Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ภาคประชาชนเร่ง กกต.ตรวจสอบโกงเลือก สว. ชี้ประเด็น กกต.ต้องรีบตรวจสอบก่อนหมดวาระ กังวลถ้า กกต.ชุดใหม่ที่ สว.ชุดล่าสุดนี้เลือกจะยังได้ตรวจสอบอีกหรือไม่ พร้อมส่งหลักฐานและชี้ว่าเกิดการลงคะแนนที่ผิดปกติ โอกาสผู้สมัคร 2 คนจะลงคะแนนเรียงเลขเหมือนกันมีแค่ 1 ใน 5,566 ล้านล้านล้าน

5 มีนาคม 2568 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งกลุ่มประชาชนร่างรัฐธรรมนูญ (Con for All)  เดินทางมาเพื่อยื่นเอกสารภาพถ่าย หลักฐาน รวมถึงข้อค้นพบจากการสังเกตการณ์การเลือกสมาชิกวุฒิสภาเมื่อปี 2567 ว่าเกิดความผิดปกติในการลงคะแนนคัดเลือก สว.ตั้งแต่ระดับจังหวัดจนถึงระดับประเทศ

ณัชปกร นามเมือง ตัวแทนกลุ่มกล่าวว่า การเลือก สว.ครั้งที่ผ่านมามีปัญหาตั้งแต่ข้อกฎหมาย พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 ที่เปิดให้ช่องให้เกิดการจัดตั้งเพื่อรวบรวมคะแนนเสียงได้ตามกฎหมาย จะมีแต่เพียงกรณีที่มีการให้จ้างลงรับสมัคร แล้ว กกต.ยังล้มเหลวให้ข้อมูลอย่างเพียงพอแก่ประชาชนให้เข้าใจถึงกระบวนสมัครรับเลือกเป็น สว.ทำให้มีคนที่ร่วมสมัครเข้ามารับเลือกจำนวนน้อยกว่าเป้าหมายของ กกต. ซึ่งยิ่งทำให้ผู้ที่ต้องการทุจริตทำได้ง่ายมากยิ่งขึ้นแล้วระเบียบของ กกต.เองยังกีดกันประชาชนในการเข้ามามีส่วนร่วมด้วย

ชยพล ดโนทัย จากโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) อธิบายถึงข้อผิดสังเกตต่างๆ ที่พบจากการสังเกตการณ์เลือก สว. ดังนี้

  • มี 8 จังหวัดที่มีผู้สมัคร สว. ผ่านเข้าสู่รอบเลือกไขว้เกือบทั้งจังหวัด ได้แก่ บุรีรัมย์ พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง สตูล เลย อำนาจเจริญ ยโสธร สุรินทร์ ซึ่งล้วนเป็นจังหวัดที่เป็นพื้นที่ของพรรคการเมืองสีน้ำเงิน และมี สว.จำนวน 52 คนหรือ 1 ใน 4 มาจากจังหวัดเหล่านี้ โดย สว.เหล่านี้ได้คะแนนเสียงติดท็อปมาตั้งแต่ระดับอำเภอจนถึงระดับประเทศ โดยเฉพาะ สว.จากบุรีรัมย์ 9 คนที่ได้ท็อปในการเลือกทุกระดับ
  • จากภาพคนที่ได้ท็อปของแต่ละจังหวัดเมื่อมีการลงคะแนนรอบไขว้คะแนนไม่ได้กระจายไป 69 จังหวัดที่เหลือ จะเห็นว่าคะแนนกระจุกตัวอยู่ที่กลุ่มที่มากที่สุดกับน้อยที่สุดไม่มีตรงกลางทำให้เห็นถึงพฤติกรรมการลงคะแนนที่แปลกประหลาด
  • มีการลงคะแนนให้กับเลขผู้สมัครเดียวกันและยังเรียงเลขเหมือนกัน ทำให้เห็นรูปแบบการลงคะแนนที่เหมือนกันในระดับประเทศและตอนลงคะแนนรอบไขว้ ความเป็นไปได้ที่ผู้สมัครรับเลือก สว.จะกรอกคะแนนเลขเหมือนกันและเรียงเหมือนกันมีเพียง 1 ใน 5,566 ล้านล้านล้าน
  • นอกจากนั้นยังพบผู้สมัครที่ใส่เสื้อสีเดียวกันและนั่งรถคันเดียวกันมาในสถานที่เลือก สว.

ชยพลกล่าวว่าแม้ว่าบางเรื่องเช่นเรื่องใส่เสื้อสีเดียวกันจะเป็นเรื่องความสะดวก แต่ก็เป็นเรื่องที่ กกต.จะต้องตรวจสอบต่อไปและทำให้เร็วที่สุดเพราะ กกต.เองมีอำนาจตามกฎหมายอยู่แล้ว

จีรนุช เปรมชัยพร จาก Senate67 กล่าวว่า กระบวนการเลือก สว.ปี 67 นั้นต้องเข้าใจก่อนว่าไม่ใช่การเลือกตั้ง แต่ถูกออกแบบให้มีการจัดตั้งและถ้าไม่มีการจัดตั้งจะไม่มีทางได้เป็น สว.เลย แล้วการจัดตั้งที่ว่านี้คือการแนะนำตัวพูดคุยทำความรู้จักเพื่อรับรู้วิสัยทัศน์ของกันและกันเป็นสิ่งที่กระทำได้ แต่เรื่องนี้ กกต.เองก็ทำงานอย่างคลุมเครือไม่ชัดเจนเองจนสร้างความกลัวให้กับผู้ที่ลงรับสมัครจนกระทั่งมีคำสั่งของศาลปกครองวินิจฉัยว่าการแนะนำตัวจัดพบปะพูดคุยเหล่านั้นไม่มีปัญหา

“สิ่งที่มีปัญหาคือถ้ามีการมอบอามิสสินจ้าง การบอกว่าจะให้การเอื้อประโยชน์ใดๆ ก็ตามทุกรูปแบบไม่ว่าจะเป็นการจัดเลี้ยงการสัญญาว่าจะให้ตำแหน่งทั้งหลายหรือให้เงินตอบแทนเงินจ้างโดยตรง”

จีรนุชย้ำว่าการจัดตั้งทำได้เพราะถูกออกแบบมาโดยระบบและชัดเจนว่ากระบวนการเหล่านี้ไม่ใช่การเลือกตั้ง แต่เรื่องที่ กกต.ต้องรีบเร่งสอบสวนคือการจ้างการให้ประโยชน์ใดๆ และเป็นข้อแตกต่างที่เกิดขึ้น โดยที่ขณะก็ผ่านมา 8 เดือนกว่าแล้วเรื่องที่ควรจะได้ข้อสรุปออกมาก็ยังไม่เห็น จึงทวงถาม กกต.ให้ใช้อำนาจหน้าที่ตัวเองอย่างมีประสิทธิภาพ

พงษ์ศักดิ์ จันทร์อ่อน We Watch กล่าวถึงปัญหาของการจัดการเลือกตั้งของไทยที่ไม่เอื้อให้ประชาชนเข้าร่วมสังเกตการณ์การเลือก สว.ที่โดยปกติกระบวนการสังเกตการณ์การเลือกตั้งจำเป็นต้องเข้าไปดูถึงระดับข้างในหน่วยเลือกตั้ง แต่การเลือก สว.นี้ถึง กกต.จะอนุญาตให้สังเกตการณ์ได้แต่ให้รอข้างนอกห้องแล้วดูจากจอมอนิเตอร์ซึ่งในบางจังหวัดก็จอดับทำให้ดูไม่ได้หรือในการเลือกระดับประเทศจะมีจอให้ก็มีแค่ 2-3 จอทำให้สังเกตการณ์ไม่ได้ หรือทาง กกต.จะให้ดูได้จากชั้น 2 ของสถานที่ลงคะแนนเลือกทำให้ต้องใช้กล้องส่องทางไกลในการสังเกตการณ์ทำให้ภาพนี้เผยแพร่ออกไปทั่วเป็นที่น่าอับอาย

พงษ์ศักดิ์กล่าวถึงประเด็นปัญหาทางกฎหมายที่ไม่มีกฎหมายรองรับให้เอกชนร่วมสังเกตการณ์ แม้ว่า กกต.จะเคยเสนอกฎหมายแต่ว่าก็ถูกเอาออกไปปรับปรุงให้ดีขึ้น แต่หลายปีผ่านไปก็ยังไม่มีกฎหมายออกมาทำให้เกิดปัญหากับประชาชนที่จะเข้ามามีส่วนร่วมสังเกตการณ์ให้การเลือกตั้งโปร่งใสและเป็นธรรมทำให้การสังเกตการณ์การเลือกตั้งทำไปอย่างสับสน

ประเด็นสุดท้ายที่ตัวแทนจาก We Watch เรียกร้องให้มีการเปิดหีบลงคะแนนเพื่อทำการตรวจสอบบัตรลงคะแนน ซึ่งการเปิดหีบก็เป็นกระบวนการที่ทำกันปกติในต่างประเทศที่จะมีการเปิดหีบให้ผู้สังเกตการณ์ตรวจสอบบัตรเลือกตั้งได้ ซึ่งกรณีของไทยทั้งการมีโพยฮั้วออกมาหรือหลักฐานที่ทำให้เชื่อได้ว่าเกิดการทุจริตในการเลือก สว. กกต.ก็ควรจะเปิดหีบให้ตรวจสอบเพื่อความโปร่งใส

กกต.ต้องเร่งสอบ ก่อน สว.จะเลือกชุดใหม่มา

ณัชปกรตอบคำถามนักข่าวถึงเรื่องที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) กำลังพิจารณาจะรับคดีการทุจริตเลือก สว.นี้เป็นคดีพิเศษหรือไม่ด้วยว่า การตรวจสอบเรื่องนี้อำนาจหลักอยู่ที่ กกต. แต่คิดว่าดีเอสไอจะรับต้องแยกเป็น 2 กรณีคือส่วนที่ดีเอสไอบอกจะรับไปคือข้อหาอั้งยี่ซ่องโจรซึ่งเป็นความผิดกฎหมายอาญา แต่ประเด็นการทุจริตเลือก สว.เป็นการกระทำที่อยู่ใน พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.ที่อยู่ในอำนาจของ กกต.ที่จะทำการตรวจสอบ การกระทำเดียวกันอาจจะผิดได้หลายเรื่องทั้ง 2 หน่วยงานคงมีอนาจในการสอบสวนได้

“แต่จะเป็นเรื่องประหลาดมากถ้าดีเอสไอสอบสวนดำเนินการหาคนผิดได้ แต่กกต.ไม่ทำอะไรเลยมันจะบ่งบอกว่าสิ่งนี้ กกต.กำลังละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เพราะหน่วยงานหนึ่งทำการสอบสวนแสวงหาข้อเท็จจริงแล้วดำเนินไปจนถึงการฟ้องคดีถึงศาลแล้วผิด แต่ กกต.ไม่ได้ทำอะไรเลย ตรงนี้เราแสดงความเป็นห่วง กกต.ว่าถ้าไม่เร่งดำเนินคดีให้เร็วท่านอาจมีความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ได้”

นอกจากนั้น ณัชปกรยังกล่าวถึงเหตุผลที่ กกต.จะต้องเร่งตรวจสอบอีกว่า กกต.ชุดปัจจุบันที่กำลังจะหมดวาระถึง 5 คน ที่ต่อไป สว.ชุดที่มีข้อครหาว่าถูกจ้างตั้งมานี้เข้ามาเลือก กกต.ชุดใหม่ด้วย จะทำให้มีข้อห่วงกังวลว่าสุดท้ายแล้วคดีนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป  ดังนั้น กกต.ชุดปัจจุบันก็ต้องดำเนินการให้เร็วที่สุดให้เสร็จก่อนที่จะมีการเลือก กกต.ชุดใหม่เข้ามา

ผู้สื่อข่าวได้ถามต่อว่ามีข้อกังวลอะไรหรือไม่ที่ในการอภิปรายของ สว.เมื่อ 4 มี.ค.ที่ผ่านมามีการทวงถามดีเอสไอว่านอกจากการสอบสวน สว.กลุ่ม 138+2 คนแล้วได้มีการตรวจสอบไปถึงอีกกลุ่มหนึ่งด้วยหรือไม่

ณัฐปกรกล่าวว่า การที่ดีเอสไอจะตรวจสอบ สว.กลุ่มไหนบ้างไม่ใช่เรื่องน่ากังวลหรือจำกัดว่าต้องตรวจสอบกลุ่มใดเป็นพิเศษสามารถตรวจสอบได้ทุกกลุ่ม แต่ว่าที่กล่าวถึงกรณีการเลือก สว.จากบุรีรัมย์เพราะเห็นการกระจายตัวของคะแนนที่มีหลักฐานทางคณิตศาสตร์ที่บ่งชัดว่าผิดปกติจริงๆ ที่ กกต.จะดำเนินการสอบสวนได้เลย ที่จะกังวลมากกว่าคือจะไม่เกิดการตรวจสอบขึ้นเลยแม้จะมีความผิดปกติชัดแจ้งขนาดนี้

จีรนุชกล่าวย้ำว่าเรื่องนี้เป็นหน้าที่ของ กกต.ที่จะต้องทำการสอบสวนทุกกลุ่มที่คิดว่ามีความผิดปกติไม่ได้เป็นเรื่องที่ กกต.จะต้องระเว้นกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่สิ่งที่ กกต.ต้องตรวจสอบอย่างชัดเจนคือการจ้างตั้ง โดย กกต.จะต้องนำมาตรา 77 ของ พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาพิจารณาว่ากระบวนการพบปะกันของผู้สมัคร สว.นั้นเข้าข่ายเป็นการจ้างตั้งหรือไม่

ทั้งนี้ จีรนุชยังเสริมอีกว่าแม้จะย้ำว่าการตรวจสอบการเลือก สว.มีการจ้างกันมาหรือไม่จะเป็นหน้าที่ กกต. แต่ กกต.ก็ยังสามารถขอความร่วมมือไปยังดีเอสไอหรือหน่วยงานอื่นๆ ได้เพื่อดำเนินการตรวจสอบ

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง