ้าเป็นประเด็นที่สมาชิกฯ ให้ความสำคัญมันรับฟังเสียงได้เยอะเหมือนกัน อย่างตอนตัดสินใจเรื่องการโหวตเรื่องนายกฯ เราใช้เวลารับฟังความเห็นผ่านช่องทางออนไลน์ไม่ถึง 48 ชั่วโมง แต่มีสมาชิกเข้ามาตอบคำถาม 25,000 กว่า คือ 25% ซึ่งถือว่าเยอะมาก
“ถ้าเราเอาเทคโนโลยีมาใช้ มันก็จะทำให้เสียงของประชาชนดังขึ้น และกรรมาธิการยกร่างฯ ก็จะปฏิเสธตรงนี้ยาก” พริษฐ์ กล่าว
ท้ายสุด หาก กมธ.ยกร่างออกมาขัดกับเจตนารมณ์ของคนจำนวนมาก มันยังจะต้องผ่านอีก 2 ขั้นตอน คือ
1. ความเห็นชอบของรัฐสภา ซึ่งเป็น สส.ที่มาจากการเลือกตั้ง หากพวกเขามองว่าร่างนี้ขัดกับความต้องการของประชาชน ถ้ายกมือให้ผ่านก็อธิบายกับประชาชนยาก
2.แม้ผ่านรัฐสภามาแล้วก็ต้องผ่านประชามติ หากมันขัดกับความต้องการของประชาชนจริงๆ มันก็จะไปตกในขั้นตอนประชามติ
4 หลักการเบื้องหลังโมเดล สสร.
พริษฐ์ กล่าวต่อว่า แนวคิดเบื้องหลังการออกแบบโมเดล เป็นหลักการที่มีข้อตกลงร่วมกันภายในการประชุมคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองฯ โดยมีการคุยกัน 4 หลักการ คือ
1. เห็นด้วยกันว่าต้องมีกลไกเสริมขึ้นมาจากกลไกเดิม ไม่ใช่เป็นแค่รัฐสภาอย่างเดียวหรือให้รัฐสภาไปตั้งกรรมาธิการโดยใช้ สส. และ สว.ในการยกร่าง หลายคนเห็นตรงกันว่า ภารกิจของสมาชิกรัฐสภามีเยอะอยู่แล้วอาจทำให้ประชาชนที่ไม่ได้ยึดโยงกับ สส. และ สว. เพื่อมีส่วนร่วมได้เท่าที่ควร
2.เห็นตรงกันว่าต้องมีตัวแทนระดับจังหวัด และตัวแทนระดับประเทศ ถ้ามองในเชิงคอนเซ็ปต์คือเป็นตัวแทนเชิงพื้นที่และตัวแทนเชิงประเด็น ตัวแทนเชิงพื้นที่ก็เพื่อให้ทุกพื้นที่มีตัวแทนเข้ารับฟังความคิดเห็น ไม่ให้มีตรงไหนตกหล่น ส่วนตัวแทนเชิงประเด็น อาจเป็นคนที่มีความเชี่ยวชาญในประเด็นแบบใดแบบหนึ่ง แต่เขาอาจไม่ได้มีผู้สนับสนุนในจังหวัดเยอะ ถ้าลงสมัครระดับจังหวัดอาจไม่ได้ชนะเลือกตั้ง แต่กลับกัน ถ้าเขาไปลงสมัครในระดับประเทศ เขาอาจจะได้รับการสนับสนุนมากขึ้นจากทุกจังหวัด
3.ทำอย่างไรให้เสียงของประชาชนดังที่สุดเท่าที่จะดังได้ โดยไม่ขัดกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ จึงออกแบบให้มีการเลือกตั้งมาก่อนส่วนหนึ่ง และให้รัฐสภาที่มีหน้าที่คัดเลือกจากบัญชีคนที่ได้รับเลือกจากประชาชนในเบื้องต้น
4.ต้องไม่เกิดการผูกขาด เราถึงออกแบบว่าเวลารัฐสภาคัดเลือกต้องไม่ใช้ระบบเสียงเกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภา นั่นเพราะจะทำให้เสียงข้างน้อยอาจจะตกหล่นไป
ขั้นตอนการร่างรัฐธรรมนูญ สสร.ทำอะไรได้แค่ไหน?
พริษฐ์ กล่าวต่อว่า หลังกรรมาธิการยกร่างเสร็จ จะมีการนำรัฐธรรมนูญฉบับที่เสร็จแล้วเข้าที่ประชุมสภาที่ปรึกษาฯ แต่สภาที่ปรึกษาฯ จะไม่สามารถแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงร่างรัฐธรรมนูญใหม่ได้ ทำได้แค่อภิปรายลงความเห็น ไม่มีการลงมติ แล้วนำความเห็นจัดทำเป็นรายงาน
จากนั้น นำร่างรัฐธรรมนูญบวกกับความเห็นของสภาที่ปรึกษาฯ ส่งไปที่รัฐสภาเพื่อให้ความเห็นชอบ หากได้รับความเห็นชอบก็จะส่งไปทำประชามติถามประชาชนว่าจะเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญใหม่นี้หรือไม่
ถ้าประชามติผลออกมาไม่เห็นชอบก็ทำให้ร่างรัฐธรรมนูญตกไป และหากจะริเริ่มขึ้นมาใหม่ก็ให้สิทธิ ครม. สส. และ สว. สามารถเสนอให้รื้อฟื้นกลับมาได้ โดยใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภาอนุมัติให้มีการรื้อฟื้น นำไปสู่การเลือกตั้งสมาชิกสภาที่ปรึกษาฯ โดยตรงและ 70 แคนดิเดตของ กมธ.ยกร่างฯ ดำเนินต่ออีกรอบหนึ่ง
พริษฐ์ กล่าวต่อว่า เหตุที่ร่างรัฐธรรมนูญต้องผ่านรัฐสภา เพราะว่าเป็นข้อจำกัดของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญอีกเช่นกัน หากดูร่างเดิมที่พรรคประชาชนเคยเสนอกำหนดว่าเมื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จแล้ว เข้าที่ประชุมรัฐสภา เพื่อให้ สส. และ สว.อภิปรายแสดงความเห็นได้แต่ไม่มีการลงมติ แต่เมื่อเจอข้อจำกัดจากคำวินิจฉัยที่ระบุว่า “รัฐสภาห้ามประชาชนเลือกผู้ร่างโดยตรง” และมีการพูดถึงหลายครั้งด้วยว่า “รัฐสภาต้องจัดทำร่างฯ ฉบับใหม่” เราก็เลยเขียนแบบนี้ รัฐสภาก็ต้องมีส่วนเกี่ยวข้องทั้งต้นน้ำและปลายน้ำของกระบวนการ ต้นน้ำคือ รัฐสภาคัดเลือกคนมาร่างฯ จากบัญชีรายชื่อ 70 คนที่ประชาชนเลือกมาให้เหลือ 35 คน ปลายน้ำคือ รัฐสภาให้ความเห็นชอบอีกครั้งหนึ่ง
รีบเสนอโมเดลเกินไป? ไม่รอคำวินิจฉัยตัวเต็มศาลรัฐธรรมนูญ
สส.พรรคประชาชน ระบุว่า บางฝ่ายกังวลว่าหากคำวินิจฉัยตัวเต็มออกมาแล้วผลอาจปรากฏว่าไม่ได้ห้ามให้มี สสร.จากการเลือกตั้งก็ได้ เช่นนั้นจะแก้ไขไม่ทันเพราะยื่นร่างไปแล้ว เรื่องนี้ยืนยันว่าไม่เร็วเกินไป คำวินิจฉัยรัฐธรรมนูญฉบับเต็ม จากการสอบถามรองประธานสภาฯ คนที่ 1 คาดว่าน่าจะได้คำตอบในอีก 1-2 สัปดาห์ข้างหน้า (29 ก.ย. จนถึง 10 ต.ค. 2568) สมมติถ้าเห็นฉบับเต็มและโมเดล สสร.ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนไปต่อได้ เราก็สามารถหยิบร่างที่พรรคประชาชนเคยเสนอไว้ในรัฐสภาเมื่อช่วงปลายปี 2567 ขึ้นมาพิจารณาได้
พรรคประชาชน ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพิ่มหมวด 15/1
4 เดือนเป็นไปได้ แก้รัฐธรรมนูญ เพิ่มกลไก สสร.
พริษฐ์ กล่าวต่อว่า ตามข้อตกลง MOA ระหว่างพรรคภูมิใจไทย-พรรคประชาชน ต้องมีการยุบสภาฯ ภายใน 4 เดือน หรือต้องยุบสภาฯ ภายในปลาย ม.ค. 2569
ดังนั้น หากว่าพรรคการเมืองทุกพรรค ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพิ่มหมวด 15/1 ว่าด้วยกลไก สสร.ให้ประธานรัฐสภาได้เร็วหรือไม่เกิน 25 ก.ย.2568 คาดว่าจะสามารถเปิดประชุมสมัยพิเศษ พิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ หมวด 15/1 ได้ภายในต้นจนถึงกลางเดือน ต.ค. 2568
- ปลาย ต.ค.- ธ.ค. 2568 - กมธ.สามารถใช้ช่วงปิดสมัยการประชุมสภาฯ ในการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ เป็นระยะเวลา 2 เดือน
- ปลาย ธ.ค. 2568 - เปิดสมัยประชุม รัฐสภาต้องเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ วาระที่ 2 และ วาระที่ 3
- ม.ค. 2569 - ตัดสินใจเลือกวันเลือกตั้งทั่วไป และวันทำประชามติเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ หมวด 15/1 พร้อมกัน
“หมุดหมายสำคัญคือตรงนี้ คือทำยังไงให้รัฐสภาเห็นชอบในวาระ 2 กลางเดือน ธ.ค.2568 ทีนี้ ถ้าเราเดินหน้าเปิดการประชุมวาระที่ 1 ได้เร็วเท่าไร กรรมาธิการวิสามัญฯ จะมีเวลามากขึ้นเท่านั้น
“ถ้าสมมติว่ามีการเลื่อนไปเปิดประชุม วาระที่ 1 กลางหรือปลายเดือน ต.ค. 2568 เงื่อนไขของเราก็คือยังไงก็ต้องผ่านวาระที่ 2-3 ในเดือน ธ.ค. 2568 ต้องจับให้มั่น กมธ.ก็อาจจะมีเวลาที่น้อยลง ทางที่ดีคือผ่านวาระที่ 1 ให้เร็ว กมธ.จะได้มีเวลาเต็มที่” พริษฐ์ กล่าว
ทั้งนี้ พรรคภูมิใจไทย ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพิ่มหมวด 15/1 ว่าด้วย สสร. เมื่อ 24 ก.ย. 2568 และพรรคเพื่อไทย ก็ยื่นแล้วเช่นเดียวกัน เมื่อ 25 ก.ย. 2568
2 ตัวแปรผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ
พริษฐ์ กล่าวต่อว่า มี 2 ตัวแปรที่จะทำให้ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เพิ่มหมวด 15/1 ว่าด้วย สสร.ผ่าน คือ
ปัจจัยที่ 1 มติเอกฉันท์ของ 3 พรรคการเมืองที่มี สส.มากที่สุดในสภาฯ ได้แก่ พรรคประชาชน-เพื่อไทย-ภูมิใจไทย ถ้า 3 พรรคการเมืองเห็นตรงกันทั้งเรื่องไทม์ไลน์ และกรอบเนื้อหาสาระก็จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่ทำให้เป็นไปตามไทม์ไลน์ 4 เดือนได้ นอกจากนี้ไทม์ไลน์ใน MOA ของพรรคประชาชน ตัวแทนทั้งจากพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย เคยประกาศในที่สาธารณะหรือการประชุม กมธ.ว่าเห็นด้วยกับระยะเวลาดังกล่าว
ปัจจัยที่ 2 สว. ในมุมของพรรคประชาชน เราคงทำเต็มที่อยู่แล้วในการโน้มน้าว สว. แต่คิดว่าทุกพรรคการเมืองโดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทยในฐานะแกนนำรัฐบาลคงต้องทำเต็มที่ด้วย ในการเดินสายคุยกับสมาชิกวุฒิสภาในการให้ความเห็นชอบกับการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าว
“ตั้งแต่ สว.ชุดนี้เข้ามาทำหน้าที่ ยังไม่เคยลงมติต่อร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเลยสักครั้ง สุ้มเสียงที่เราได้ยินที่ผ่านมา ความเห็นที่เราได้ยินจากสมาชิกวุฒิสภาบางรายในการประชุมอื่นๆ มันก็มีบางส่วนที่ดูจะไม่ค่อยสนับสนุนการจัดทำฉบับใหม่ ผมคิดว่าทางทุกพรรค รวมถึงภูมิใจไทยที่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลต้องเร่งทำความเข้าใจกับ สว.ให้โหวตเห็นชอบกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ” สส.พรรคประชาชน ระบุ
ทั้งนี้ ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 256 (3) และ (6) ระบุว่า การโหวตผ่านร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ รายมาตรา ในวาระที่ 1 และวาระที่ 3 ต้องใช้เสียง สว.จำนวน 67 คนจากสมาชิกทั้งหมด 200 คน หรือคิดเป็นจำนวน 1 ใน 3 ของวุฒิสภา
พรรคภูมิใจไทย ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยหมวด สสร. (ที่มา: เพจเฟซบุ๊ก พรรคภูมิใจไทย)
จุดจับตาชั้น กมธ.
พริษฐ์ กล่าวต่อว่า สำหรับพรรคประชาชนไม่ได้นิ่งนอนใจ และไม่ได้วางใจว่าทุกอย่างจะเดินไปได้ด้วยดี โดยไม่ต้องติดตามอะไรเลย เราพยายามติดตามการทำงานของทุกพรรคการเมืองโดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทยว่าความคืบหน้าของเขาเป็นอย่างไร
อย่างไรก็ตาม สส.พรรคประชาชน มองว่าจุดจับตาจะอยู่การหารือในวาระที่ 2 หรือที่เรียกว่าชั้นคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ เพราะว่าท้ายที่สุดเมื่อ กมธ.หารือกัน เราไม่รู้ว่ากลไกของสภาร่างรัฐธรรมนูญจะออกมาเป็นแบบไหน หรือจะออกมาไม่เป็นเหมือนร่างกฎหมายที่ยื่นเข้าไปของทั้ง 3 พรรคเลยก็ได้ หรืออาจจะเป็นส่วนผสมผสานของทั้ง 3 ร่างฯ ก็ได้ ข้อถกเถียงมันจะเกิดขึ้นในชั้น กมธ. ดังนั้น ยิ่งผ่านวาระที่ 1 เร็ว ก็ยิ่งมีเวลาหารือถกเถียงกันเยอะ
พริษฐ์ กล่าวว่า ในการแถลงนโยบายของพรรคภูมิใจไทย จะมีการฉายภาพให้ประชาชนได้ชัดขึ้น ทั้งประเด็นการตรวจสอบ การรักษาสัญญา MOA ของพรรคภูมิใจไทย จะมีการตรวจสอบอย่างไร ภายในเมื่อไรจะต้องเกิดขึ้น และมีอะไรที่เข้าข่ายการบิดเบือนออกจากสัญญา MOA
กรอบหน้าที่ สสร.อาจถูกบังคับไม่ให้แก้ หมวด 1 หรือ 2
พริษฐ์ กล่าวว่า คำถามใหญ่ในเรื่องประชามติถูกล็อกโดยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งระบุว่าในการทำประชามติ 3 ครั้งต้องตั้งคำถามอย่างไร
1. ให้ประชาชนออกเสียงประชามติว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่
2. ให้ประชาชนออกเสียงประชามติเกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่า มีวิธีการและเนื้อหาที่สำคัญอย่างไร และ
3. ภายหลังรัฐสภาจัดทำรางรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จแล้ว ให้ประชาชนออกเสียงประชามติว่าเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่
พริษฐ์ มองว่า คำถามประชามติ ถูกล็อกด้วยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว แต่การร่างกฎหมายไม่ให้ สสร. แก้ไขหมวด 1 หรือหมวด 2 ก็คงต้องไปถกเถียงในเชิงกฎหมาย แต่ในข้อเท็จจริงในทางการเมือง อย่างถ้าเราย้อนไปดูหมวด 15/1 ในรัฐสภาชุดที่แล้ว มันก็มีการเขียนในลักษณะนี้อยู่ว่า กรอบการจัดทำฉบับใหม่จะต้องมีเนื้อหาที่เป็นอย่างไร หรือไม่เป็นอย่างไร
"ร่างของพรรคประชาชน เราไม่ได้เขียนไปล็อกหมวดใดหมวดหนึ่ง แต่เราเขียนในเรื่องกรอบเนื้อหาที่สำคัญ เช่นสิ่งที่เรายืนยันมาตลอดว่า การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะไม่ไปเป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบรัฐ ระบอบการปกครองประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งอันนี้ไม่เขียนในหมวด 15/1 มันก็ล็อกในรัฐธรรมนูญ มาตรา 255 อยู่แล้ว แต่รอบนี้เราเขียนกรอบเนื้อหาอื่นๆ เข้าไปด้วย เนื้อหากว้างๆ เพื่อให้มันตอบเจตนารมณ์ของประชาชนได้ด้วยว่า กรอบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีเนื้อหาแบบไหน"
"แน่นอนว่าของเราไม่ได้ลงรายละเอียดรายมาตรา แต่เราก็จะเขียน เช่น อยากให้เน้นเรื่องการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ สวัสดิการขั้นพื้นฐาน ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ อยากให้เน้นเรื่องการออกแบบสถาบันทางการเมืองให้ยึดโยงกับประชาชน ให้ประชาชนตรวจสอบถ่วงดุลได้ มีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น เราเขียนว่าให้ออกแบบการบริหารราชการแผ่นดินที่สามารถขับเคลื่อนนโยบายได้คล่องตัวและเท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลง หรือว่าเขียนไว้ว่าให้มีกลไกในการป้องกันการทุจริต การขจัดเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อนที่มีประสิทธิภาพ เราก็จะใส่ในมาตราหนึ่งของหมวด 15/1 ของเราว่าเป้าหมายหรือกรอบเนื้อหาที่สำคัญ เราอยากให้เป็นอย่างไร และอีก 2 พรรคจะเขียนกรอบตรงนี้ออกมาว่าเป็นอย่างไร" พริษฐ์ กล่าว
โดยทั่วไป ถ้าเป็นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา ที่ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา เช่น ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ไปแตะองค์กรอิสระ รัฐธรรมนูญ มาตรา 256 (8) บอกว่าหลังจากผ่านรัฐสภา วาระ 3 มาแล้ว ต้องทำประชามติ ส่วนคำถามถูกเคาะมาอยู่แล้วก็คือคุณเห็นชอบกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราที่รัฐสภาเห็นชอบหรือเปล่า
คำถามประชามติ ที่ไม่เกี่ยวกับกระบวนการทางสภาฯ สมมติ อยากถามว่าเห็นด้วยกับนโยบาย EEC หรือไม่ ส่วนนี้ ครม.จะเป็นคนเคาะคำถาม
ส่วนคำถามประชามติร่างรัฐธรรมนูใหม่ ถูกล็อกด้วยคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ มันก็ทำให้คำถามประชามติที่จะจัดพร้อมการเลือกตั้งมี 2 คำถาม คือข้อที่ 1 สมควรให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ส่วนคำถามที่ 2 เป็นไปตามมาตรา 256 (8) คือเห็นด้วยกับร่างแก่ไขรัฐธรรมนูญ หมวด 15/1 ที่จะผ่านรัฐสภา
ทำไมต้องทำให้ประชาชนยึดโยงกับรัฐธรรมนูญ
พริษฐ์ มองว่า เจตนารมณ์ของพรรคประชาชนคือการออกแบบรัฐธรรมนูญให้ยึดโยงกับประชาชนมากที่สุด และประชาชนควรเข้าไปมีส่วนร่วมตลอดกระบวนการให้ได้มากที่สุด ไม่ใช้แค่รอลงประชามติปลายทางอย่างเดียว
ส่วนสิ่งที่เป็นปัญหามากที่สุดของรัฐธรรมนูญปี 2560 คือการขยายอำนาจของหลายสถาบันทางการเมืองที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน แต่มีอำนาจขัดขวางเจตนารมณ์หรือตัวแทนของประชาชนที่แสดงออกผ่านการเลือกตั้งได้ เช่น สว.ที่มีอำนาจเยอะและไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ศาลรัฐธรรมนูญหรือองค์กรอิสระที่ขยายขอบเขตอำนาจ มีที่มาจาก สว.ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง กลไกที่ประชาชนเคยมีในการตรวจสอบถ่วงดุลที่หายไป
“ผมยืนยันว่าไม่เคยบอกว่า การจัดทำฉบับใหม่เสร็จแล้ว การค้าขายจะดีขึ้นทันที ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันจะหายไปทันทีข้ามคืน แต่ผมคิดว่ายิ่งเรามีการเมืองมีประสิทธิภาพในการแปรความต้องการของประชาชน ออกมาเป็นนโยบายที่สามารถทำสำเร็จได้เท่าไร ยิ่งเรามีระบบการเมืองที่ผู้มีอำนาจทุกคนของทุกสถาบันทางการเมือง สามารถถูกตรวจสอบได้มากเท่าไร ผมว่าปัญหาปากท้อง ปัญหาทุจริตคอรัปชันก็จะดีขึ้น
"สมมติพรุ่งนี้มลพิษหายไปเลยอากาศบริสุทธิ์ขึ้นมา มันอาจจะไม่ทำให้การค้าขายดีขึ้นทันทีทันใด แต่แน่นอนถ้าเราอยู่ในสังคมที่ถ้าอากาศที่บริสุทธิ์ขึ้น ในที่สุดก็กระทบต่อสุขภาพของเรา กระทบต่อความเป็นไปได้ในการค้าขายของเรา ในการทำมาหากินของเรา ผมคิดว่ารัฐธรรมนูญก็เป็นแบบนั้น มันอาจเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ แต่สุดท้ายมันเป็นปัจจัยที่ทำให้เรามีระบบการเมืองสุขภาพที่ดีในการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน" สส.พรรคประชาชน ระบุ
ต้องไม่หยุดสื่อสาร
ท้ายที่สุด สส.พรรคประชาชน ระบุว่า เขาอยากฝากข้อเรียกร้องถึงคน 5 กลุ่ม ประกอบด้วย
- คนกลุ่มแรกคือพรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทย อยากให้เนื้อหาสาระของร่างรัฐธรรมนูญ ออกแบบกลไกการจัดทำฉบับใหม่ ให้ประชาชนมีส่วนร่วมให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ตราบเท่าที่ไม่ขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ
- อยากฝากถึง สส. และ สว. ทุกคนศึกษาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของทุกพรรค และหวังว่าจะให้ความเห็นชอบในวาระที่ 1 เพื่อเดินหน้าสู่การจัดทำฉบับใหม่ได้จริงๆ
- อยากฝากถึงประธานรัฐสภา เปิดประชุมรัฐสภาสมัยพิเศษโดยเร็ว เพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของทุกพรรคในวาระ 1 ภายในต้นเดือน ต.ค. 2568
- อยากฝากถึงอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แสดงภาวะความเป็นผู้นำเดินสายพูดคุยกับ สส. และ สว. เพื่อให้ความเห็นชอบการแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งตอนนี้ได้กลายเป็นนโยบายหลักของรัฐบาลตามเงื่อนไข MOA
- อยากฝากถึงภาคประชาชน เชิญชวนติดตามและตรวจสอบกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญต่อไป
ท้ายที่สุด สส.พรรคประชาชน ยืนยันว่า สิ่งที่ต้องทำต่อไปคือการทำงานเชิงความคิด สื่อสารประชาชนว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่สำคัญ หรือมีประโยชน์อย่างไร เพราะว่าถ้าทำไม่สำเร็จ ต่อให้สู้จนมีประชามติแล้ว แต่ประชาชนไม่เห็นด้วย รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็คงไม่เกิดขึ้น
"ผมว่าเราต้องช่วยกันและช่วยสื่อสารให้เห็นชัดว่าแก้ไขรัฐธรรมนูญจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้ว ชีวิตประชาชนจะดีขึ้นยังไง เพราะว่าถ้าเราทำตรงนั้นไม่สำเร็จ ประชาชนไม่ได้เห็นไปในทิศทางนั้น เราสู้กันแทบตายให้มีประชามติได้ แต่ถ้าประชามติไม่ผ่านความเห็นชอบของประชาชน รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็ไม่เกิด" พริษฐ์ ทิ้งท้าย
