14 ต.ค. 2568 ที่ประชุมร่วมรัฐสภาเริ่มพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เพิ่มหมวด 15/1 ว่าด้วย สสร. หรือสภาร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อเปิดทางให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
สว.เทวฤทธิ์ ชี้รัฐสภาต้องพยายามมากขึ้น เพื่อเปิดประตูบานแรกสู่รัฐธรรมนูญใหม่ ที่ สสร.มาจากการเลือกของประชาชน
ในการประชุมร่วมรัฐสภาเริ่มพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เพิ่มหมวด 15/1 ว่าด้วย สสร. หรือสภาร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อเปิดทางให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา อภิปรายร่างสนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 3 ร่าง ทั้งของพรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทย และพรรคเพื่อไทย เพื่อเปิดทางให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
เทวฤทธิ์ชี้ว่าการเดินทางในเรื่องนี้ถือเป็นเส้นทางที่ยาวนาน ตั้งแต่การประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ที่ผ่านมาเรามีความพยายามในการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาโดยตลอดรวม 26 ฉบับ แต่ผ่านเพียง 1 ฉบับเท่านั้น และในจำนวน 25 ฉบับที่ไม่ผ่านนั้นมีถึง 11 ฉบับที่ผ่านเสียงข้างมากของรัฐสภาแต่ไปติดเงื่อนไขที่เสียง สว. หนึ่งในสาม จึงเกิดการนิยามในช่วงก่อนหน้านี้ว่า สว. ชุดที่แล้ว เป็น “องครักษ์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ” แต่สำหรับ สว. ชุดนี้ตนเชื่อมั่นว่าจะเป็นกุญแจสำคัญในการเปิดโอกาสให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ความพยายามในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ได้เพิ่งเริ่มจากรัฐธรรมนูญปี 2560 แต่เริ่มมีมาตั้งแต่ปี 2550 ที่เรามีรัฐธรรมนูญซึ่งมาจากการรัฐประหาร และจนถึงวันนี้เรายังไม่เคยมีรัฐธรรมนูญที่ประชาชนเป็นผู้สถาปนาด้วยตนเองอย่างแท้จริง
ในส่วนของร่างรัฐธรรมนูญทั้งสามร่างนั้นเนื้อหาในส่วนหลักการไม่ได้ขัดกัน เพราะไม่ได้ไปล็อกประเด็นเกี่ยวกับที่มาของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ว่าจะมาจากการเลือกตั้งโดยตรงหรือไม่ แม้เราอาจมีความกังวลกับสิ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีความเห็นเพิ่มเติมในคำวินิจฉัยล่าสุดว่ารัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างได้โดยตรง ซึ่งทั้งสามร่างก็พยายามหาทางออกเพื่อไม่ให้ขัดต่อคำวินิจฉัยดังกล่าว แต่ตนได้ตั้งข้อสังเกตว่ารัฐสภาอาจพยายาม “น้อยไปหรือไม่” เพราะความเห็นเพิ่มเติมของศาลรัฐธรรมนูญนั้น เป็นเพียง “ความเห็นแถม” ยังไม่ใช่ประเด็นที่สภาส่งไปให้ศาลวินิจฉัยโดยตรง
เมื่อพิจารณาเนื้อหาทั้งหมดของคำวินิจฉัย จะเห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญระบุว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันไม่ได้บัญญัติให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยตรง ดังนั้นการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะต้องทำผ่านการแก้ไขเพิ่มเติม โดยเพิ่มเติมหมวดที่ 15/1 ซึ่งศาลยังระบุว่า รัฐสภามีอำนาจในการริเริ่มหรือแสดงความต้องการได้
เทวฤทธิ์ยังเห็นว่ารัฐสภามีอำนาจในการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ หรือแม้แต่การคืนอำนาจการสถาปนารัฐธรรมนูญให้ประชาชนในการเลือก สสร. ก็ยังสามารถทำได้ เพราะรัฐสภาเป็นเพียง ‘ผู้ริเริ่มหรือแสดงความต้องการ’ มิใช่ผู้กระทำฝ่ายเดียว ดังนั้นจึงไม่ขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
หากพิจารณาจากคำวินิจฉัยฯ จะพบว่ามีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเพียง 2 คนที่ระบุชัดว่าประชาชนไม่สามารถเลือก สสร. ได้โดยตรง อีก 1 คนเห็นพ้องด้วย ส่วนอีก 4 คนไม่มีความเห็นในเรื่องนี้ ซึ่งหมายความว่าประเด็นดังกล่าวยังเปิดกว้างอยู่
ทั้งนี้รัฐธรรมนูญในลายลักษณ์อักษรย่อมสำคัญ แต่รัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร คือดุลอำนาจและการคัดง้างกันของอำนาจต่างๆ ก็สำคัญไม่แพ้กัน ตนหวังว่าเมื่อเรารับร่างในวาระแรก ซึ่งไม่ได้ปิดล็อกประเด็นเรื่องที่มาของ สสร. จากการเลือกตั้งโดยตรง คณะกรรมาธิการจะเปิดโอกาสให้ประชาชนในฐานะ “ผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ” ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญระบุไว้ในคำวินิจฉัยทั้งสองฉบับได้มีโอกาสเลือก สสร. โดยตรง ตนจึงขอย้ำอีกครั้งว่ารัฐสภาควรพยายามมากกว่านี้
อย่างไรก็ตามเทวฤทธิ์ยังฝากเพิ่มเติมว่า หากรัฐสภาหรือคณะกรรมาธิการยังมีความไม่มั่นใจเพียงพอก็มีแนวทางหนึ่งที่เคยมีประชาชนกว่า 200,000 คนเข้าชื่อในปี 2566 เสนอคำถามประชามติต่อคณะรัฐมนตรีว่า “ในฐานะที่ท่านเป็นผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ ท่านประสงค์จะเลือก สสร. โดยตรงหรือไม่” ซึ่งหากจะมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในครั้งนี้อาจเพิ่มคำถามในการทำประชามติพร้อมกับการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในช่วงปลายเดือนมีนาคมได้
นอกจากนี้จนถึงขณะนี้เมื่อตรวจสอบจากเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาแล้ว ยังไม่มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติประชามติฉบับแก้ไขที่ปลดล็อกทั้งระบบเสียงข้างมากสองชั้น (double majority) หรือการทำประชามติพร้อมกับการเลือกตั้ง ตนจึงขอเรียนถามผู้เสนอร่างฯ ว่า หากต้องทำประชามติภายใต้กฎหมายฉบับเดิมจะมีข้อกังวลหรือประเด็นใดที่ต้องพิจารณาเพิ่มเติมหรือไม่ โดยเฉพาะเรื่องกรอบเวลาเดิมที่กำหนดให้คณะรัฐมนตรีต้องมีมติภายใน 90 ถึง 120 วันก่อนวันออกเสียง หากต้องการจัดประชามติพร้อมกับการเลือกตั้งรัฐสภาจะต้องมีมติให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ภายในสิ้นปีนี้ มิฉะนั้นอาจไม่ทันตามกรอบเวลา
อีกประเด็นสำคัญคือการออกเสียงทางไปรษณีย์ ซึ่งยังไม่ชัดเจนว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งมีระเบียบรองรับเพียงพอหรือไม่ เพราะในการเลือกตั้งปี 2566 มีผู้ลงทะเบียนออกเสียงล่วงหน้านอกเขตกว่า 2 ล้านคน หากจัดประชามติพร้อมกับการเลือกตั้งประชาชนกลุ่มนี้อาจไม่ได้ใช้สิทธิได้ครบถ้วน ดังนั้นผมเห็นว่าหากจะมีการจัดทำประชามติพร้อมกับการเลือกตั้ง รัฐบาลและคณะกรรมการการเลือกตั้งควรมีความชัดเจนและเตรียมความพร้อมในการอำนวยความสะดวก เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิออกเสียงได้อย่างเท่าเทียม
‘สว.พรชัย’ ทลายทุกมายาคติ รธน.ปราบโกงที่ไม่มีจริง
หวังรัฐสภารับร่าง สสร.ทุกพรรค
เมื่อเวลา 11.47 น. พรชัย วิทยเลิศพันธุ์ สมาชิกวุฒิสภา ขออภิปรายสนับสนุน ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 156 และ 256 ทุกพรรคการเมือง โดยระบุว่า เราเปรียบรัฐธรรมนูญปี 2560 เป็นบ้านที่เราอาศัยอยู่ ซึ่งถ้าดูก็คงเป็นบ้านพิศวง เพราะว่าโครงสร้างบ้านบิดเบี้ยว ต้องแก้ไขโดยด่วน ขณะที่บางฝ่ายบอกว่ารัฐธรรมนูญ เป็นบ้านที่มีผีคุ้มครองจากนักการเมืองโกงๆ มีแต่นักการเมืองเท่านั้นที่อยากจะแก้
ดังนั้น เขาอยากจะมาลองคลี่ข้อเท็จจริงดูปัญหาเชิงโครงสร้างของรัฐธรรมนูญนี้คืออะไร และมายาคดิความเข้าใจผิดเกี่ยวกับบ้านหลังนี้คืออะไรบ้าง
พรชัย กล่าวต่อว่า ปัญหาเชิงโครงสร้าง รัฐธรรมนูญ 2560 มีรากฐานที่บิดเบี้ยว และไร้อำนาจตรวจสอบถ่วงดุลโดยสิ้นเชิง ทำให้บ้านไม่มีเสถียรภาพ โดยเฉพาะองค์กรอิสระที่ขาดการยึดโยงจากประชาชน แต่ที่มากลับมีอำนาจมากกว่าองค์กรที่มาจากการเลือกตั้งประชาชน
“ส่งผลให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง สภาพเหมือนเป็ดง่อย ไม่สามารถบริหารประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่สามารถตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงของโลกได้อย่างทันท่วงที ทำให้การพัฒนาประเทศต้องหยุดชะงัก ด้วยกับดักทางกฎหมายที่องค์กรเหล่านี้วางไว้ นี่ไม่ใช่รัฐธรรมนูญที่ถ่วงดุล แต่กลับถ่วงความเจริญของประเทศเอาไว้” พรชัย กล่าว
มายาคติที่ปกป้องบ้านที่บิดเบี้ยว
พรชัย กล่าวว่า มายาคติที่ป้องกันรัฐธรรมนูญ หรือบ้านแห่งนี้ไว้คือการบอกว่า ‘นี่เป็นรัฐธรรมนูญปราบโกง’ ฟังดูดีแต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้ห้ามให้การทุจริตลดลง ดัชนี CPI ของไทยลดลงต่อเนื่องในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา และทำให้เกิดการทุจริตเชิงโยบาย นำไปสู่การทุจริตเชิงตัวบทกฎหมาย และอำนาจ
นอกจากนี้ กลไกตรวจสอบไม่ยึดโยงกับประชาชน เช่น ปปช. และศาลรัฐธรรมนูญ กลายเป็นเครื่องมือตรวจสอบที่ถูกตั้งคำถามถึงความเป็นกลางเสียเอง
มายาคติต่อมา พรชัย กล่าวต่อว่า มีแต่นักการเมืองเท่านั้นที่อยากแก้รัฐธรรมนูญ ที่คือมายาคติที่ดูถูกเจตจำนงของประชาชนอย่างร้ายแรงที่สุด เพราะว่าช่วงที่ผ่านมา ประชาชนคือผู้ที่เรียกร้องการเปลี่ยนแปลงช่วงที่ผ่านมามากที่สุดโดยตลอด
- โครงการ iLaw เมื่อปี 2563 มีประชาชนเข้าชื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ มากกว่า 100,000 รายชื่อ
- โครงการ Re-Solution ปี 2564 มีประชาชนเข้าชื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ มากกว่า 1.5 แสนรายชื่อ
- โครงการรณรงค์ประชามติ ปี 2566 มีประชาชนเข้าชื่อกว่า 2 แสนรายชื่อ เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ
“รัฐธรรมนูญนี้เป็นฉบับแรกและฉบับเดียวในประวัติศาสตร์ ที่มีความพยายามแก้ไขโดยภาคประชาชนจำนวนมหาศาลและหลายครั้งขนาดนี้ จำนวนเหล่านี้ไม่ใช่เสียงของนักการเมือง แต่นี่คือเสียงของประชาชนที่ตะโกนก้องว่า พวกเขาไม่ต้องการบ้านหลังเก่าที่ผุพังโย้เย้ ไร้สมดุลหลังนี้อีกต่อไปแล้ว การเพิกเฉยต่อเสียงเหล่านี้คือการไม่เคารพอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญอันเป็นของปวงชนชาวไทย” พรชัย กล่าว
ใครกันแน่ที่ไม่อยากแก้รัฐธรรมนูญ
พรชัย ตั้งคำถามต่อว่า ใครกันแน่ที่ไม่อยากแก้ไขรัฐธรรมนูญ ? เพราะจากข้อมูลที่เขานำเสนอ มีการนำเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ รายมาตรา ที่ผ่านสภาฯ แห่งนี้สูงถึง 26 ร่าง พิจารณากัน 5 ยกในช่วงเวลาหลายปี แต่ถูกตีตกไปสูงถึง 25 ร่าง เพราะว่านักการเมืองในสภาฯ แห่งนี้ส่วนใหญ่ไม่โหวตให้ มีเพียงร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ระบบบัตรเลือกตั้ง 2 ใบที่ผ่านเท่านั้น ยังไม่นับร่าง พ.ร.บ.ประชามติ ที่ยื้อกันมาข้ามปี โดยไม่มีผลบังคับใช้ จะแก้ทั้งฉบับก็สภาฯ ล่ม 2 รอบมีการวอล์กเอาต์กันวุ่นวาย พูดง่ายๆ ก็คือถ้านักการเมืองมีเจตจำนงอยากแก้ไขรัฐธรรมนูญจริง ก็คงแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 ไปได้ตั้งแต่เมื่อ 8 ปีที่แล้ว
“จากข้อเท็จจริงที่กล่าวมา น่าจะสรุปเป็นที่ประจักษ์ได้แล้วว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้ปราบโกงแต่อย่างใด เป็นรัฐธรรมนูญที่ประชาชนอยากเข้าชื่อแก้มากที่สุดในประวัติศาสตร์ แต่นักการเมืองต่างหากที่เป็นจระเข้ขวางคลองไม่อยากแก้” สว.พรชัย กล่าว
พรชัย กล่าวเปรียบเทียบพิมพ์เขียวของทั้ง 3 ร่าง ซึ่งมีความแตกต่างกันคือที่มาของ สสร. โดยเขาตั้งคำถามกับร่างของพรรคภูมิใจไทย ที่บอกว่าเข้าใจง่ายที่สุดแล้ว แต่ก็มีประเด็นน่าสงสัยว่า “สุดท้ายแล้วจะเสี่ยงต่อการแทรกแซงจากรัฐสภาได้ง่ายที่สุด และเสี่ยงการจัดตั้งได้ง่ายที่สุด ไม่ต่างจากการเลือกตั้ง สว.ที่ผ่านมาได้หรือไม่”
พรชัย กล่าวต่อว่า ในเรื่องการมีส่วนร่วมของพรรคประชาชน ร่างของ ปชน.ให้ประชาชนเป็นผู้เล่นหลักตั้งแต่ต้นจนจบ ซึ่งต่างจากร่างของพรรคภูมิใจไทย แทบจะตัดบทบาทของประชาชนออกไป เหลือเพียงการทำประชามติในตอนสุดท้าย และในมิติของพรรค ปชน. สร้างสมดุลระหว่างผู้เชี่ยวชาญและตัวแทนพื้นที่ ส่วนพรรคเพื่อไทย ให้ความสำคัญกับกลุ่มอาชีพ โดยที่การยึดโยงของประชาชนอาจจะน้อยลง
สุดท้าย มิติความโปร่งใสตรวจสอบได้ สสร.ของพรรค ปชน. ต้องรับผิดชอบต่อประชาชนที่เลือกพวกเขาเข้ามาโดยตรง ซึ่งแตกต่างจากอีก 2 ร่างจะยึดโยงกับรัฐสภา และองค์กรที่เสนอชื่อเข้ามา
สว.พรชัย กล่าวต่อว่า ตอนนี้เรามี 3 ร่างที่แตกต่างกัน คือร่างที่ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุดคือร่าง ปชน. ร่างที่มีรัฐสภามีบทบาทมากที่สุดคือร่างของพรรคภูมิใจไทย และร่างที่ประนีประนอมมากที่สุดคือร่างของพรรคเพื่อไทย
อย่างไรก็ตาม เขาเชื่อว่ารัฐธรรมนูญ หรือบ้านจะมั่นคงได้ เจ้าของบ้านมีสิทธิเลือกสถาปนิกที่มาออกแบบบ้านได้ด้วยตัวเอง นั่นคือ สสร. ที่ยึดโยงกับประชาชนมากที่สุด เขาจึงขอวิงวอนเพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน และคณะกรรมาธิการร่วมของทั้ง 2 สภาฯ ที่กำลังจะจัดตั้งขึ้น โปรดลงมติเปิดประตูที่กว้างที่สุด ในการรับหลักการร่าง 3 ร่างนี้ ให้ประชาชนได้มาเป็นเจ้าของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อย่างแท้จริง
สว.พิสิษฐ์ ตอกร่าง ปชน.เสี่ยงขัด รธน.
ถาม หาชื่อพรรคใหม่หรือยัง
มติชนออนไลน์รายงานว่าเวลา 13.27 น. พิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ ส.ว. อภิปรายว่า ส.ว.ส่วนใหญ่ไม่คิดขัดขวางการแก้รัฐธรรมนูญ และเคารพประชาชน 16 ล้านเสียง ที่ลงมติเห็นชอบรัฐธรรมนูญปี 2560 ขอเน้นไปที่ร่างพรรคประชาชนที่สุ่มเสี่ยงขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ขอตั้งชื่อว่า ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเซาะกร่อนบ่อนทำลาย ใน 6 ประเด็นคือ
- มีเจตนาแก้ไขรัฐธรรมนูญ หมวด 1 และ 2 อย่างชัดเจน สะท้อนผ่านเนื้อหาร่างแก้ไขมาตรา256/26 อนุ 2 ที่ระบุว่า “การให้มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ขอถามว่าวันนี้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ต้องมีการให้ใช่หรือไม่ จำเป็นต้องร้องขอพรรคประชาชนให้มีบทบัญญัติเช่นนี้ในรัฐธรรมนูญฉบับต่อไป ทั้งที่รัฐธรรมนูญปี2560 มาตรา 2 ระบุว่า “ประเทศไทยมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” เหตุใดจึงไม่เขียนว่า “รับรองให้มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” พรรคประชาชนไม่เข็ดใช่หรือไม่ว่า พรรคก้าวไกลถูกยุบพรรค เพราะมีเจตนาเซาะกร่อนบ่อนทำลายให้สถาบันชำรุดทรุดโทรมหรืออ่อนแอ ตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256/25 อนุ2 แสดงเจตนาแก้ไขบทบัญญัติหมวด 1 และ 2 ในรัฐธรรมนูญใช่หรือไม่ ได้เตรียมหาชื่อพรรคใหม่หรือยัง การเขียนเช่นนี้มีเจตนาเซาะกร่อนบ่อนทำลายอย่างชัดเจน
- บันทึกหลักการและเหตุผลร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคประชาชน ระบุว่า รัฐธรรมนูญปัจจุบันมีปัญหาความชอบธรรมทางประชาธิปไตย เชื่อมโยงกับคณะรัฐประหาร ถูกรับรองโดยกระบวนการประชามติที่ไม่เสรีและเป็นธรรม เป็นการกล่าวหาเสียงประชาชน 16 ล้านคนที่เห็นชอบรัฐธรรมนูญปัจจุบันนิยมเผด็จการ
- การให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญมาจากการเลือกตั้งของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง อาจขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ระบุ รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง อาจเป็นเหตุให้มีผู้ร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญตีความร่างแก้รัฐธรรมนูญขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ รวมถึงร่างพรรคเพื่อไทยก็มีความเสี่ยงเช่นกัน
- สภาที่ปรึกษายกร่างรัฐธรรมนูญ ไม่จำเป็นต้องมีให้สิ้นเปลืองงบประมาณ
- คุณสมบัติคณะกรรมาธิการยกร่างและสภาที่ปรึกษายกร่างรัฐธรรมนูญ ที่ยกเว้นให้ผู้ถูกตัดสิทธิทางการเมืองมาลงสมัครได้ กำลังเปิดโอกาสให้ใครบางคนเป็นกรณีพิเศษ หรือหางานทำให้ผู้มีบารมีนอกพรรค ผู้นำจิตวิญญาณของพวกท่านมาเป็นกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่
- การลงคะแนนให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ต้องได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกสองสภา ปัจจุบันส.ส.มี 500 เสียง ส.ว. 200 เสียง หาก ส.ส.รวมเสียงได้เกินกึ่งหนึ่งก็ผ่านรัฐธรรมนูญได้เลย อาจขัดรัฐธรรมนูญ เพราะไม่เกิดการถ่วงดุล 2 สภา และกำหนดให้พิจารณาวาระเดียว ขัดกับการพิจารณากฎหมายทั่วไปมี 3 วาระ หวังว่าการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญใหม่ คงไม่มีเจตนานำ 2 คำนี้ออกไปคือ 1.ความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ 2.ไม่มีพฤติกรรมเป็นที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรงออกจากรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นคำที่พวกท่านกลัวมากๆ เพียงเพราะช่วยเหลือใครบางคนให้กลับไปเป็นนักการเมืองและรัฐมนตรี
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
