เหตุใดความสัมพันธ์ใกล้ชิดของผู้นำมาเลเซียอย่าง "อันวาร์ อิบรอฮิม" กับผู้นำกัมพูชา อาจทำให้คนไทยส่วนหนึ่งรู้สึกระแวงในบทบาทการเป็นคนกลางสร้างสันติภาพไทย-เขมร เรื่องนี้ต้องย้อนไปดูความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องมุสลิมกับ "ฮุน เซน" เป็นอย่างไร ทำไมถึงกับยกย่องเขาเป็นถึง "ผู้นำญีฮาด" ที่ปลดปล่อยมุสลิมจากเขมรแดง และการมอบบทบาททางการเมืองแก่ผู้นำมุสลิมที่ฮุน เซน โปรดปราน และชะตากรรมผู้นำมุสลิมที่ต่อต้านฮุน เซน จะเป็นอย่างไร
ความสัมพันธ์กลมเกลียวของพี่น้องมุสลิมเขมรกับ "ฮุน เซน" อดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชามีมาอย่างเหนียวแน่นยาวนานแล้ว แถมยังสร้างภาพลักษณ์ที่ดีในสายตาโลกมุสลิมด้วย (อย่างน้อยก็ในช่วงก่อนสู้รบกับไทยตามแนวชายแดน)
ภาพความสัมพันธ์นี้อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผู้นำมาเลเซียอย่าง "อันวาร์ อิบรอฮิม" ใกล้ชิดกับผู้นำรัฐบาลกัมพูชามาก จนอาจทำให้คนไทยส่วนหนึ่งรู้สึกหวาดระแวงในบทบาทการเป็นคนกลางสร้างสันติภาพไทย-กัมพูชาไปด้วย
ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น เรื่องนี้ต้องย้อนไปในประวัติศาสตร์การเมืองเขมรในห้วงที่ผ่ามาด้วย
ฮุน เซน เกิดวันที่ 5 สิงหาคม 2495 ที่เปียมเกาะสนา สเตงตรึง จังหวัดกำปงจาม ซึ่งเป็นถิ่นที่มีชาวมุสลิมเชื้อสายจามอาศัยอยู่จำนวนมาก ฮุน เซน เริ่มให้การดูแลพี่น้องมุสลิมอย่างดีทั้งที่เป็นชนกลุ่มน้อยของประเทศมาเป็นตั้งแต่เขาเริ่มเป็นนายกรัฐมนตรีครั้งแรกในปี 2528 ซึ่งมุสลิมในกัมพูชามีแค่ 5% (ปัจจุบันมีประมาณ 600,000 คน)

ฮุน เซน อดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา
'ฮุน เซน' คือผู้นำญีฮาด ปลดปล่อยมุสลิมจากเขมรแดง ?
ในช่วงสงครามกลางเมืองกับเขมรแดงพี่น้องมุสลิมกัมพูชาได้ยกย่อง ฮุน เซน ว่าเป็นผู้ปลดปล่อยมุสลิมจากการถูกกดขี่ขมเหงจากเขมรแดงถึงขั้นมองว่า นี่คือการทำ “สงครามญีฮาด” หรือการต่อสู้ในหนทางของศาสนาที่มีฮุน เซน เป็นผู้นำเลยก็ว่าได้
จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้เกิดขึ้นในปี 2513 ที่นายพลลอน นอล ได้ก่อรัฐประหารยึดอำนาจจากเจ้านโรดมสีหนุ โดยมีองค์การซีไอเอ (CIA) ของสหรัฐอเมริกาหนุนหลัง ฮุน เซน เข้าร่วมกับเขมรแดงในปี 2518 เพื่อต่อสู้กับกองกำลังของนายพลลอน นอล
แต่หลังจากนั้น 2 ปี ตอนที่ฮุน เซน เป็นผู้บัญชาการกองพันในภาคตะวันออกก็ถูก Human Rights Watch กล่าวหาว่าเขาอาจมีส่วนสังหารหมู่ชาวจามมุสลิมที่ก่อความไม่สงบในเดือนกันยายน-ตุลาคม 2518 แต่ฮุน เซน ปฏิเสธเรื่องนี้
ตอนนั้นมีมุสลิมในกัมพูชาเหลืออยู่ประมาณ 150,000 – 200,000 คน ทั้งนิกายซุนนี่ย์ และชีอะห์ ถูกฆ่าตายไปประมาณ 400,000 คน จากจำนวนคนที่ถูกเขมรแดงสังหารทั้งหมดประมาณ 3 ล้านคน
ต่อมาฮุน เซน ไม่พอใจการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของพล พต ผู้นำเขมรแดง จึงร่วมกับเฮง สัมริน แล้วแปรพักตร์ไปเข้ากับเวียดนาม และร่วมก่อตั้งขบวนการกู้ชาติกัมพูชา จากนั้นได้นำทหารเวียดนามเข้ามาโค่นล้มเขมรแดงปี 2522 ทำให้เขามีชื่อเสียงขึ้นมา
จากจุดนี้เองพี่น้องมุสลิมกัมพูชายกย่องให้เขาเป็นผู้นำปลอดปล่อยชาวมุสลิมจากการสังหารหมู่ของเขมรแดงเช่นเดียวกับชาวกัมพูชาคนอื่น ๆ
โดยผู้นำมุสลิมกัมพูชาที่ร่วมต่อสู้กับฮุน เซน ในตอนนั้นคือ มะลี หรือมูฮัมหมัดอาลี อับดุลเราะห์มาน
หลังจากโค่นล้มเขมรแดงได้ เวียดนามสนับสนุนให้ฮุน เซน เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศในรัฐบาลหุ่นเชิดของเวียดนามในปี 2522 ก่อนจะก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีในปี 2528 ภายใต้ระบบพรรคเดียวคือพรรคประชาชนกัมพูชา (CPP) ต่อจากจัน ซี ที่เสียชีวิตขณะดำรงตำแหน่ง
นักกิจกรรมอาวุโสท่านหนึ่ง (ไม่ประสงค์ออกนาม) ที่เคยมีบทบาทในงานพัฒนาสังคมมุสลิมกัมพูชาให้ข้อมูลว่า ขณะนั้นมะลี เป็นรองหัวหน้าพรรค CPP ถือว่าใหญ่มาก ส่วน ฮุน เซน เป็นเลขาธิการพรรค และเจีย ซิม เป็นหัวหน้าพรรค
มะลียังได้เป็นรองประธานสภาของกัมพูชาในเวลาต่อมา และยังมีมุสลิมอีกหลายคนที่มีบทบาทภายในพรรค CPP
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
จากความแตกแยกสู่ความเป็นหนึ่งใต้อุ้งมือ 'ฮุน เซน'
อย่างไรก็ตาม หลังก่อตั้งพรรค CPP มุสลิมกัมพูชาเริ่มแตกเป็น 2 กลุ่ม โดยเฉพาะในการเลือกตั้งครั้งแรกในปี 2536 ตามสนธิสัญญาสันติภาพปารีส
เนื่องจาก มุสลิมที่หนีไปอเมริกาช่วงสงครามเขมรแดงบางส่วนกลับมาเข้าร่วมพรรคฟุนซินเปกของนโรดม รณฤทธิ์ ซึ่งพรรคฟุนซินเปกชนะเลือกตั้งได้เสียงข้างมาก แต่ฮุน เซนไม่ยอมรับ จึงได้นำประชาชนออกมาประท้วงจนเกิดความวุ่นวายทางการเมืองไปทั่วกัมพูชา
กระทั่งมีการเจรจากันจนได้ข้อสรุปว่า จะให้เจ้ารณฤทธิ์และฮุน เซน ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีร่วมกัน โดยเจ้ารณฤทธิ์เป็นนายกฯ คนที่หนึ่ง และฮุน เซนเป็นนายกฯ คนที่สอง ระหว่างปี 2536-2541
ในช่วงนี้เองที่ก่อกำเนิดผู้นำมุสลิมที่มีบทบาทมากในการเมืองกัมพูชาอีกหลายคน บางคนได้เป็นใหญ่เป็นโตในปัจจุบัน แต่บางคนก็ถูกมรสุมทางการเมืองเล่นงาน เมื่อถึงคราวความเป็นพันธมิตรระหว่างเจ้ารณฤทธิ์กับฮุน เซน แตกสลายลง
ฮุน เซน มีส่วนบงการในรัฐประหารในปี 2540 เพื่อโค่นล้มเจ้ารณฤทธิ์ จากนั้นฮุน เซน ก็ได้รวบอำนาจไว้แต่ผู้เดียว
4 ผู้นำมุสลิมบทบาทสูงในการเมืองกัมพูชา
ตั้งแต่นั้นมาพบว่าผู้นำมุสลิมที่มีบทบาทมากในการเมืองกัมพูชา มี 4 คน ได้แก่
- มูฮัมหมัดอาลี อับดุลเราะห์มาน หรือ มะลี อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร
- มูฮัมหมัด เบน มัรวาน เลขาธิการสมาคมมุสลิมกัมพูชา (Cambodia Muslim Association) ที่มะลีเป็นผู้ก่อตั้ง ซึ่งมูฮัมหมัด เบน มัรวาน ก็เป็นผู้นำมุสลิมอีกคนหนึ่งที่มีชื่อเสียงมาก ขณะนั้น มีตำแหน่งเป็น สว.
- อาหมัด ยะห์ยา (Ahmad Yahya) ผู้นำชุมชนมุสลิมจาม เป็น ส.ส. และอดีตรัฐมนตรีช่วย (Secretary of State) กระทรวงกิจการสังคม ทหารผ่านศึก และการฟื้นฟูเยาวชน (Ministry of Social Affairs, Veterans and Youth Rehabilitation) ปี 2552
- อุสมาน ฮัซซัน นักธุรกิจหนุ่มมุสลิมรุ่นใหม่ผู้ร่ำรวยและมีชื่อเสียงมาก

อุสมาน ฮัซซัน
'อุสมาน ฮัซซัน' ผู้โปรดปรานของฮุน เซน
เดิมที อุสมาน ฮัซซัน ไม่ได้ยุ่งกับการเมืองกัมพูชา จนวันหนึ่งเขาเดินเข้ามาในพรรค CPP ซึ่งหลังจากมะลีเสียชีวิต บทบาทผู้นำมุสลิมกัมพูชาก็ตกไปอยู่ที่อุสมาน
เนื่องจากอุสมานเป็นนักธุรกิจที่ร่ำรวยอยู่แล้ว จึงเป็นที่โปรดปรานของฮุน เซน อย่างมาก ทำให้เขามีบทบาทสูงทั้งในพรรคและในกัมพูชา
ตอนหลังๆ เมื่อฮุน เซน รวบอำนาจทั้งหมดให้อยู่ในมือได้ มุสลิมกัมพูชาเกือบทั้งประเทศก็หันมาอยู่กับฮุน เซน แม้แต่จุฬาราชมนตรีของกัมพูชา
เมื่ออุสมานอยู่กับฮุน เซน ก็สามารถทำผลงานให้มุสลิมกัมพูชาได้เยอะ จนทำให้มุสลิมหลายคนมีตำแหน่งใหญ่โตทั้งทางการเมืองและทางราชการ ทั้งระดับปลัดกระทรวง รองผู้ว่าราชการจังหวัด ฯลฯ
ขณะที่ครูสอนศาสนาอิสลามและโต๊ะอิหม่ามประจำมัสยิดต่างๆ ก็ได้เงินเดือนกันถ้วนหน้า ซึ่งพี่น้องมุสลิมมองว่านี่คือผลงานของอุสมาน ฮัซซัน
ผลที่ตามมาคือมุสลิมกัมพูชาสนับสนุนฮุน เซนไปด้วย มองว่าฮุน เซน ให้หลาย ๆ อย่างแก่พี่น้องมุสลิมกัมพูชา
พวกวัยรุ่นหรือมุสลิมรุ่นใหม่ก็ต้องสนับสนุนอุสมานและฮุน เซน ด้วย ไม่งั้นก็จะเติบโตไม่ได้
ดังนั้นตอนนี้จึงไม่มีพี่น้องมุสลิมที่อยู่ฝ่ายค้าน (กัมพูชาไม่มีพรรคฝ่ายค้านแล้ว เพราะถูกสั่งยุบพรรค)
ยกเว้น อาหมัด ยะห์ยา ที่ถูกจับเข้าคุกจนกระทั่งทุกวันนี้
ผู้สร้างสัมพันธ์ (และสร้างภาพ) กับโลกมุสลิม
ไม่เพียงแต่บทบาทในประเทศเท่านั้น อุสมาน ฮัซซัน ยังได้รับมอบหมายจากฮุน เซน ในการสร้างความสัมพันธ์กับโลกมุสลิมอย่างเต็มที่ ทั้งในอาเซียนหรือตะวันออกกลาง
บทบาทนี้ อุสมานทำได้ดีและประสบความสำเร็จมาก โดยเฉพาะกับนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียคนปัจจุบัน
อุสมานใกล้ชิดกับนายกฯอันวาร์มาก มีการไปมาหาสู่กันประจำ เช่น เชิญมาร่วมกิจกรรมละศีลอดหรือเป็นประธานพิธีต่างๆ ที่ใหญ่โต ใช้งบประมาณสูง มีคนเข้าร่วมเป็นพัน ๆ ทำให้อันวาร์ซาบซึ้งใจ รู้สึกว่ากัมพูชาและฮุน เซน ดูแลใส่ใจและให้โอกาสพี่น้องมุสลิมอย่างดี
ดังนั้น บทบาทของอุสมานจึงมีส่วนสำคัญที่ทำให้โลกมุสลิมมีมุมมองที่ดีต่อกัมพูชา
อุสมาน ฮัซซัน เป็นเหมือนรัฐมนตรีที่ไม่มีกระทรวง ฮุน เซน ให้ดูแลเป็นจ๊อบๆ ไป ปัจจุบันเป็นรัฐมนตรีอาวุโสฝ่ายภารกิจพิเศษกัมพูชา แต่จริงๆ แล้วบทบาทหลักๆ คือ สร้างความสัมพันธ์กับโลกมุสลิมโดยตรง
เมื่อ 10 ปีที่แล้ว อุสมาน ฮัซซัน เป็นรัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน ตอนนั้นมีรัฐมนตรีที่เป็นมุสลิม 6 คน

อาหมัด ยะห์ยา
ชะตากรรม 'อาหมัด ยะห์ยา' ผู้ต่อต้านฮุน เซน
อาหมัด ยะห์ยา อยู่ในกลุ่มมุสลิมที่ไม่พอใจนโยบายของฮุน เซน แม้จะอยู่ในพรรคเดียวกัน แต่สุดท้ายก็โดนฮุน เซน จัดการเพราะแตกแถว
มูลเหตุมาจากการที่อาหมัดคัดค้านโครงการตัดถนนเส้นใหม่ผ่านที่ดินมัสยิดใหญ่ประจำเมืองหลวงพนมเปญของนายกเทศมนตรี โดยนำชาวบ้านออกมาประท้วงจนส่งผลให้โครงการพัฒนาพื้นที่หยุดชะงักไป
กรณีนี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นความขัดแย้งกับฮุน เซน สุดท้ายอาหมัดก็ถูกยัดข้อหาจนได้
โดยสื่อกัมพูชา เช่น Camboja news และ Phnompenh Post รายงานเมื่อเดือนสิงหาคมปี 2562 ว่า ศาลเทศบาลพนมเปญตัดสินลงโทษอาหมัดกับลูกพี่ลูกน้องคนหนึ่งให้จำคุก 15 ปี ข้อหามีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์จากการส่งผู้หญิงกัมพูชาไปเป็นแม่บ้านในซาอุดิอาระเบียเมื่อ 15 ปีที่แล้ว (ปี 2547)
แน่นอนอาหมัดปฏิเสธ และบอกว่าเขาถูกใส่ร้ายป้ายสี เขาได้ยื่นอุทธรณ์และพยายามขอให้ศาลสูงสุดกลับคำตัดสินเมื่อปี 2566 ปัจจุบันยังไม่ทราบผลการวินิจฉัย
นี่คือปมความขัดแย้งที่ชัดเจนเพียงเรื่องเดียวที่เกิดขึ้นระหว่างผู้นำกัมพูชากับพี่น้องมุสลิมเขมร
ความสัมพันธ์มุสลิมเขมร – ไทย – เวียดนาม – มาเลเซีย
นักกิจกรรมท่านนี้เล่าถึงความสัมพันธ์ระหว่างมุสลิมไทยกับมุสลิมเขมรว่า ส่วนแรกคือความสัมพันธ์ทางสายเลือด เนื่องจากมีมุสลิมในกรุงเทพฯ (บ้านครัว) และอยุธยาเชื้อสายจามที่อพยพมาจากเขมรในอดีต ปัจจุบันก็ยังคงไปมาหาสู่กัน
ในกัมพูชา มุสลิมเชื้อสายจามอาศัยอยู่มากในจังหวัดกำปงจามและเกาะกง พวกเขาอพยพมาจากเวียดนามอีกทีหนึ่งในสมัยอาณาจักรจามปาล่มสลายจากสงครามในอดีต
ต่อมามุสลิมจามที่อาศัยในกำปงชนัง (ไม่ไกลจากพนมเปญ) ได้กลายเป็นกันชนให้กษัตริย์เขมรในการสู้รบกับเวียดนาม หรือในอีกแง่คือจำเป็นต้องร่วมมือกับกษัตริย์เขมรเพื่อจะเอาคืนเวียดนาม
เหตุการณ์นี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้มุสลิมเวียดนามมีอคติและระแวงมุสลิมกัมพูชา แต่ก็แสดงให้เห็นถึงการเกื้อหนุนกันของมุสลิมเขมรกับกษัตริย์เขมรมาตั้งแต่อดีต ทำให้เกิดความไว้วางใจต่อกันมาก กษัตริย์ยังได้เขมรมอบที่ดินให้อยู่อาศัย และมอบพื้นที่บนภูเขาให้เป็นที่บำเพ็ญภาวนาของผู้นำศาสนาบางกลุ่มที่ผิดแปลกไปจากมุสลิมทั่วไป เช่น แต่งชุดเหมือนพระสงฆ์
เนื่องจากมุสลิมกลุ่มนี้เก่งในการล่องเรือ ซึ่งสร้างประโยชน์ให้กษัตริย์เขมรมาก จึงเป็นที่โปรดปรานมากๆ
ส่วนที่สอง คือความสัมพันธ์กับพี่น้องมุสลิมใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งก่อนการสู้รบล่าสุด มีมุสลิมเขมรเดินทางมาเรียนศาสนาในพื้นที่เยอะพอสมควร
มุสลิมกัมพูชาบางส่วนยังได้เดินทางข้ามไปฝั่งมาเลเซีย แล้วก็อาศัยหรือทำมาหากินที่นั่นจนร่ำรวยก็มี ที่รัฐกลันตันตรงข้ามกับจังหวัดนราธิวาสก็มีหมู่บ้านมุสลิมกัมพูชาด้วย แต่ในพื้นที่ชายแดนใต้พวกเขามาเรียนหนังสือเท่านั้น
คนมาเลเซียบางส่วนมองว่ากัมพูชาให้โอกาสมุสลิมมาก และมองว่าไทยก็ต้องแก้ไขเรื่องนี้ด้วย ซึ่งในความเป็นจริงนั้นประเทศไทยมิได้ปิดโอกาสพี่น้องมุสิลม เพียงแต่การเข้าสู่อำนาจทางการเมืองได้นั้น ต้องผ่านการเลือกตั้งตามระบบประชาธิปไตย
ตกอยู่ในกระแสชาตินิยมรุนแรง
นักกิจกรรมอาวุโสท่านนี้ให้ความเห็นกรณีความขัดแย้งไทย-กัมพูชาตามแนวชายแดนด้วยว่า ผู้นำกัมพูชาได้ปลูกฝังแนวคิดชาตินิยมมาตลอดว่า ปัญหาเกิดจากฝ่ายไทยที่ไปยึดพื้นที่ของกัมพูชา ซึ่งประชาชนเชื่อเพราะฮุน เซนเคยสู้ชนะไทยมาแล้วในกรณีปราสาทพระวิหาร ซึ่งเป็นการยิ่งยืนยันว่าสิ่งที่รัฐบาลปลูกฝังมานานนั้นคือความจริง หากจะสู้กันอีกครั้งก็มีโอกาสจะได้คืนเขตแดนเพิ่มอีก
“ตราบใดที่คนเขมรยังมีความรู้สึกนึกคิดอย่างนี้ พวกเขาก็ต้องพยายามสู้กับไทยต่อไป ซึ่งในหมู่มุสลิมกัมพูชาก็ถูกปลูกฝักแบบนี้มาตลอดเช่นกัน”
“ยิ่งมุสลิมเขมรรู้สึกว่า ในอดีตเคยต่อสู้ญีฮาดมาแล้ว หากตอนนั้นไม่สู้ ตอนนี้อิสลามก็อาจจะสูญสิ้นไปจากกัมพูชาไปแล้วก็ได้ ซึ่งคนเฒ่าคนแก่ยังฝังใจเรื่องนี้อยู่สูงมาก เขาบอกว่า ฮุน เซน คือผู้มาปกป้องศาสนาให้พวกเขา”
แม้ว่าปัจจุบัน ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นกับไทยไม่ใช่เรื่องศาสนา แต่มุสลิมก็ยังรู้สึกติดหนี้บุญคุณฮุน เซน อยู่ ดังนั้น มุสลิมกัมพูชาพร้อมจะช่วยฮุน เซนต่อไป”
ประเด็นต่อมา ในความคิดของมุสลิมกัมพูชาคือ ถ้าไม่ใช่ฮุน เซน มาเป็นผู้นำ พวกเขาอาจถูกกดขี่หนักกว่านี้อีก สิทธิต่างๆ ที่เคยได้จะหายไปหมด ยิ่งเป็นคนกลุ่มน้อยและมีภาวะเกลียดกลัวอิสลามมากขึ้น
มุสลิมเขมรมักจะเทียบตัวเองกับไทยว่า ในไทยมีมุสลิมราว 10% ส่วนในกัมพูชามีแค่ 5% แต่มุสลิมกลับได้ตำแหน่งรัฐมนตรีเยอะกว่าไทย มีรองผู้ว่าฯหลายคน โดยเฉพาะในจังหวัดที่มีมุสลิมอาศัยอยู่
“จริงๆ ตำแหน่งเหล่านี้มาจากเส้นสายล้วน ๆ ไม่มีระบบโควตา ไม่มีการแบ่งสรรอำนาจหรือแนวปฏิบัติใดๆ ทั้งสิ้น แต่มาจากอำนาจของฮุน เซนเท่านั้น”
ฮุน เซน จะให้ตำแหน่งใครก็ได้ แม้งบประมาณอาจจะไม่เยอะแต่ก็เอาไปโฆษณาสร้างภาพให้คนนอกเห็นได้ ต่างจากอำนาจรัฐของไทยที่เป็นของรัฐบาลที่ต้องผ่านระบบเลือกตั้งมา
ตอนหลังๆ มานี้เสียงของพี่น้องมุสลิมกลายเป็นตัวชี้ขาดผลการเลือกตั้งด้วย เพราะเสียงไม่แตก ถ้ามุสลิมไม่สนับสนุนฮุน เซน เขาแพ้แน่นอน เพราะคนกัมพูชานิยมฮุน เซน ลดลงเรื่อย ๆ ฮุน เซนจึงต้องปลุกกระแสชาตินิยมเพื่อสร้างความนิยมให้ตัวเองนั่นเอง
คลื่นใต้น้ำ ความต้องการการเปลี่ยนแปลง
มาถึงตอนนนี้ ถ้ามุสลิมกัมพูชาไม่สนับสนุนรัฐบาล (และฮุน เซน) ก็อาจจะเดือดร้อนได้ แต่รัฐบาลกัมพูชาเองก็ไม่อยากมีปัญหากับพี่น้องมุสลิมเช่นกัน เพราะอาจกระทบภาพลักษณ์ในสายตาโลกมุสลิม แม้แต่นายกฯ อันวาร์ของมาเลเซียและคนชาวมาเลเซียก็อาจเปลี่ยนท่าทีได้
นายกฯอันวาร์เองก็ไม่อยากแสดงออกว่าเข้าข้างกัมพูชามากเกินไป เพราะจะทำให้ขาดความน่าเชื่อถือได้ในฐานะคนกลางการแก้ปัญหาไทย-กัมพูชาและอาจส่งผลเสียถึงบทบาทการเป็นผู้อำนวยความสะดวกในกระบวนการพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้ของไทยด้วย คนไทยก็จะยิ่งระแวงนายกฯอันวาร์มากขึ้น การแก้ปัญหาชายแดนใต้ก็จะยิ่งยากขึ้นไปด้วย
ครั้นจะยุให้มุสลิมเขมรต่อต้านฮุน เซน ก็ยิ่งเป็นไปได้ยาก เพราะพี่น้องมุสลิมกัมพูชาตอนนี้ต้องไม่แตกแถว ไม่งั้นจะเดือดร้อนกันหมด ไม่ว่า ฮุน เซน จะเป็นยังไงก็แล้วแต่
ท่านได้ทิ้งท้ายไว้ว่า ตอนนี้ทุกอย่างก็อยู่ที่ฮุน เซน คนเดียวว่าจะแก้ปัญหาในประเทศตัวเองอย่างไร เพราะขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้านก็ไม่เป็นผลดีต่อการอยู่ร่วมกันในประชาคมอาเซียน รวมถึงเศรษฐกิจการค้า แต่ก็เชื่อว่า กระแสความต้องการเปลี่ยนกัมพูชาจะมีขึ้นแน่นอน เพียงแต่ตอนนี้ยังเป็นคลื่นใต้น้ำอยู่
มุสลิมเขมรไม่อาจแตกแถว
ชาวมุสลิมกัมพูชาซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยในประเทศยังรู้สึกสำนึกในบุญคุณของ ฮุน เซน ที่ช่วยปลอดปล่อยชาวมุสลิมจากการกดขี่ข่มเหงของเขมรแดง และการให้โอกาสในด้านต่างๆ ขณะเดียวกันก็ไม่กล้าที่จะต่อต้านฮุน เซน เพราะรู้ซึ้งถึงชะตากรรมที่อาจเกิดขึ้นได้ ดังตัวอย่างผู้นำมุสลิมที่เคยต่อต้านฮุน เซน อย่าง อาหมัด ยะห์ยา
ขณะเดียวกัน ฮุน เซน ได้ใช้ผู้นำมุสลิมกัมพูชาไปสร้างความสัมพันธ์รวมถึงภาพลักษณ์ที่ดีในสายตาของโลกมุสลิม โดยเฉพาะอุสมาน ฮัซซัน ที่สามารถสร้างความสนิทสนมกับนายอันวาร์ อิบรอฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ซึ่งอาจสร้างความหวาดระแวงให้ฝ่ายไทยในบทบาทการเป็นคนกลางสร้างสันติภาพกับประเทศไทย
แม้ว่าพี่น้องมุสลิมกัมพูชาไม่อาจแตกแถวได้ แต่ในความต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในกัมพูชาก็ไม่อาจแสดงออกมาได้อย่างเปิดเผยท่ามกลางกระแสชาตินิยมรุนแรง ความต้องการนี้ยังคงเป็นคลื่นใต้น้ำอยู่
