Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

14 ต.ค. 2568  ในช่วงวันที่ 14-15 ต.ค. 2568 ที่ประชุมร่วมรัฐสภาเริ่มพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เพิ่มหมวด 15/1 ว่าด้วย สสร. หรือสภาร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อเปิดทางให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ไอติม ชี้ รธน.60 ทำไทยเผชิญ 3 วิกฤต ขายโมเดล สสร. เน้นให้คนมีส่วนร่วมสุด

พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะผู้เสนอร่างฯ แก้ไขรัฐธรรมนูญว่าด้วย สสร. ของพรรค ปชน. กล่าวถึงหลักการและเหตุผลในการเสนอว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีปัญหาเรื่องความชอบธรรมทางประชาธิปไตย เนื่องจากมีความเชื่อมโยงกับคณะรัฐประหาร และถูกรับรองโดยกระบวนการประชามติที่ไม่เสรีและเป็นธรรม และมีบทบัญญัติหลายประการที่ไม่สอดคล้องกับกระบวนการกประชาธิปไตย จึงสมควรแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 256 โดยเพิ่มหมวด 15/1 การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไว้ในรัฐธรรมนูญ เพื่อให้รัฐสภาจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ด้วยกลไกที่มีความยึดโยงกับประชาชน และประชาชนมีส่วนร่วม จึงจำเป็นต้องตรารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่… พ.ศ… จากที่กล่าวมา หลักการที่สำคัญในวันนี้จึงคือการเดินหน้าสู่การทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

“ท่านใดก็ตามที่อาจถามว่า แก้รัฐธรรมนูญแล้วประเทศจะได้อะไร ผมอยากจะชวนมองในมุมกลับ ว่าพอไม่่แก้รัฐธรรมนูญแล้ว ประเทศนี้สูญเสียอะไร เรามีตึก สตง. ถล่มลงมาในกลางกรุงเมื่อ 6 เดือนก่อน แต่ในวันนี้ยังไม่มีหน่วยงานรัฐที่แสดงความรับผิดชอบ เรามี กกต. ที่เอาผิดใครก็ไม่ค่อยจะได้ เสมือนว่าประเทศนี้ไม่มีการทุจริตเลือกตั้ง หรือการซื้อเสียง เรามี ปปช. ที่ถูกตั้งคำถามว่ายืนอยู่ตรงข้ามกับความโปร่งใส เช่น คดีแหวนแม่-นาฬิการเพื่อน เรามีพรรคการเมืองที่ถูกยุบจากการเสนอร่างกฎหมาย นักการเมืองที่ถูกตัดสิทธิตลอดชีวิตจากโพสต์เฟซบุ๊กสมัยเรียน เรามี สส. ที่ป้ายชื่อก็เขียนพรรคหนึ่ง แต่ในใจอาจจะเป็นอีกพรรคหนึ่ง เงินในบัญชีก็อาจจะมาอีกพรรคหนึ่ง เรามี สว. ที่โชคดีที่สุดในโลก แพ็คกันเข้ามาได้ แม้โอกาสอาจจะน้อยกว่าถูกหวยรางวัลที่หนึ่ง 70 ครั้งติดต่อกัน เรามีท้องถิ่น ที่มีอำนาจและงบประมาณจำกัด จะออกแบบเส้นทางรถเมล์ในพื้นที่ตัวเองก็ทำไม่ได้ แต่สัดส่วนงบประมาณในพื้นที่นั้นก็ไม่เพิ่มขึ้นตลอดเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา เรามีเยาวชนนักเคลื่อนไหวที่หลายคนถูกปฏิเสธการประกันตัว แม้ไม่มีพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการหลบหนี เรามีนักวิชาการและสื่อที่ทำหน้าที่สืบสวนสอบสวนแต่ถูกทุนใหญ่หรือผู้มีอิทธิพลไล่ฟ้องปิดปากเพื่อพยายามจะขัดขวางการตรวจสอบ และเราก็มีโครงการขนาดใหญ่ที่รับฟังความเห็นของประชาชนในพื้นที่พอเป็นพิธี”

พริษฐ์กล่าวต่อไปว่าปัญหาที่ตนพูดมาทั้งหมดไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลลัพธ์และสาเหตุบางส่วนมาจากรัฐธรรมนูญ 60 ที่ออกแบบระบบการเมืองที่ไม่เกรงใจประชาชน พี่น้องประชาชนและประเทศไทยต้องเผชิญวิกฤตอย่างน้อย 3 อย่างที่กระทบต่อคุณภาพชีวิต

  1. วิกฤตเรื่องประชาธิปไตยถดถอย ย้อนไป 20 ปีที่แล้ว ไทยถูกมองเป็นดาวรุ่งเรื่องประชาธิปไตย อย่างน้อยในภูมิภาค พี่น้องประชาชนรู้สึกว่าคะแนนเสียงที่เลือกตั้งไปสามารถมีผลต่อเขาได้จริงๆ แต่รธน 60 ทำให้สถาบันการเมืองต่างๆ มีความยึดโยงกับประชาชนน้อยลง พี่น้องประชาชนเลือกนักการเมืองเข้าไปในทำงานในสภา ในทำเนียบ แต่คนที่มาชี้ขาดว่ากฎหมายอะไรแก้ได้หรือไม่ได้ นโยบายไหนทำได้ไม่ได้ บุคคลใดเป็นรัฐมนตรีได้หรือไม่ได้ สสร. แบบไหนมีได้หรือไม่ได้ กลับเป็น 9 คนที่นั่งอยู่ในศาลรัฐธรรมนูญ ที่พี่น้องประชาชนไม่ได้เห็นชอบ
  2. วิกฤตด้านนโยบายล้าหลัง เมื่อ 20 ปีที่แล้วไทยก็ถูกมองว่าเป็นต้นตำรับนโยบายที่ก้าวหน้า เช่น 30 บาทรักษาทุกโรค หลักประกันสุขภาพทั่วหน้า แต่รัฐธรรมนูญ 60 ทำให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เสียสมาธิบางส่วนไปกับการรับมือกับคณะนักร้องมืออาชีพ ที่ถูกติดปีกโดยรัฐธรรมนูญ 60 บางครั้งก็ร้องแบบมีมูล บางครั้งก็มั่วซั่ว แรงจูงใจในการผลักดันนโยบายให้สำเร็จก็ไม่ค่อยมีมากนัก เพราะความอยู่รอดของรัฐบาลในยุคสมัยนี้กลับไม่ได้ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของประชาชน
  3. วิกฤตทุจริตเรื้อรัง ตอนที่รัฐธรรมนูญ 60 บังคับใช้ ผู้สนับสนุนหลายคนมีความภาคภูมิใจว่ามันเป็นฉบับปราบโกง แต่พอมาวันนี้ชัดเจนว่ารัฐธรรมนูญ 60 ไม่สามารถปราบโกงได้จริง ปราบได้เฉพาะคนที่อยากจะปราบ

พริษฐ์กล่าวต่อไปว่า ที่กล่าวมาทั้งหมดตนไม่ได้จะบอกว่าเมื่อมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้วจะเป็นยาวิเศษ คนโกงจะหมดไป ค้าขายจะดีขึ้น แต่รัฐธรรมนูญฉบับ 60 ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า มันไม่ได้นำมาซึ่งระบบการเมืองที่ตอบโจทย์และเป็นที่พึ่งให้ประชาชนได้ คำถามที่ตามมาก็คือเราจะติดอยู่ในกับดักของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทำไม

พริษฐ์กล่าวต่อไปว่า ตนจะขอคลายข้อกังวลที่หลายคนอาจมีเกี่ยวกับการทำรัฐธรรมนูญใหม่

  • ประการแรก หลายคนอาจกังวลว่ารัฐบาลจะสนใจแต่เรื่องแก้รัฐธรรมนูญแต่ว่าไม่สนใจแก้ปัญหาปากท้อง ในมุมหนึ่ง ถ้า ครม. ชุดไหนจะไร้ประสิทธิภาพถึงขั้นไม่สามารถแก้รัฐธรรมนูญควบคู่กับปัญหาปากท้องและความมั่นคงได้ ผมว่าพี่น้องประชาชนก็อย่าให้เขาเป็นรัฐบาลเลย แต่ในอีกมุมหนึ่งนั้น ถ้าบอกว่าการแก้รัฐธรรมนูญไม่ส่งผลกระทบต่อปากท้องพี่น้องประชาชนในระยะยาวก็คงจะไม่ใช่

“ถ้ารัฐธรรมนูญทำให้นายกฯ ที่มาจากการเลือกตั้งต้องเปลี่ยนทุกๆ ปี นักลงทุนที่ไหนจะอยากขนเงินมาลงทุนในไทย ยกเว้นกลุ่มทุนเทาที่อาจจ้องฉวยโอกาสจากจังหวะชุลมุน ถ้ารัฐธรรมนูญ 60 ปล่อยให้คนโกงยังคงหากินจากภาษีปชช.ไปเรื่อยๆ ประเทศเราจะเหลือทรัพยากรส่วนไหนมากระตุ้นเศรษฐกิจ มาทำสวัสดิการให้ประชาชน แล้วถ้ารัฐธรรมนูญจะทำให้คนเข้ามาทำงานการเมืองได้ ต้องพึ่งทุนใหญ่ ต้องพึ่งบ้านใหญ่ แล้วใครในสภาจะมาทำนโยบายที่เอาประชาชนเป็นใหญ่”

  • ความกลัวประการที่สอง บางท่านอาจมีความกังวลว่าการแก้รัฐธรรมนูญเป็นการแก้ปัญหาผิดจุด ปัญหาอยู่ที่นักการเมือง ตนก็จะต้องเรียนกลับไปว่าตนเข้าใจดี ว่านักการเมืองหลายคนก็มีปัญหาจริงๆ แต่ประเทศเราได้นักการเมืองแบบไหน ขึ้นอยู่กับรัฐธรรมนูญเขียนเกี่ยวกับนักการเมืองไว้อย่าง

“ถ้าเขียน (รัฐธรรมนูญ) ให้ สส. สามารถย้ายพรรคกันกลางสภาได้เป็นว่าเล่น โดยที่ไม่เคยขออนุญาตพี่น้องประชาชน เราก็จะได้ สส. ที่วันๆ คิดแต่จะรวมมุ้งเพื่อเอาไปต่อรองผลประโยชน์ หรือตำแหน่งในครม. หรือถ้าเรามีรัฐธรรมนูญที่เขียนให้ระบบการที่ได้มาซึ่ง สว. นั้น เป็นระบบที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน เอื้อต่อการฮั้ว เราก็จะได้นักการเมืองในวุฒิสภาที่เราตอบไม่ได้ว่าเขาเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนคนไหน กลุ่มไหน”

  • ประการที่สาม บางท่านอาจมีความกังวลใจว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเขียนออกมาแย่กว่าเดิม พี่น้องประชาชนไม่ได้ประโยชน์ มีแต่นักการเมืองที่ได้ประโยชน์ ตนก็ขอย้ำว่า ไม่ว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเขียนออกมาแย่ขนาดไหน จะไม่มีทางถูกบังคับใช้ได้ถ้าประชาชนไม่เห็นชอบ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องผ่านการทำประชามติถึง 2 ครั้ง
  • ประการสุดท้าย หลายท่านอาจกังวลว่าการทำรัฐธรรมนูญใหม่เป็นเรื่องที่อาจจะเสียเวลา มาตราไหนเป็นปัญหาก็ไปแก้ที่มาตรานั้นจะดีกว่าหรือไม่ เรื่องนี้ต้องขอเรียนกลับไปว่า บางปัญหามันเชื่อมโยงกับหลายมาตรา ถ้าจะแก้แค่ประเด็นเดียวก็อาจจะต้องแก้เป็นหลายสิบมาตรา ตัวอย่างเช่น ถ้าเรามองว่าประเทศไทยควรจะมีระบบสภาเดี่ยว ไม่มีวุฒิสภา แค่ประเด็นเดียวก็ต้องแก้อย่างน้อย 81 มาตรา

“หากรัฐธรรมนูญ 60 เปรียบเหมือนบ้านหลังหนึ่งที่มีปัญหาแทบทุกห้อง พื้นทรุด หลังคารั่ว ผนังแตก จริงอยู่ว่าถ้าจะแก้เป็นจุดๆ ไปมันก็ทำได้ในเชิงทฤษฎี แต่หากปัญหาต่างๆ มันลามไปถึงเสาเข็ม ลามไปถึงจุดที่เชื่อมต่อระหว่างแต่ละห้อง เราอาจมองว่าการออกแบบบ้านหลังใหม่ที่ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมนั้น อาจจะเรียบง่าย รวดเร็ว และสร้างความรู้สึกที่ดีกว่า ว่าบ้านหลังนี้เป็นบ้านที่ทุกคนหวงแหน และมีส่วนร่วมในการสร้างมันคือขึ้นมา”

พริษฐ์กล่าวต่อไปว่า ถ้าเพื่อนสมาชิกเห็นด้วยกับหลักการนี้ ก็สามารถโหวตรับร่างฯ ทั้ง 3 ฉบับในวันนี้ได้ โดยในส่วนของรายละเอียดเรื่องกลไกในการทำรัฐธรรมนูญใหม่ที่ทั้ง 3 ร่างฯ มีความแตกต่างกันพอสมควร ก็สามารอภิปรายกันได้ แต่รายละเอียดเหล่านี้สามารถนำไปถกกันต่อได้ในชั้นกรรมาธิการ เพื่อหาข้อสรุปในวาระที่สอง

พริษฐ์ ในฐานะผู้เสนอร่างฯ ของพรรค ปชน. กล่าวต่อไปว่า ร่างของพรรค ปชน.พยายามเสนอกลไกในการออกแบบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ยึด 3 จุดแข็งด้วยกัน 

  1. การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน

แม้เรายืนยันว่าการมี สสร.เลือกตั้ง 100% นั้น จะทำให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีความชอบธรรมทางประชาธิปไตยมากที่สุด แม้เรายืนยันว่าเราไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาล รธน.เมื่อวันที่ 10 ก.ย.ที่ผ่านมาทั้งในเชิงกระบวนการที่ตอบเกินคำถาม และในเชิงเนื้อหาที่วินิจฉัยในลักษณะที่อาจจะขัดกับหลักการประชาธิไตยและขัดกับการวินิจฉัยครั้งก่อนๆ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าคำวินิจฉัยนี้อาจทำให้การเสนอ สสร. ที่มาจากการเลือกตั้ง 100% ไปต่อค่อนข้างยากในวันนี้

สิ่งที่พรรค ปชน.พยายามทำคือ การออกแบบกลไกทำรัฐธรรมนูญที่ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุด แบ่งออกเป็น 2 องค์ประกอบ

  1. คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ มีหน้าที่ในการเขียนข้อความที่จะไปอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
  • ให้ประชาชนเลือกมา 70 คน โดยใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง จากนั้นให้รัฐสภาคัดเลือกอีกทีเหลือ 35 คน
  1. สภาที่ปรึกษาการยกร่างรัฐธรรมนูญ มีหน้าที่รับฟังและรวบรวมความเห็นจากประชาชน และนำไปสะท้อนต่อคณะ กมธ.ยกร่าง
  • ประชาชนเลือกตั้งทางตรง 100 คน ใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง มีตัวแทนอย่างน้อยจังหวัดละ 1 คน
  • ไม่มีอำนาจในการร่างฯ และไม่มีอำนาจในการลงมติใดๆ

 

  1. ป้องกันการกินรวบหรือผูกขาดของกลุ่มการเมืองใดกลุ่มหนึ่ง

แม้คำวินิจฉัยของศาลจะทำให้รัฐสภามีบทบาทสำคัญในการคัดเลือกผู้ที่จะไปร่างรัฐธรรมนูญ แต่พรรค ปชน. ไม่ได้เสนอว่า การคัดเลือกนั้นให้ใช้มติเสียงข้างมากของรัฐสภา เพราะหากเราไปกำหนดกติกาว่าให้ใช้เสียงข้างมาก นั่นหมายความว่า สักวันหนึ่งถ้าพรรคการเมืองหนึ่งมี สส. 200 คน แล้วมี สว.ที่คิดคล้ายๆ กันอีก 160 คน รวมกันเป็นเสียงเกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภา 360 คนกลุ่มนั้นจะรวมกันแล้วทำให้เกิดการผูกขาดได้อย่างเบ็ดเสร็จว่าใครบ้างจะได้เข้ามานั่งใน กมธ.ยกร่าง

ดังนั้น เพื่อป้องกันการผูกขาด พรรค ปชน.จึงออกแบบให้การคัดเลือกนั้น ใช้วิธีการเสนอชื่อตามสัดส่วนของกลุ่มทางความคิดต่างๆ ในรัฐสภา พูดง่ายๆ คือ สมาชิกรัฐสภามี 700 คน คณะ กมธ.ยกร่างมี 35 คน เมื่อนำ 700 หาร 35 เท่ากับ 20 เราจึงกำหนดให้ สว.และ สส.รวมตัวกันให้ถึง 20 คนเพื่อมีสิทธิเสนอคัดเลือก กมธ. 1 คน พอเป็นแบบนี้ก็จะไม่มีใครหรือกลุ่มใดสามารถผูกขาดการเลือก กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญและก็เพื่อให้ได้ตัวแทนจากกลุ่มที่หลากหลาย

  1. พยายามกำหนดกรอบเนื้อหาที่ชัดเจน

กรอบเนื้อหา 9 ข้อของพรรค ปชน. สองข้อแรกระบุชัดว่า จะต้องไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบรัฐ และระบอบการปกครอง ส่วน 7 ข้อหลัง เป็นการพูดถึงประเด็นที่รัฐธรรมนูญควรทำให้ดีกว่าเดิม เช่น ประเด็นสิทธิเสรีภาพ หรือ กลไก ปราบปรามทุจริต

‘กรวีร์’ ยกโมเดล รธน. ปี’40 เขียนล็อกชัดเจน หมวด 1-2 ไม่สร้างความขัดแย้งใหม่

เมื่อเวลา 10.21 น. กรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.พรรคภูมิใจไทย มาชี้แจงแทนอนุทิน ชาญวีรกูล ผู้เสนอ โดยหลักการเป็นการแก้ไข มาตรา 256 และเพิ่มเติมหมวด 15/1 การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

โดยเบื้องต้น กรวีร์ กล่าวถึงหลักการและเหตุผลในการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ เนื่องจากมาตรา 256 ที่ว่าด้วยหลักเกณฑ์ ขั้นตอน และวิธีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นอุปสรรคที่ทำให้การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ทำให้รัฐธรรมนูญไม่เท่าทันต่อความเปลี่ยนแปลง ทั้งภายในประเทศ และสถานการณ์โลก จึงเห็นว่าควรแก้ไขมาตรา 256 ประกอบกับการให้ประชาชน ในฐานะผู้สถาปนารัฐธรรมนูญหลายภาคส่วนได้มีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น จนถึงการให้ความเห็นชอบ ดังนั้น จึงเห็นควรเพิ่มหมวด 15/1 เข้ามาในรัฐธรรมนูญ

กรวีร์ กล่าวต่อว่า เขาขอบคุณเพื่อนสมาชิกในการผลักดันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ และวันนี้เป็นวันที่ 14 ตุลาคม ซึ่งตรงกับเหตุการณ์ทางการเมืองเมื่อ 14 ต.ค. 2516 จึงเป็นนิมิตหมายอันดีที่จะปลดล็อกรัฐธรรมนูญที่เป็นผลพวงจากการทำรัฐประหาร และจะนำไปสู่ประชาธิปไตยที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดจากคนไทยทั่วประเทศ

สส.พรรคภูมิใจไทย กล่าวต่อว่า เขาขอชี้แจงว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้เป็น 1 ในเงื่อนไข MOA ที่ทำไว้กับพรรคประชาชน ที่ได้สนับสนุนให้อนุทิน ชาญวีรกูล ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี และแม้ว่าพรรคภูมิใจไทย จะเห็นด้วยหรือไม่ ชอบใจหรือไม่ แต่นี่คือสิ่งที่พรรคฯ รับปากและให้คำมั่นสัญญาต่อพรรคประชาชนและประชาชนเอาไว้ และเมื่อรับปากไว้แล้ว เราต้องทำจึงเป็นที่มาของร่างพรรคภูมิใจไทยในการเสนอต่อรัฐสภา

แจง ภท.ไม่ได้เตะถ่วงการจัดทำ รธน.ใหม่

กรวีร์ กล่าวชี้แจงว่า ก่อนหน้านี้สังคมมีการวิจารณ์ว่าพรรคภูมิใจไทยมีการถ่วงรั้งและพยายามไม่ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พรรคภูมิใจไทยเป็นคนเสนอยกร่างแก้ไข มาตรา 256 เพื่อเปิดทางไปสู่การตั้ง สสร. แต่หลายครั้งมันไม่ได้เป็นไปตามที่ใจต้องการ หรือเกิดข้อขัดแย้งทางกฎหมายมากมาย แต่สิ่งที่เราอยากเห็นคือการแก้ไข มาตรา 256 เพื่อจะนำไปสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

กรวีร์ อธิบายว่า เดิมพรรคฯ อยากจะเห็น สสร.ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน แต่ภายใต้ข้อจำกัดและคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ไม่ให้ประชาชนเลือกคนมายกร่างได้โดยตรง ก็ต้องเขียนร่างกฎหมายให้สอดรับกับคำวินิจฉัย และในร่างของพรรคภูมิใจไทยนั้นเขาตั้งใจที่จะไม่ทำให้เสียของ เสียเวลา หรือเสียเปล่า ในการกระทำใดๆ ก็แล้วแต่ที่จะไปขัดคำวินิจฉัย

ล็อกหมวด 1 และ 2 หวั่นเกิดความขัดแย้งใหม่

กรวีร์ กล่าวต่อว่า เหตุผลที่ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีการระบุบทบาทของ สสร.ห้ามแก้ไขหมวด 1 และ 2 นั้น เนื่องจากเขาไม่ต้องการให้รัฐธรรมนูญที่จะมาเป็นกติกาใหม่ของสังคม สร้างความขัดแย้งครั้งใหม่

“สิ่งที่พวกเราอยากเห็นก็คือในการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ ในการสร้างกติกาใหม่ของสังคมนั้น เราอยากจะเห็นว่ากติกาใหม่ของสังคม จะเป็นการยุติควมขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมได้ และเราไม่ปรารถนาที่อยากจะเห็นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และมันนำไปสู่ปัญหาทางการเมืองใหม่ แทนที่จะไปแก้ปัญหาเก่า กลับนำไปสู่ความขัดแย้งใหม่ ที่มันจะเกิดขึ้นในสังคมไทยเรา ถ้าเราไปแก้ไขบางหมวด บางข้อ บางเรื่องที่มันจะไปกระทบกับจิตใจคนไทยทั้งประเทศ” กรวีร์ กล่าว

“ดังนั้น พรรคภูมิใจไทยจึงยืนหยัดในจุดยืนตรงนี้ว่าในการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น เราเขียนไว้อย่างชัดเจนว่า หมวด 1 หมวดทั่วไป และหมวด 2 หมวดพระมหากษัตริย์ของรัฐธรรมนูญปี 2560 จะกระทำมิได้” กรวีร์ กล่าว

เน้นย้ำ 4 หลักการวิธีการร่าง รธน. โมเดลอ้างอิง รธน. 2540

สส.พรรคภูมิใจไทย เน้นย้ำถึงหลักการของพรรคภูมิใจไทย 4 ข้อถึงการพาประเทศไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ คือ 1. ต้องเข้าใจง่าย 2. ทำได้จริง และ 3. ไม่นำไปสู่ความขัดแย้งของสังคมรอบใหม่ และ 4. ไม่ขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

กรวีร์ กล่าวว่า หลักการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ของพรรคฯ เข้าใจง่ายมาก เนื่องจากมีการเพิ่มมา 23 มาตรา คือไล่ตั้งแต่เพิ่มหมวด 15/1 ไปจนถึงหมวด 15/23

สภาร่างรัฐธรรมนูญของพรรคภูมิใจไทย มีทั้งหมด 99 คนโดยมาจากการแต่งตั้งของรัฐสภา 700 คน ซึ่งใน 99 คนสามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม

  1. มาจากจังหวัดแต่ละจังหวัด 77 คนจาก 77 จังหวัด โดยใช้วิธีให้รัฐสภาเลือก

กรวีณ์ อธิบายว่า แต่เดิมพรรคฯ ตั้งใจให้เป็นการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน เลือกตัวแทนจังหวัด จังหวัดละ 1 คน แต่ว่ากลัวไปขัดกับคำวิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ก็เลยมีการปรับให้รัฐสภา ซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชน เลือกผู้แทนแต่ละจังหวัด 77 คน

  1. 22 คนมาจากผู้เชี่ยวชาญด้านการร่างรัฐธรรมนูญ ประกอบด้วย
  • ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายมหาชน 7 คน
  • ผู้เชี่ยวชาญด้านรัฐศาสตร์ และรัฐประศาสนศาสตร์ 7 คน
  • ผู้ที่มีประสบการ์ทางการเมือง มีประสบการณ์ในการบริหารราชการแผ่นดิน มีประสบการณ์ในการร่างรัฐธรรมนูญ อีก 8 คน

จากนั้นในส่วนของคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ มีทั้งหมด 45 คน ประกอบด้วย สมาชิก สสร. 30 คน และเป็นคนนอก 15 คน เพื่อมายกร่างกติการ่างรัฐธรรมนูญ เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็จะยกร่างให้ สสร.เห็นชอบ

เมื่อ สสร.เห็นชอบแล้ว ก็จะเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา 3 วาระ เหมือนการพิจารณากฎหมายปกติ และหลังจาก 3 วาระ ก็จะเดินหน้าไปสู่การทำประชามติ ถ้าประชามติผ่าน ก็จะนำไปสู่การโปรดเกล้าฯ

“เพราะเรายกแบบการทำและมันสำเร็จ ในปี 2539 ที่เป็นที่มาของรัฐธรรมนูญฉบับที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดฉบับหนึ่งของประเทศไทย คือรัฐธรรมนูญปี 40 ก็ทำรูปแบบคล้ายๆ กันแบบนี้ เราจะร่างกติกาของประเทศบนเงื่อนไข เวลา ที่มันมีข้อจำกัดของสภาฯ ชุดนี้อยู่ไม่กี่เดือน เราจึงต้องมั่นใจว่าสิ่งที่พวกเราเสนอต่อสภาฯ ชุดนี้ มันจะทำได้จริง สิ่งที่พรรคภูมิใจไทยเสนอมา มันทำได้จริง เพราะมันเคยทำมาแล้วในอดีตที่ผ่านมา” กรวีร์ กล่าว

ติงร่าง ‘เพื่อไทย’ เสี่ยงเจอคนยื่นศาลตีความ

กรวีร์ กล่าวต่อว่า พรรคภูมิใจไทย เห็นด้วยกับหลักการกับร่างของพรรคเพื่อไทย และพรรคประชาชน ที่จะนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ แต่ในวิธีการของ 2 ร่างพรรคภูมิใจไทยมีข้อห่วงกังวล และตั้งคำถามว่ามันซับซ้อนเกินไปหรือไม่ ทำได้จริงหรือไม่ นำไปสู่ความขัดแย้งครั้งใหม่หรือไม่ และขัดกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญใหม่

โมเดลของพรรคเพื่อไทย มีจำนวน สสร. 151 คน แบ่งเป็น

  • 100 คนที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนให้ได้รายชื่อ 300 รายชื่อ ใส่ตระกร้ามาให้รัฐสภาเลือกจนเหลือ 100 คน
  • กลุ่มที่ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 51 คน มาจากการเสนอขององค์กรต่างๆ เช่น สส. สว. องค์กรกระบวนการยุติธรรม และอื่นๆ

พรรคภูมิใจไทย ตั้งคำถามว่า โมเดลของพรรคเพื่อไทย ที่ให้ประชาชนแต่ละจังหวัดเลือกตัวแทน สสร. จำนวน 300 รายชื่อ ก่อนมาให้รัฐสภาคัดเลือกนี้ ขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ แม้ว่าพรรคเพื่อไทยบอกว่านี่เป็นการเลือกขั้นต้น และรัฐสภา จะเป็นคนเลือกอีกทีหนึ่ง ดังนั้น ไม่ใช่การเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน แต่ถ้ามองอีกทางหนึ่ง มันสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้ใครบางคนไปยื่นในการตีความ และมันก็จะเสียเวลา เสียของ และเสียความพยายามของพวกเราทั้งหมด

นอกจากนี้ กรวีร์ มีข้อสงสัยด้วยว่า การเลือกตัวแทนผู้เชี่ยวชาญ 51 คนจะมีวิธีการอย่างไรที่จะได้ตัวแทนที่ชอบธรรม ยุติธรรมหรือไม่ และทำได้จริงหรือไม่

กรวีร์ กล่าวต่อว่า ในร่างจะไม่มีการไปแก้ไข หมวด 1 และหมวด 2 เพียงแต่บอกเอาไว้กว้างๆ ว่า การแก้ไขการเปลี่ยนแปลง แบ่งแยกประเทศไทย จะทำไม่ได้ก็แล้วแต่ หมายความว่ามันไม่ได้ล็อก และการจะไปแก้ไขหมวด 1 และหมวด 2 ก็ยังทำได้อยู่ อันนี้เป็นข้อห่วงใยที่อยากจะฝาก

ร่าง ปชน. ซับซ้อนเกินไป

สส.พรรคภูมิใจไทย วิจารณ์โมเดลของพรรคประชาชนว่า มีความซับซ้อนมากเกินไป และอาจจะทำให้ประชาชนเกิดความสับสนมาก

สำหรับโมเดลของพรรคประชาชน มีกลไก 2 สภาฯ คือคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ และสภาที่ปรึกษายกร่างรัฐธรรมนูญ รวมทั้งหมด 135 คน ซึ่งมีวิธีการได้ตัวแทนมาที่ค่อนข้างซับซ้อน และหลายขั้นตอน

นอกจากนี้ สภาที่ปรึกษาฯ ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนโดยตรงของประชาชน มีอำนาจแค่เพียงรับฟังความคิดเห็น ลงพื้นที่รับฟังความเห็นจากประชาชน และนำไปเสนอให้กับคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ เขียนรัฐธรรมนูญขึ้นมาเท่านั้น กรวีร์ ตั้งคำถามว่า มันลักลั่นหรือไม่ เพราะว่าอำนาจที่อยากจะให้ประชาชนเลือกตั้งมาโดยตรง แต่กลับไม่มีอำนาจในการเขียนกฎหมายเลย เพราะว่าหลังจากคณะกรรมการยกร่างฯ เขียน รธน.เสร็จ ก็จะต้องไปผ่านรัฐสภาให้ความเห็นชอบ เมื่อผ่านกลไกของรัฐสภาแล้ว จึงจะนำไปสู่การทำประชามติ

“ทำไมมันยุ่งยากขนาดนี้ ทำไมมันถึงได้ซับซ้อนขนาดนี้ และที่สำคัญ เท่าที่อ่านดู และเท่าที่อธิบายให้ฟัง มันสุ่มเสี่ยงเหลือเกิน เพราะว่ามันมีการเลือกตั้งโดยตรงมาทั้ง 2 สภาฯ มันสุ่มเสี่ยงเหลือเกินที่จะขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ” กรวีร์ กล่าว

กรวีร์ ยังวิจารณ์ร่างของพรรคเพื่อไทย และพรรคประชาชน ว่ามันสุ่มเสี่ยงที่ทำให้เกิดความขัดแย้งครั้งใหม่ด้วย เนื่องจากไม่ได้มีการเขียนล็อกหมวด 1 และหมวด 2 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ว่าห้ามแก้ไข

เสนอร่าง ภท.เป็นร่างหลัก

ทางกรวีร์ และพรรคภูมิใจไทย เสนอให้ใช้ร่างของภูมิใจไทย เป็นร่างหลักในการพิจารณาชั้น กมธ. เพราะโมเดลของพรรคเพื่อไทย และพรรคประชาชน มีความเสี่ยงที่จะทำให้เป้าหมายที่จะมีกติกาฉบับใหม่ และได้รับความยอมรับจากทั่วประเทศ ต้องล้มเหลวอีกครั้ง ซึ่งเขาไม่อยากจะให้มันเกิดขึ้นอีกแล้ว

“ผมอยากเห็นความร่วมมือกันของทุกฝ่าย ของทุกพรรคการเมืองด้วยความจริงใจ อย่าเพ้อฝันมาก และชวนทุกคนมามองโลกตามความเป็นจริง มันอาจจะขัดใจเราบ้าง มันอาจจะไม่ตรงกับใจเรา แต่ถ้าหากเราเคารพในกติกาในการเดินหน้าไปสู่การทำภารกิจชิ้นนี้ ให้มันสำเร็จได้ ผมมั่นใจครับ ว่าร่างของพรรคภูมิใจไทยที่เล่ามาทั้งหมด จะเป็นกุญแจที่จะเดินหน้าไปสู่ความฝันร่วมกันของพวกเราได้” กรวีร์ กล่าวทิ้งท้าย

‘ชูศักดิ์’ แจงทำไมแก้รายมาตราไม่ได้ เหตุไม่ล็อกหมวด 1-2 ในเชิงหลักการ

ชูศักดิ์ ศิรินิล สส.พรรคเพื่อไทย และเป็นตัวแทนอภิปรายนำเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เพิ่มหมวด 15/1 ฉบับพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงหลักการและเหตุผลการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ว่า เนื่องจากรัฐธรรมนูญ 2560 ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน เป็นสภาฯ ที่มาจากการแต่งตั้ง และประชาชนไม่ได้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ทำให้มีบทบัญญัติหลายประการขาดความเป็น ปชต. ขาดความสมดุลในการใช้อำนาจ และขาดการตรวจสอบ องค์กรอิสระมีการใช้อำนาจที่ล้นเกิน ฝ่ายบริหารมีอำนาจที่อ่อนแอที่จะใช้อำนาจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประเทศตกอยู่ในสภาวะที่ชะงักงันล้าหลัง ไม่สามารถดำเนินการให้เป็นไปตามความเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์โลกได้

ชูศักดิ์ กล่าวต่อว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นเกี่ยวพันกันหลายหมวดหลายมาตรา จึงไม่อาจแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตราได้ และเพื่อเป็นทางออกของประชาชน จึงสมควรให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้นำมาซึ่งรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย และเพื่อกำหนดกลไกให้ประเทศสามารถเดินหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพและความมั่นคง

เนื่องด้วยรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ไม่ได้มีบทบัญญัติว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ จึงต้องตรารัฐธรรมนูญฉบับนี้

เหตุแก้ไขรายมาตราไม่ได้

ชูศักดิ์ กล่าวต่อว่า เหตุผลที่ไม่สามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราได้นั้น เพราะว่าปัญหาในรัฐธรรมนูญ 2560 เกี่ยวพันกันหลายมาตรา และในอดีตเคยมีความพยายามในการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรามาแล้วหลายครั้งหลายหน แต่ว่าส่วนใหญ่ไม่สำเร็จ เหตุผลสำคัญก็คือว่าการแก้ไขรายมาตราก็ยากเย็นแสนเข็ญ แต่อย่างไรก็ดี ก็มีกรณีที่ประสบความสำเร็จ กรณีเรื่องบัตรเลือกตั้งทั่วไป สส.เขต และปาร์ตีลิสต์จากใบเดียว เพิ่มเป็น 2 ใบ

ฉบับเก่าไม่ดีตรงไหน

ชูศักดิ์ กล่าวถึงปัญหารัฐธรรมนูญปี’60 หรือรัฐธรรมนูญปราบโกง ซึ่งเป็นผลพวงจากการทำรัฐประหารปี 2557 และก็มีบทบัญญัติการปราบโกงเยอะแยะไปหมด

เขาระบุต่อว่า แน่นอนว่าการแก้ไขหรือไม่เห็นด้วย ไม่ได้แปลว่าพรรคเพื่อไทยไม่เห็นด้วยกับการปราบโกง หรือการเอาคนไม่ดีออกจากการเมือง แต่การลงโทษนักการเมืองนั้นต้องมีความชัดเจนแน่นอน ไม่ใช่การใช้การลงมติหรือการตีความ แล้วเอานายกฯ ที่มาจากการเลือกตั้ง ออกจากตำแหน่ง ซึ่งไม่ควรเกิดขึ้นในระบอบประชาธิปไตย

ชูศักดิ์ กล่าวต่อว่า รัฐธรรมนูญนี้ทำให้นายกฯ ไม่ยึดโยงกับประชาชน เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่นายกฯ ไม่จำเป็นต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมือง หรือเป็น สส. ลอยมาจากไหนก็สามารถเป็นนายกฯ ได้ หรือรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีบทบัญญัติที่เอื้อต่อการทำนิติสงคราม มีคนไปร้ององค์กรต่างๆ มากมาย สร้างความลำบากให้กับ สส.ตัวแทนประชาชน ในการทำงาน

หรือกรณีที่บุคคลที่ต้องข้อหาว่าเป็นผู้กระทำความผิด เป็นจำเลยในความผิดบางประเภท ท้ายที่สุดถ้าศาลพิพากษาว่ามีความผิด แม้จะถูกรอลงอาญา แม้จะเป็นความผิดมาตรา 157 ประมวลกฎหมายอาญา จะถูกเว้นวรรคทางการเมือง ถูกห้ามลงเล่นการเมืองตลอดชีวิต ลง สส.ก็ไม่ได้ เป็น รมต.ก็ไม่ได้ ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็ไม่ได้ หากไม่ได้แก้รัฐธรรมนูญ คนเหล่านั้นก็ถูกอัปเปหิออกไปจากการเมืองโดยไม่คำนึงว่า ม.157 ของประมวลกฎหมายอาญา มีหลายองค์ประกอบ บางคนถูกรอลงอาญา แต่เขาถูกพักห้ามลงเล่นการเมืองตลอดชีวิต เราจึงเห็นว่าต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

โมเดล ‘เพื่อไทย’ ยึดคำวินิจฉัยศาล รธน.

ชูศักดิ์ กล่าวอธิบายว่า โมเดลพรรคเพื่อไทยคำนึงถึงคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 ที่ระบุว่ารัฐสภาไม่สามารถอนุญาตให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง ซึ่งโมเดลของพรรคเพื่อไทย ไม่มีการเลือกโดยตรง แต่เราเห็นว่าการทำให้มันยึดโยงกับประชาชน เป็นเรื่องที่มีความสำคัญ ก็ให้ประชาชนเลือกมา 300 คนในชั้นแรก และให้รัฐสภามาเลือกให้เหลือ 100 คนในชั้นที่ 2 นี่ไม่ใช่การเลือกโดยตรง เพราะว่าประชาชนเลือกมา 300 คนก็ไม่รู้ว่าใครจะได้เป็น สสร.หรือไม่

อีกส่วนหนึ่ง 51 คนมาจากการมีส่วนร่วมของภาคต่างๆ เช่น รัฐสภาเลือกมาเท่านั้นคน สภาผู้แทนราษฎรเลือกมาเท่านั้นคน วุฒิสภาเลือกมาเท่านั้นคน และองค์กรอื่นๆ สภาวิชาชีพ ก็เลือกมา และท้ายสุดในรัฐสภาแต่งตั้ง 51 คน

ส่วนวิธีการต้องไปออกระเบียบการได้มาซึ่งตัวแทนเหล่านี้ว่าจะได้มายังไงหรือจะมีวิธีการเลือกอย่างไร ก็ต้องกำหนดในนั้น

ข้อสำคัญของพรรคเพื่อไทยก็คือมีการตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 27 คน จากผู้มีวิชาชีพทั้งหลาย โดยคนตั้งคือ สสร.จำนวน 151 คนเป็นคนตั้ง และมาจาก สสร.ส่วนหนึ่ง

ขั้นตอนต่อไป หลังจาก สสร. ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้ว ต้องเอากลับมาให้รัฐสภาเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบ รัฐบาลแห่งนี้มีสิทธิแก้ไขเพิ่มเติมตรงนั้นตรงนี้ได้ ซึ่ง สสร.ต้องไปทำ ถ้ารัฐสภาไม่ให้ความเห็นชอบอีก ร่างรัฐธรรมนูญนั้นก็ตกไป เพื่อเป็นการยืนยันว่าอำนาจหน้าที่ตรารัฐธรรมนูญเป็นของรัฐสภา

ยก 3 เหตุผลทำไมไม่ล็อก หมวด 1-2

ชูศักดิ์ กล่าวถึงประเด็นการล็อกหมวด 1 และหมวด 2 ที่ร่างของพรรคประชาชน และพรรคเพื่อไทย ไม่มีตรงนี้ ซึ่งเขายืนยันว่าพรรคเพื่อไทยไม่มีเจตนาจะแก้ไขหมวด 1 และหมวด 2 และที่เสนอในประเด็นนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะแก้ไขหมวด 1 และหมวด 2

ชูศักดิ์ กล่าวว่า ประเด็นแรก รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 255 เขียนครอบคลุมไว้แล้วว่า ห้ามแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่เป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ สาระสำคัญมีอยู่แล้ว

นอกจากนี้ มาตรา 256(8) ที่อนุญาตให้แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้ และระบุด้วยว่าแก้ไขหมวด 1 และ 2 ได้ แต่ถ้าจะแก้ไขก็ต้องไปทำประชามติกับประชาชนว่าจะแก้ไขหรือไม่

ดังนั้น ถ้าเราแก้ไขเพิ่มเติม ในร่างมาตรา 256 ว่าห้ามแก้ไขหมวด 1 และหมวด 2 จะทำให้มาตรา 256(8) และมาตรา 256 (แก้ไขเพิ่มเติม) ขัดกันเองในทางกฎหมาย

เคยแก้หมวด 1-2 แล้วหลายรอบ

สส.พรรคเพื่อไทย ยังมีเหตุผลเพิ่มเติมด้วยว่า รัฐธรรมนูญ หมวด 1 มีการแก้ไขมาหลายรอบแล้ว เช่น ในเรื่องอำนาจอธิปไตยจากคำว่า “มาจากปวงชนชาวไทย” แก้เป็น “เป็นของปวงชนชาวไทย”

ต่อมา รัฐธรรมนูญ 2560 หลังจากผ่านประชามติและนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อลงปรมาภิไธยแล้ว แต่มีความคิดเห็นว่า กรณีที่พระมหากษัตริย์ต้องเสด็จไปต่างประเทศ ต้องตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ท้ายสุดมีความเห็นว่าต้องแก้ไข เพราะว่าถ้าพระมหากษัตริย์ไปต่างประเทศก็ต้องตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตลอด ในที่สุดก็แก้ไขว่ากรณีที่พระมหากษัตริย์เดินทางไปต่างประเทศตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์หรือไม่ก็ได้ ซึ่งเรื่องนี้ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มาตรา 16 แก้หลังจากทำประชามติแล้ว

หรือการแก้ไขให้เป็นสภาเดี่ยว ไม่ต้องมีสมาชิกวุฒิสภาแล้ว เราก็ต้องไปแก้หมวด 2 เพราะในเรื่อง “องคมนตรี” เขาบอกว่าองคมนตรีห้ามเป็นวุฒิสภา ห้ามเป็นวุฒิสมาชิก ถ้าในเมื่อวุฒิสมาชิกไม่มีแล้ว ก็ต้องแก้ไขหมวด 2 ให้สอดคล้อง

ทั้งนี้ ชูศักดิ์ เน้นย้ำว่า สุดท้ายร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เมื่อยกร่างเสร็จแล้ว ก็ต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา ถ้ารัฐสภาไม่เห็นด้วย เพราะว่ามีการแก้ไขสาระสำคัญ ก็สามารถส่งให้ สสร.ไปแก้ไขเพิ่มเติมได้ และเขายืนยันอีกครั้งว่า พรรคเพื่อไทย แม้ว่าไม่ได้ล็อกหมวด 1 และหมวด 2 เพราะเป็นเหตุผลในเรื่องหลักการกฎหมาย แต่ไม่ได้หมายความว่าพรรคเพื่อไทยจะไปแก้หมวด 1 และหมวด 2

“ผมหวังว่าร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขของ 3 พรรคการเมือง จะได้มีการพิจารณาในชั้นรับหลักการ ผมเห็นว่ารัฐสภาแห่งนี้ควรให้ความเห็นชอบ ส่วนรายละเอียดค่อยไปว่ากันในชั้นกรรมาธิการว่าจะเป็นยังไง” ชูศักดิ์ ทิ้งท้าย

ทวี หนุนทั้ง 3 ร่าง มองรัฐบาลนี้บุญหล่นทับ เหตุสนิท สว.

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ อภิปรายสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่...) พุทธศักราช… ที่เสนอโดย 3 พรรคการเมือง ได้แก่ พรรคประชาชน, พรรคภูมิใจไทย และพรรคเพื่อไทย เพื่อเปิดประตูสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

สส.พรรคประชาชาติกล่าวว่า จากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 ศาลรัฐธรรมนูญได้ยืนยันหลักพื้นฐานในระบอบประชาธิปไตยว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย รัฐสภามีอำนาจริเริ่มเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ครั้งนี้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศไทยที่มีประชาธิปไตยโดยตรง การทำประชามติคือการสอบถามเจ้าของอำนาจอธิปไตยโดยตรง ซึ่งปกติต้องเป็นคำถามไม่ซับซ้อน หรือประเด็นในคำถามไม่ควรจะให้เกิดความสับสน ที่กังวลก็คือ จะมีการพูดว่าจะมีการทำประชามติเรื่องความมั่นคง ซึ่งเป็นคนละประเด็น

พ.ต.อ. ทวี กล่าวว่าประเทศเราทำประชามติรัฐธรรมนูญมา 2 ครั้ง ครั้งที่หนึ่งคือ รัฐธรรมนูญปี 50 ผลคือ 57.81% เห็นชอบ ส่วน 42.19% ไม่เห็นชอบ แต่รัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติก็มีอายุเพียงประมาณ 6 หรือ 7 ปี  ครั้งต่อมารัฐธรรมนูญ ปี 60 ก็ได้ทำประชามติพบว่า 61.35% เห็นชอบ ส่วน 38.65% ไม่เห็นชอบ แต่รัฐธรรมนูญปี 60 ที่จะจัดทำใหม่ครั้งนี้ ยังไม่มีใครมายึดอำนาจเพื่อฉีกรัฐธรรมนูญได้ถือว่าประเทศไทยได้เดินทางมาอย่างมีพลวัตอย่างยิ่ง

สส.พรรคประชาชาติกล่าวว่า อยากจะขอทวนการทำประชามติรัฐธรรมนูญฉบับปี 60 เมื่อปี 2559 พบว่า ภาคใต้ 5 จว มีผู้โหวตรับร่างรัฐธรรมนูญสูงสุด คือ ชุมพร เห็นชอบ 90% , นครศรีธรรมราช 88% , ภูเก็ต 88% สุราษฎร์ธานี 87% ระนอง 87%

สส.พรรคประชาชาติกล่าวว่า แต่จังหวัดที่ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญสูงสุดก็เป็นภาคใต้ คือ ปัตตานี ไม่เห็นชอบถึง 65 % ส่วนเห็นชอบแค่ 35%  ต่อมาอันดับสองเป็นนราธิวาส เห็นชอบเพียง 36% ต่อมาเป็น ยโสธร มุกดาหาร ยะลา คำถามก็คือ เกิดอะไรขึ้นกับการทำประชามติ

รัฐธรรมนูญ 60 ใช้มา 8 ปี ผ่านการเลือกตั้ง 2 ครั้ง คือปี 2562 พรรคพลังประชารัฐ ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ หัวหน้าคณะรัฐประหาร เป็นพรรคที่ได้อันดับสองเป็นนายกฯ สามารถอยู่ได้ 4 ปีเสมือนว่าไม่มีอะไรสะทกสะท้อน เพราะว่าขณะนั้นเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านที่ให้ สว.แต่งตั้งอยู่ต่อ 5 ปี เราจะเห็นเรื่องที่พรรคฝ่ายค้านยื่นต่อองค์กรอิสระ มากมาย พอผลออกมา ก็เต็มไปด้วยเสียงแซ่ซ้อง พล.อ.ประยุทธ์ ก็อยู่มาได้ เหลือเวลาอีกไม่กี่วัน ท่านก็ยุบสภา เพราะต้องการเหตุให้ สส.มีเวลาย้ายพรรคได้เร็วขึ้น

ต่อมาการเลือกตั้งครั้งที่สอง ปี 2566 พรรคประชาชน หรือก้าวไกลเดิม ชนะเลือกตั้งอันดับหนึ่ง แต่ว่าไม่ได้เป็นรัฐบาล แต่พรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นพรรคอันดับสองได้เป็นรัฐบาล เกิดวิกฤตที่ไม่สามารถจะหาคำตอบอะไรได้ พอมีคำถามก็ร้อยคำตอบ เราเลือกตั้งผ่านมาแล้ว 2 ปี มีนายกรัฐมนตรี 3 คน นายกฯ สองคนแรกได้ถูก สว. ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ และศาลก็สั่งให้สิ้นสุดในหน้าที่

“ในวันนี้ ผมจึงคิดว่าได้มีการทำลายหลักประชาธิปไตยอย่างมาก เพราะทุกคนมีความเสี่ยงที่จะทำรัฐธรรมนูญใหม่ โดยปรากฏการณ์ MOA ที่รัฐบาลเสียงข้างน้อยแบบพิลึก ฝ่ายค้านเสียงข้างมากมีเจตนาไม่ให้รัฐบาลนี้ไปบริหารประเทศ แต่ไปโหวตเพื่อแก้รัฐธรรมนูญในวันนี้ ฝ่ายรัฐบาลในวันนี้ก็บุญหล่นทับ ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งอันนี้ผมจะขอบอกว่า รัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลภายใต้อาณัติมอบหมายแล้วกัน ซึ่งอันนี้ก็เป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะ…ผมอาจจะพูดแบบเกรงใจนิดหนึ่ง เนื่องจากว่ารัฐบาลชุดนี้ คนจะเข้าใจว่าจะมีความสนิทกับ สว.ประมาณ 138 คน หรือ 2 ใน 3 ของ 200 คน ที่ในการแก้ รธน ตามมาตรา 256 เราจำเป็นต้องมีเสียง สว. 1 ใน 3 หรือ 66 คน ดังนั้น วันนี้จึงถือว่าเป็นนิมิตหมายที่ผมได้ยินจากเพื่อน สว. ว่าเราไม่ควรคืนทางตันไปให้ประชาชน แต่เราอยากมอบมรดกที่ดีให้กลับไปสู่ประชาชน”

สส.พรรคประชาชาติกล่าวว่า 8 ปีที่ผ่านมา รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันของเรา มีโครงสร้างที่ตนขอเรียกว่า “มากเกินไป” “น้อยเกินไป” และ “ไม่มีเลย” สิ่งที่มากเกินไป หนีไม่พ้น… ปกติในรัฐธรรมนูญจะมีรัฐสภา รัฐบาล แต่ในรัฐธรรมนูญปี 60 มี “รัฐอิสระ” โครงสร้างที่มีมากเกินไปคือวุฒิสภา องค์กรอิสระ และองค์กรตุลาการ จนสามารถชี้ชะตากรรมของพรรคการเมืองที่ประชาชนเลือกมาได้ ที่น้อยเกินไปคืออำนาจของประชาชน รัฐบาลที่ประชาชนเลือกมาไม่สามารถที่จะผลักดันนโยบายที่ไปหาเสียงไว้กับประชาชนได้ ที่ไม่มีเลยคือกลไกในการตรวจสอบกองทัพ องค์กรอิสระ หรือการปฏิรูปศาล ในหมวดปฏิรูป ไม่มีการพูดถึงศาล-องค์กรอัยการ ทั้งที่องค์กรเหล่านี้ใช้งบประมาณจำนวนมาก แต่กลับไม่มีการตรวจสอบความโปร่งใส-ความรับผิดชอบ ทำให้ประเทศอยู่ในสภาวะอำนาจไม่สมดุลระหว่างประชาชนกับชนชั้นนำ ถ้าพูดถึงเรื่องอำนาจที่มากเกินไป จะมีคำหนึ่งคือ “มาตรฐานทางจริยธรรม” ที่ค่อนข้างนามธรรมสูง สามารถที่จะตัดสิทธินักการเมืองอย่างที่ได้เห็นกัน เราจำเป็นต้องคืนความสมดุลให้กับประชาชน

สส.พรรคประชาชาติกล่าวถึงเหตุผลที่คนจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ขณะนั้นเราก็พบว่าถ้าได้รัฐธรรมนูญฉบับนี้มา จะกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างร้ายแรง ได้แก่ผลกระทบทางด้านศาสนา จังหวัดชายแดนภาคใต้จะมีมิติที่ผูกพันต่อวัฒนธรรม-ศาสนา ด้านการศึกษา ด้านสาธารณสุข เกษตร การปกครองส่วนท้องถิ่น ระบบเศรษฐกิจ การเมืองการปกครอง

สส.พรรคประชาชาติ กล่าวยกตัวอย่างผลกระทบด้านการศึกษาว่า รัฐธรรมนูญ 40 และ 50 บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ก็คือ ม.6 หรือ ปวช. ไม่น้อยกว่าที่รัฐจะต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่พบว่าในรัฐธรรมนูญ 60 เขียนไว้ว่า รัฐต้องดำเนินการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 12 ปี ตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนจบภาคบังคับ ก็คือ ม.3 ซึ่งน้อยลงไปจากเดิม 3 ปี  ทำให้สิทธิ์ไม่เสมอกัน ไม่ทั่วถึง ทำให้มีเยาวชนเข้าไม่ถึงระบบการศึกษา และเสี่ยงที่จะออกจากระบบการศึกษาราว 2.2 ล้าน

พ.ต.อ. ทวี กล่าวว่า เราเดินทางมาถึงการทำประชามติที่จะสอบถามประชาชน ซึ่งจะต้องพิจารณาทั้ง 3 ร่างว่าจะทำอย่างไรเพื่อไม่ให้ขัดกับคำวินิจฉัยของศาล จะทำอย่างไรให้ไม่ไปแตะหมวด 1 หมวด 2 และจะทำอย่างไรที่จะทำให้เจ้าของอำนาจอธิปไตยได้รู้วิธีการและเนื้อหา สำคัญที่สุดคณะกรรมาธิการที่ตั้ง ไม่ควรใช้เวลาเกิน 45 วัน ซึ่งสามารถทำร่างประชามติ ครั้งที่ 1 และ 2 รวมกัน เพื่อถามประชาชนได้

“เราต้องการรัฐธรรมนูญที่ดี รัฐธรรมนูญที่ดีไม่ใช่ลอกเลียนเอาจากต่างประเทศมา แต่รัฐธรรมนูญที่ดีต้องสามารถตอบสนองบริบทของคนไทย และสามารถตอบรับความเป็นสากลได้ รัฐธรรมนูญที่ดีจะต้องมีการแบ่งปันทรัพยากร ซึ่งเป็นทรัพย์สมบัติของแผ่นดินให้กับประชาชน โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาเราไม่ได้พูดเรื่องเศรษฐกิจ…วันนี้รัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดเรายังไม่ได้ร่าง แล้วเรากำลังจะร่าง รัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดจึงยังไม่ได้เกิดแต่กำลังจะเกิด จะเกิดได้อยู่ที่พวกเราที่จะเปิดประตูเชื่อมต่อให้ประชาชนได้ร่วมกันแสดงความเห็น ซึ่งรัฐสภาชุดนี้คงไม่ได้จัดทำรัฐธรรมนูญไปถึงวาระ 3 หลังเลือกตั้งส่วนหนึ่งอาจจะกลับเข้ามา เชื่อมั่นว่าการเลือกตั้งที่จะมีหลังจากนี้ 4 เดือนจะได้สมาชิกเข้ามา และก็คิดว่ารัฐบาลชุดหน้าก็ไม่ควรอยู่นาน เมื่อมีการร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้วก็ควรมีการยุบสภา เพื่อให้ใช้รัฐธรรมนูญใหม่ซึ่งเราได้เรียกร้องและโหยหามานาน”

“เชตวัน” ยก รธน.3 ฉบับที่เป็นประชาธิปไตย หวัง “อนุทิน” เปิดโอกาสเดินหน้าทำ รธน.ฉบับใหม่ ที่คนได้มีส่วนร่วม

ในวาระพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... เชตวัน เตือประโคน สส.พรรคประชาชน จ.ปทุมธานี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กล่าวว่า “ขอเริ่มต้นการอภิปรายด้วยคำถามที่อาจารย์ท่านหนึ่งถามในการอบรมหลักสูตร ปรม.รุ่น 24 สถาบันพระปกเกกล้า ที่รัฐสภาส่งไปเรียนว่า ถ้าเปิดอ่านรัฐธรรมนูญ ควรให้ความสำคัญกับหมวดใด หรือไปอ่านมาตราไหนก่อน? คำตอบมีหลากหลาย แต่เฉลยคำตอบของอาจารย์คือ ให้ไปดูบทเฉพาะกาล มาตรา 279 ที่สรุปสั้นๆ ว่า การกระทำใดๆ ของ คสช.ถูกทั้งหมดคือตลกร้าย ที่ไม่น่าเชื่อว่าวันนี้พี่น้องประชนคนไทยจะใช้ชีวิตอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 มาแล้ว 8 ปี ทั้งๆ ที่เราก็รู้ว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีปัญหา ดังนี้

1. ร่างโดยกระบวนการที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ประชาชนไม่ได้มีสวนร่วมใดๆ

2. ร่างโดยคนที่ คสช. จิ้มมา ซึ่่งครั้งแรกร่างแล้วไม่พอใจ ‘เขาอยากอยู่ยาว’ ก็ต้องไปหาผู้ร่างคนใหม่มาทำงานให้ได้อย่างที่ต้องการ และ

3.ร่างโดยที่มีเนื้อหาวางกลไกสืบทอดอำนาจอย่างหน้าไม่อาย อย่างที่มีคนเคยพูดออกมาว่า ‘รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ดีไซน์มาเพื่อพวกเรา’”

เชตวัน กล่าวต่อไปว่า “นี่คือ 8 ปีสำหรับรัฐธรรมนูญ 2560 แต่ถ้ามองไปไกลกว่านั้น นับถอยหลังไปอีกตัวเลขที่เราจะได้คือ เกือบ 11 ปี ของการรัฐประหาร พฤษภาคม 2557 และ 19 ปี ของการรัฐประหาร กันยายน 2549 ซึ่งเป็นเวลาเกือบ 2 ทศวรรษ เราอยู่ในวังวนของความขัดแย้งที่ไม่จบไม่สิ้น รัฐธรรมนูญซึ่งควรจะเป็นเจตจำนงของประชาชน เป็นเครื่องมือในการอยู่ร่วมกันของประชาชน กลับถูกใช้เพื่อความได้เปรียบทางการเมืองสำหรับฝ่ายตน และถูกใช้เพื่อทำลายฝ่ายตรงข้ามอย่างที่เราทุกคนได้เห็น มีพี่น้องประชาชนต้องติดคุกติดตาราง มีพรรคการเมืองถูกยุบ มีนักการเมืองถูกตัดสิทธิ์ บางคน 10 ปี ขณะที่บางคนตลอดชีวิต เกือบ 2 ทศวรรษ ประเทศอื่นไปถึงไหนต่อไหนแล้ว เราจะอยู่ในวังวนนี้กันต่อไปหรือไม่ นี่คือสิ่งที่เรามาร่วมกันคบคิดในวันนี้” เชตวัน กล่าว

เชตวัน กล่าวว่า “ในการอยู่ร่วมกันของคนตั้งแต่ 2 คน ขึ้นไป จะมีสิ่งที่เรียกว่า Power relation หรือ ความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ใช้อำนาจระหว่างกัน ดังนั้น จะอยู่กันได้อย่างสงบก็ต้องมีข้อตกลงร่วมกัน และรัฐธรรมนูญนี่แหละเป็น ข้อตกลงร่วมกันของคนในสังคม ในฐานะ 1. เป็นกฎหมายสูงสุด 2. กำหนดสิทธิเสรีภาพให้แก่ประชาชน 3. จัดตั้งสถาบันทางการเมืองที่สำคัญต่างๆ และ 4. ควบคุมการใช้อำนาจของรัฐ และองค์กรอื่นๆ ในรัฐ

ถ้าต้องมีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ควรต้องเป็นอำนาจของใคร ใช่ประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยหรือไม่  ดังนั้น วันนี้เราจะมาร่วมกันแก้ไข วิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ไปสู่การมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร.ที่ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดทำรัฐธรรมนูญ”

“พูดอย่างถูกต้องที่สุดเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็คือว่า ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจจะมากำหนดวิธีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แบบที่พวกเราต้องพยายามทำตามที่ศาลสั่งกันอยู่นี้ด้วย เพราะศักดิ์อำนาจไม่เท่ากัน ศาลรัฐธรรมนูญ ก็เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ กำเนิดมาจากรัฐธรรมนูญและใช้อำนาจที่รับมาจากรัฐธรรมนูญ แต่การณ์กลับกลายเป็นว่าจะมาสั่งประชาชนที่เป็นเจ้าของอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ ถ้าเป็นอย่างนี้ ศาลรัฐธรรมนูญก็เหนือกว่ารัฐธรรมนูญ อำนาจอธิปไตยเป็นของศาลรัฐธรรมนูญ นี่คือสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ที่เราต้องมาทำกันวันนี้เพื่อให้มันพอไปกันได้ เพื่อเปลี่ยนผ่านก้าวแรกให้ได้ ไขกุญแจดอกแรกเพื่อเปิดสู่ประตูบานต่อๆ ไป ที่เข้ารูปเข้ารอยกว่าเดิม” เชตวัน กล่าว 

เชตวัน กล่าวอีกว่า “นับตั้งแต่เป็นประชาธิปไตย ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญแค่เพียง 3 ฉบับ ที่จัดทำโดยผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน มีเนื้อหาและเป้าหมายที่เป็นประชาธิปไตย คือ 1. รัฐธรรมนูญ 2489 ร่างขึ้นหลังเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่ 2 ในช่วงรัฐบาลพลเรือนที่ ปรีดี พนมยงค์ เป็นนายกรัฐมนตรี 2. รัฐธรรมนูญ 2517 ร่างขึ้นหลังเหตุการณ์ขบวนการประชาชนได้รับชัยชนะ 14 ตุลาคม 2516 ในช่วงรัฐบาลพลเรือน สัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี และ 3. รัฐธรรมนูญ 2540 ร่างขึ้นหลังเหตุการณ์ขบวนการประชาชนได้รับชัยชนะ พฤษภาคม 2535 ในช่วงรัฐบาลพลเรือน บรรหาร ศิลปอาชา เป็นนายกรัฐมนตรี ดังนั้น นี่จึงเป็นโอกาสดีที่คุณอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นรัฐบาลพลเรือน จะได้จารึกชื่อไว้ในประวัติศาสตร์”

“ผมลองเทียบกับชื่อนายกรัฐมนตรีทั้ง 3 ท่าน ที่มีบทบาทสำคัญในการร่างรัฐธรรมนูญทั้ง 3 ฉบับ พร้อมกันนี้ก็ฝากคำถามที่เป็นเหมือนความคาดหวังไปถึงคุณอนุทินว่า ‘ปรีดี’  คุณอนุทินจะทำให้ประชาชนปรีดีปรีเปรมด้วยการไขกุญแจเพื่อเปิดประตูไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ได้หรือไม่? ‘สัญญา’ คุณอนุทินจะแก้รัฐธรรมนูญพาไปสู่การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนได้หรือไม่? และ ‘บรรหาร’ คุณอนุทินจะบรรหารหรือบริหารประเทศไปสู่การมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้หรือไม่? อย่าให้ประชาชนไม่ปรีดี อย่าต้องกลายเป็นคนผิดสัญญา และอย่าให้ต้องถูกตราหน้าว่าบรรหารประเทศไม่เป็น เพราะไม่อย่างนั้น คำว่าอนุทินที่แปลว่าการบันทึกเรื่องราว ก็จะเป็นการบันทึกเรื่องราวซึ่งเป็นความด่างพร้อยในชีวิตของท่าน” เชตวัน กล่าว 

สส.พรรคประชาชน จ.ปทุมธานี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า หวังว่าสมาชิกรัฐสภาจะร่วมกันสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เปิดประตูสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ประชาชนได้มามีส่วนร่วม บันทึกไว้ในอนุทินนี้

‘อัครเดช’ ขอฟัง ‘เพื่อไทย-ปชน.’

มีหลักประกันไม่แตะหมวด 1-2 หรือไม่

เมื่อเวลา 15.00 น. อัครเดช วงศ์พิทักษ์โรจน์ สส.พรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ร่วมอภิปรายร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ม. 256 เพิ่มหมวด 15/1 ทั้ง 3 ร่าง ระบุว่า เขาไม่ได้หาเสียงว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่เงื่อนไขของประเทศถึงจุดที่จะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประเทศถึงจะเดินหน้าต่อไปได้ พวกเราก็ไม่ได้ปฏิเสธว่ารัฐธรรมนูญจะกระทำไม่ได้เลย การแก้ไขรัฐธรรมนูญสามารถทำได้ ซึ่งก็พิจารณาจากสถานการณ์การเมืองภายในประเทศ หรือบริบทของโลกความเป็นไป แต่เพื่อประเทศเดินหน้าไปได้

อัครเดช กล่าวว่า เขามีเงื่อนไข 2 อย่างในการรับหลักการทั้งสามร่าง คือการไม่แตะหมวด 1 และหมวด 2 ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นหลักการสำคัญของเขาเองและพรรค รทสช. ซึ่งเรายืนยันมาตลอดว่า หมวด 1 และ 2 ไม่อยากให้มีการแก้ไขเลย ถ้ามีการแก้ไข เราจะไม่รับหลักการเลย และเขาอยากฟังคำชี้แจงจากสมาชิกพรรคประชาชน และพรรคเพื่อไทย ว่ามีหลักประกันอะไร ที่จะไม่ไปแก้ไขหมวด 1 และหมวด 2

อย่างไรก็ตาม ร่างของพรรคภูมิใจไทย มีการระบุอย่างชัดเจนในร่างมาตรา 256/13 ว่า ร่างรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงระบอบปกครองประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองของรัฐ รวมถึงมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขเพิ่มเติมหมวด 1 และหมวด 2 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 จะกระทำมิได้ ในกรณีที่รัฐสภาวินิจฉัยว่า ร่างรัฐธรรมนูญมีลักษณะตามวรรค 1 ให้ร่างรัฐธรรมนูญนั้นเป็นอันตกไป

อัครเดช ระบุว่าตอนนี้พวกเขายังไม่ตัดสินใจว่าจะโหวตสนับสนุนรับร่างของพรรคเพื่อไทย และพรรคประชาชนหรือไม่ อยากจะรอฟังพรุ่งนี้ก่อนว่าทั้ง 2 พรรคจะมีคำชี้แจงว่าจะรับประกันเรื่องไม่แตะหมวด 1 และ 2 อย่างไร จึงจะตัดสินใจว่าจะรับหรือไม่รับทั้ง 2 ร่าง ส่วนร่างของภูมิใจไทย เรารับแน่นอน

ส่วนจะสนับสนุนร่างใดร่างหนึ่งเป็นหลัก อัครเดช กล่าวว่า ถ้า 3 ร่างนี้ตกลงไม่ได้ อาจจะมีการโหวตใช้ร่างใดเป็นร่างหลัก ซึ่งเขาจะสนับสนุนร่างของพรรคภูมิใจไทยเป็นร่างหลัก เพราะว่าต้องเคารพคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และถ้าใช้ร่างของพรรคประชาชน และพรรคเพื่อไทย อาจหมิ่นเหม่ต่อการขัดคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ 

โมเดลของ ปชน.มีกลไกคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง 70 คน และให้รัฐสภาเลือกเหลือ 35 คน ซึ่งอัครเดช มองว่าส่วนนี้ผิดคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญแน่นอน แต่ถ้าใช้ร่างของพรรคภูมิใจไทยเป็นร่างหลัก และไปแก้ไขชั้น กมธ. เรื่องนี้ก็พอรับได้ 

ส่วนของพรรคเพื่อไทย อัครเดช ระบุว่า ให้มี สสร. 100 คนโดยผ่านการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน ในระดับจังหวัด 300 คน และรัฐสภามาคัดให้เหลือ 100 คน ซึ่งกลไกนี้คล้ายกับพรรคประชาชน แม้ว่าจะเลือกโดยอ้อม แต่ก็หมิ่นเหม่ที่จะขัดคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง