Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ต่อเนื่องจากการประชุม เมื่อ 14 ต.ค.ที่ผ่านมา ที่ประชุมรัฐสภา สมัยพิเศษ มีวาระการพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เพิ่มหมวด 15/1 ว่าด้วย สสร. โดยปัจจุบันมีทั้งหมด 3 ร่าง ประกอบด้วย ร่างของพรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทย และพรรคเพื่อไทย 

‘อดิศร’ ย้ำปัญหาองค์กรอิสระ เอาร่างที่เหมาะสมเป็นร่างหลัก สดุดีวีรชนปกป้อง รธน.

อดิศร เพียงเกษ สส.พรรคเพื่อไทย ลุกขึ้นอภิปราย โดยในช่วงเริ่มต้น อดิศรขอให้สมาชิกรัฐสภาไว้อาลัยและสดุดีให้ผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และปัจจุบันก็ครบรอบ 52 ปีของเหตุการณ์นี้ ในฐานะวีรชนที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญ และขอให้รัฐบาลช่วยตามหาอนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญที่หายไปตั้งแต่ปี 2559 เพราะว่าทหารและตำรวจที่เสียชีวิตในการต่อสู้กับกบฏบวรเดชที่ทุ่งบางเขน ก็ถือว่ามีส่วนปกป้องรัฐธรรมนูญ

สส.พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงปัญหาองค์กรอิสระ และศาลรัฐธรรมนูญ โดยระบุว่า รัฐธรรมนูญมีมาตราที่สำคัญจริงๆ คือ มาตรา 3 ที่ระบุว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย  หมายความว่าอำนาจตุลาการ นิติบัญญัติ และฝ่ายบริหาร ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจ ประชาชนเลือกผู้แทนราษฎรเข้าไปใช้อำนาจแทนในฝ่ายนิติบัญญัติ แต่มีฝ่ายหนึ่งที่ไม่ยึดโยงกับประชาชน คือฝ่ายตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระต่างๆ

“พอผมมาเช้าๆ เห็นเอกสารฉบับนี้วางอยู่ต่อหน้าผม จะเป็นคำขู่ของประธานฯ รึเปล่าก็ไม่ทราบด้วยเจตนา ท่านเอาคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญไว้ให้ผมอ่านเลย เด็กทั้งหลายอภิปรายดังต่อไปนี้ เด็กอนุบาลสมาชิกรัฐสภาอย่าออกนอกลู่นอกทางคำวินิจฉัยนี้ไม่ได้ นี่คืออะไร อำนาจอธิปไตยมาจากปวงชนชาวไทยไหม ผมพูดเพื่อให้สมาชิกสภาร่างฯ นำไปแก้ไข ความเหมาะสมสถานะความคงอยู่ของศาลรัฐธรรมนูญ”

“ผมถูกตัดสิทธิ์พร้อมพรรคไทยรักไทย ตุลาการเสื้อครุยก็ไม่ได้ใส่ รัฐประหารตั้งขึ้นมา ความเป็นจริงคณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาความขัดแย้งในรัฐธรรมนูญ ท่านถีบตัวเป็นศาลเลย ใหญ่กว่าศาลปกติเสียอีก ผมจึงคิดว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีปัญหาต้องแก้ไขกันมาก” อดิศร กล่าว

อดิศร กล่าวต่อว่า บางคนบอกว่าองค์กรอิสระต่างๆ มีอำนาจใหญ่โต แทรกแซงอำนาจอธิปไตยอย่างบังอาจหรือเปล่า เพราะว่า สส.เป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตย แต่โดนอำนาจอื่นๆ เอามือมาแซะ จะแปรญัตติในสภาฯ ทำได้ไม่ได้ ต้องไปพึ่งบริการองค์กรอื่น มันใช่อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทยหรือไม่

อดิศร กล่าวต่อว่า เขาอภิปรายวันนี้เพื่อให้ร่างรัฐธรรมนูญมีการแก้ไข อยากให้เอาร่างที่มันเหมาะสมที่จะแก้ไขได้ อย่าให้เสียเวลา อย่างน้อยก็เป็นผลงานพวกเรา คนรุ่นปัจจุบันที่ยังมีชีวิตอยู่ อยากให้ทุกฝ่าย สส. สว. รัฐบาล ฝ่ายค้าน และอื่นๆ ร่วมมือกันแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรามาถกมาเถียงมาพูดจากันเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

“หัวใจรัฐธรรมนูญต้องเป็นประชาธิปไตย กติกาต้องเป็นกลาง หากจะมีศาลรัฐธรรมนูญต้องเป็นกลางมีลอลิง ไม่ใช่ ‘กางออกๆ’ ให้ทุกฝ่ายทำหน้าที่ของตัวเองอย่างตรงไปตรงมา การแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็จะปรากฏเป็นจริง เป็นของขวัญ” อดิศร ทิ้งท้าย

สะถิระ เผือกประพันธุ์ สส.พรรคกล้าธรรม ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ได้มาร่วมอภิปรายโดยเขาไม่ได้มีข้อวิจารณ์ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 3 ร่าง แต่อยากจะมีข้อเสนอแนะให้ กมธ.วิสามัญ และ สสร. ถึงการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เช่น การทำอย่างไรให้ที่มาของผู้ดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระยึดโยงกับประชาชนไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม และทำอย่างไรให้ในการทำประชามติ ประชาชนเข้าใจร่างรัฐธรรมนูญให้ได้มากที่สุดก่อนลงมติรับร่างรัฐธรรมนูญที่มาจาก สสร.

‘อังคณา’ ยึดหลักการ ปชช.ต้องมีส่วนร่วมร่าง รธน.ให้ได้มากที่สุด

อังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา อภิปรายถึงร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เพิ่มหมวด 15/1 โดยเริ่มจากกล่าวถึงเหตุผลที่ต้องร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เพราะว่ารัฐธรรมนูญ 2560 ไม่ได้ยึดโยงของประชาชน เพราะประชาชนไม่ได้เป็นคนร่าง แต่เป็นคณะร่างรัฐธรรมนูญที่แต่งตั้งโดยคณะรัฐประหาร ซึ่งมีแนวคิดที่ทำให้รัฐเข้มแข็ง แต่ทำให้ภาคประชาชนอ่อนแอ

ต่อมา ร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวเป็นการสืบทอดอำนาจคณะรัฐประหาร ผ่านร่างคำสั่งคณะ คสช. ที่มีผลผูกพันต่อวิถีชีวิตของประชาชนจนถึงทุกวันนี้ และแม้ว่ารัฐธรรมนูญปี 2560 จะผ่านประชามติในปี 2559 แต่ในการทำประชามติภายใต้รัฐบาล คสช. ประชาชนถูกจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกอย่างมาก คนที่ออกมารณรงค์ให้รับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญก็ถูกดำเนินคดี หรือถูกคุกคามโดยกฎหมาย

อังคณา กล่าวต่อว่า วันนี้เราจะพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญจากพรรคการเมืองทั้งหมด 3 ร่าง โดยไม่มีร่างของประชาชน เพราะไม่สามารถเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาได้ ดังนั้น ประการที่ 1 หลักการร่างรัฐธรรมนูญในมุมมองของเธอ มองว่าประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการร่างฯ ให้ได้มากที่สุด และ กมธ.วิสามัญ จะต้องให้ความสำคัญในเรื่องนี้ 

“ดิฉันเห็นว่าในการร่างรัฐธรรมนูญ รัฐสภาต้องยืนบนหลักการที่สำคัญ คือการยึดโยงกับประชาชนทุกกลุ่ม กลุ่มเปราะบาง ที่จะไม่สามารถเข้าถึงการมีส่วนร่วมในการร่างได้” อังคณา กล่าว 

ประการที่ 2 เปิดกว้างความคิดเห็นที่แตกต่างหลากหลาย

ประการที่ 3 ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในตลอดกระบวนการของการจัดทำรัฐธรรมนูญ

ประการที่ 4 สสร.ต้องมีอิสระในการทำงาน โปร่งใส และไม่หวั่นเกรงต่ออำนาจใดๆ

ท้ายที่สุด อังคณา เชื่อว่า รัฐธรรมนูญที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการร่างฯ ภายใต้บรรยากาศที่เป็นประชาธิปไตย รัฐบาลที่เป็นรัฐบาลพลเรือน จะเป็นบันไดสู่พหุวัฒนธรรม ประชาธิปไตยที่เข้มแข็งและยั่งยืน และจะทำให้สังคมไทยมีความแข็งแรงขึ้น มีความอดทนและอดกลั้นในการอยู่ร่วมกันบนพื้นฐานของการเคารพคุณค่าและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ของคนทุกคน

‘ชลน่าน’ แจงยิบข้อกังวลสมาชิกรัฐสภา

เสนอร่าง ‘เพื่อไทย’ เป็นร่างหลัก ไทม์ไลน์ให้ประชามติพร้อมเลือกตั้ง

ชลน่าน ศรีแก้ว สส.พรรคเพื่อไทย อภิปรายขอเสียงสนับสนุนให้ความเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้ง 3 ฉบับนี้ โดยเขาขอชี้แจงข้อห่วงกังวลของสมาชิกรัฐสภาในโมเดลของพรรคเพื่อไทยว่าอาจจะขัดแย้งกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะในเรื่องที่มาของ สสร.

ชลน่าน กล่าวยืนยันว่าการยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย คำนึงถึงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ โดยที่มาของ สสร. ซึ่งแบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ 100 คนมาจากการเลือกตั้งโดยตรง และคัดเลือกโดยรัฐสภา และ 51 ที่มาจากการเสนอชื่อขององค์กรภาคส่วนต่างๆ

ในประเด็นที่มาของ สสร. จำนวน 100 คนที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนนั้น ชลน่าน อธิบายว่าประชาชนไม่ได้เลือก สสร. เพราะในร่างแก้ไขของพรรคเพื่อไทย มาตรา 256/6 ระบุชัดเจนว่า “คณะกรรมการเลือกตั้งจัดให้มีการเลือกตั้งผู้ที่สมควรได้รับการเสนอชื่อเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ” จำนวน 300 คน และรัฐสภาเป็นคนเลือกเหลือ 100 คน เราไม่ได้ให้ประชาชนเลือกโดยตรง แต่เป็นการเลือกผู้สมควรได้รับการเสนอชื่อเป็น สสร. และรัฐสภาจะเป็นคนเลือกให้เหลือ 100 คน สสร.จะเกิดขึ้นได้เมื่อรัฐสภาเป็นคนเลือก

ส่วนเรื่องการแก้ไขหมวด 1 และ 2 ที่พรรคเพื่อไทยไม่ได้ล็อกเอาไว้นั้น ชลน่าน อธิบายในลักษณะเดียวกับชูศักดิ์ว่า ถ้าไปเขียนให้มาตรา 256 ล็อกหมวด 1 หรือ 2 จะทำให้เกิดข้อความขัดแย้งกันเองในหมวดเดียวกัน เพราะรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 256 (8) ระบุว่าหากจะมีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ หมวด 1 และหมวด 2 เมื่อแก้ไขต้องไปทำประชามติถามประชาชน หรือความหมายคือแก้ไขได้ แต่ต้องไปทำประชามติ

สมมติถ้าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ยกตัวอย่างของพรรคภูมิใจไทย ที่ระบุในมาตรา 256/13 ห้ามแก้ไข หมวด 1 และหมวด 2  ดังนั้น มันจะขัดกับมาตรา 256 (8) ทำให้กฎหมายฉบับเดียวกัน หมวดเดียวกัน มาตราเดียวกัน เราจะตีความกฎหมายอย่างไร หรือบังคับใช้อย่างไร

ชลน่าน มีข้อเสนอเรื่องนี้ไว้ว่า ให้ไปปรับกันในชั้น กมธ.วิสามัญ โดยเพิ่มข้อความว่าให้นำบทบัญญัติหมวด 1 และหมวด 2 ในรัฐธรรมนูญ 2560 มาบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ถ้าทำแบบนี้ไม่น่าจะขัดกับ มาตรา 256(8) แต่อย่างไรก็ตาม ก็ต้องคุยในชั้น กมธ.

ทำไมต้องให้ ‘เพื่อไทย’ เป็นร่างหลัก

ชลน่าน เสนอว่าเราควรใช้ร่างของพรรคเพื่อไทย เพราะว่าเราคิดบนพื้นฐานของความรอบคอบ คิดบนพื้นฐานของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ง่าย เป็นไปได้ ไม่เกิดข้อขัดแย้ง และทำได้จริง

นอกจากนี้ เราเชื่อว่าร่างของพรรคเพื่อไทยจะเป็นร่างที่ดี เพราะเราสะท้อนความเป็นตัวแทนของประชาชนอย่างกว้างขวาง และไม่ขัดแย้งกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ เพราะว่าร่างของเพื่อไทยมีตัวแทนจากทุกจังหวัด และทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน 

ต่อมา ร่างของพรรคเพื่อไทยเป็นร่างที่ยืนยันเจตนารมณ์ว่าร่างแก้ไขเพิ่มเติมฯ ไม่ใช่การริเริ่มรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แม้ว่าคำวินิจฉัยรัฐธรรมนูญจะให้เหตุผลว่าการเพิ่มหมวด 15/1 ว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มันคือการยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับเดิม ซึ่งมาจากการทำประชามติ เพราะฉะนั้นต้องไปทำประชามติ ตรงนั้นเป็นเรื่องจริง แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่พรรคเพื่อไทยยืนยันก็คือว่าการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญครั้งนี้เป็นการสร้างช่องทางการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเท่านั้น เราเลยเพิ่มบทบัญญัติของการริเริ่มไว้ เมื่อผ่านประชามติถามประชาชนเห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้ว มาตรา 256/1 ของพรรคเพื่อไทย ระบุว่า รัฐสภา สส. สว. สส. หรือ สว.ร่วมกัน ภาคประชาชน และ ครม.ตามจำนวนที่เรากำหนด สามารถเสนอญัตติริเริ่มรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้เข้าสู่สภาฯ พิจารณา ถ้าเห็นชอบ ก็จะริเริ่มกระบวนการจัดตั้ง สสร.ขึ้นมาดำเนินการได้เลย

ชลน่าน กล่าวต่อว่า ร่างของพรรคเพื่อไทยให้อำนาจกับรัฐสภาในการให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ระบุว่าเป็นหน้าที่ของรัฐสภาในการให้ความเห็นชอบ แต่การพิจารณาของพรรคเพื่อไทย ไม่ได้เป็นไปใช้การแก้ไขรัฐธรรมนูญตามปกติที่ต้องผ่าน 3 วาระ แต่รัฐสภาจะตัดสินแค่ว่า รัฐสภาจะเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ สสร.ร่างหรือไม่ ถ้าเห็นชอบ ก็ทำประชามติได้เลย แต่ถ้ามีข้อแก้ไขเพิ่มเติม ก็ต้องส่งความเห็นไปให้ สสร.พิจารณาว่าจะแก้ไขตามข้อเสนอของรัฐสภาหรือไม่ ถ้า สสร.ยืนยัน 2 ใน 3 ว่าไม่แก้ไข ก็ส่งกลับมาให้รัฐสภาพิจารณาอีกครั้งว่าเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ถ้าเห็นชอบก็ทำประชามติ แต่ถ้าไม่ ร่าง รธน.ก็ตกไป

นอกจากนี้ ถ้าร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ถูกปัดตก เรายังเปิดโอกาสมาตรา 256/26 ของเรา หรือมาตราสุดท้าย สมาชิกรัฐสภาสามารถเสนอญัตติจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ โดยมีเงื่อนไข สมาชิก สสร.ชุดเดิม ไม่สามารถเป็น สสร.ได้อีกแล้ว

เสนอไทม์ไลน์ผ่านร่างวาระ 3 และส่งเรื่อง ครม.ทำประชามติ

ชลน่าน มีข้อเสนอในเรื่องไทม์ไลน์กระบวนการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ด้วยว่า ถ้าเราไม่ทำตามกำหนดการอาจจะทำให้การทำประชามติเกิดขึ้นไม่พร้อมกันกับวันเลือกตั้ง โดยเบื้องต้น เขาเสนอว่าเมื่อร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เข้าสู่วาระที่ 2 ชั้น กมธ.วิสามัญฯ แล้ว กมธ.ควรพิจารณาให้เสร็จภายในกลางเดือน พ.ย. 2568 (หรือมีเวลาพิจารณาประมาณ 1 เดือน) จากนั้น ให้ลงมติวาระ 3 ภายใน 8 ธ.ค. 2568

จากนั้นภายใน 12 ธ.ค. 2568 รัฐสภาต้องเปิดประชุมสมัยพิเศษ เพื่อมีมติส่งเรื่องให้ ครม.จัดทำประชามติถามประชาชน คำถามที่ 1 และ 2

ชลน่าน ให้เหตุผลว่า การทำประชามติ ยึดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ มาตรา 9(1) ว่าด้วยเรื่องการทำรัฐธรรมนูญ ประกอบกับมาตรา 10 ถ้า พ.ร.บ.ประชามติ ที่แก้ไขเพิ่มเติมยังไม่โปรดเกล้าฯ ลงมา ถ้าโปรดเกล้าฯ ลงมา เงื่อนไขเวลาอยู่ที่ 60-150 วัน แต่ถ้าไม่โปรดเกล้าฯ ลงมา มาตรา 10 บอกว่า 90-120 วัน เพราะฉะนั้น มันมีความจำเป็น เพราะนับตั้งแต่วันที่ 12 ธ.ค. 2568 จนถึง 22 มี.ค. 2569 จะประมาณเกิน 90 วัน มันจะเข้าสู่ช่วงวันทำประชามติ พร้อมกับวันเลือกตั้งทั่วไปได้ ถ้าคลาดเคลื่อนจากนี้อาจจะมีปัญหา เพราะว่าเราจะทำประชามติไม่ได้

ต้องขัดขวาง สสร.ที่มาจากกลุ่มการเมืองกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

ชลน่าน ฝากทิ้งท้ายถึง กมธ. ไปต่อสู้ให้ได้มาซึ่งร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่สะท้อนและบอกถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนให้มากที่สุด และหลีกเลี่ยง สสร.ที่มาจากกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือมาจากพวกใดพวกหนึ่งที่หวังจะกินรวบประเทศ เราต้องสู้ให้ถึงที่สุดในชั้น กมธ. และฝากถึงประชาชนให้ร่วมติดตามประชุม กมธ.

“ถ้าร่างมีลักษณะบ่งชี้ว่าจะได้ สสร.ที่มาจากกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นการเฉพาะ และเข้าข่ายที่จะกินรวบ เราต้องต่อสู้ในนามพี่น้องประชาชนเพื่อให้ข้อมูล และถ้าไม่สำเร็จ ต้องตั้งธงรณรงค์ประชามติเราจะไม่ผ่านร่าง รธน.ฉบับนี้” ชลน่าน ทิ้งท้าย

‘เซีย’ มอง รธน.ปี’60 ขาดเสียงแรงงาน

เซีย จำปาทอง สส.บัญชีรายชื่อ สัดส่วนเครือข่ายผู้ใช้แรงงาน พรรคประชาชน ได้อภิปรายถึงเหตุผลสำคัญในการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 มาตรา 156 และการเพิ่มเติมหมวด 15/1 เพื่อให้รัฐสภาจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

เซีย กล่าวว่า รัฐธรรมนูญฉบับ 2560 เป็นกฎหมายของ “กลุ่มทุนและชนชั้นสูง” เนื่องจากผู้ร่วมร่างทั้งหมด 21 คน ที่ถูกแต่งตั้งโดย คสช. มีแต่ข้าราชการระดับสูง นักกฎหมาย และนักวิชาการ ไม่มีตัวแทนจากเกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา พี่น้องชาติพันธุ์ หรือตัวแทนจากแรงงานแม้แต่คนเดียว รัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงไม่มีเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ต่อชนชั้นผู้ใช้แรงงาน ตรงกันข้ามกลับมีเนื้อหาที่เอื้อประโยชน์ให้กับชนชั้นนำเป็นหลัก ซึ่งตรงกับคำพูดที่ว่า “ชนชั้นใดเขียนกฎหมาย ก็แน่ไซร้เพื่อชนชั้นนั้น”

เซีย กล่าวต่อว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่เพียงเอื้อประโยชน์ให้ชนชั้นนำและกลุ่มทุนเท่านั้น แต่ยังปิดกั้นเสียงของประชาชนที่ออกมาแสดงความเห็นต่างด้วย โดยเหตุการณ์ในช่วงรณรงค์ประชามติ ปี 2559 มีประชาชน นักศึกษา และแรงงานจำนวนมากถูกจับกุมเพียงเพราะออกมารณรงค์ “โหวต No” ไม่เห็นด้วยกับการรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้  เช่น ในกรณีของสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ ที่ถูกดำเนินคดีข้อหาฝ่าฝืนคำสั่ง คสช. ที่เคหะบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ

เซีย กล่าวต่อว่า หากเปรียบเทียบเนื้อหากับรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 และ 2550 จะเห็นได้ชัดว่ามีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับสิทธิแรงงานอย่างน้อย 3 ประเด็นที่หายไปจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน

ประเด็นแรก การคุ้มครองแรงงานเด็กและแรงงานสตรีที่หายไป รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน มาตรา 74 บัญญัติไว้เพียงว่า “รัฐพึงส่งเสริมให้ประชาชนมีงานทำ เหมาะสมกับศักยภาพและวัย และพึงคุ้มครองผู้ใช้แรงงานให้ได้รับความปลอดภัย และมีสุขอนามัยที่ดีในการทำงาน” ซึ่งต่างจากรัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 ที่ระบุสิทธิของแรงงานเด็กและแรงงานสตรีไว้อย่างชัดเจน

ประเด็นที่สอง ค่าตอบแทนที่เป็นธรรมที่หายไป ในฉบับปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงในส่วนนี้ จากเดิมในฉบับ 2540 และ 2550 มีใจความว่า รัฐต้องส่งเสริมคุ้มครองค่าตอบแทนที่ “เป็นธรรม” แต่ฉบับปัจจุบันกลับถูกเปลี่ยนเป็น “ให้เหมาะสมแก่การดำรงชีพ” ซึ่งเขาชี้ว่าเป็นคนละความหมายกันโดยสิ้นเชิง

ประเด็นสุดท้าย สิทธิในการรวมกลุ่มที่หายไป ซึ่งเดิมทีฉบับ 2540 เคยรับรองเสรีภาพในการรวมกลุ่มไว้อย่างน้อย 7 กลุ่ม ได้แก่ สมาคม สหภาพสหพันธ์ สหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร องค์การเอกชน หรือหมู่คณะอื่น ต่อมาในฉบับปี 2550 ยังเพิ่มสิทธิให้องค์การพัฒนาเอกชน ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ของรัฐ สามารถรวมกลุ่มได้เช่นเดียวกัน แต่ในฉบับปัจจุบันกลับตัดกลุ่มเกษตรกร ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ องค์การพัฒนาเอกชนออกไป

“ทั้งหมดที่ผมพูดมานี้ คือสิทธิแรงงานที่ถูกทำให้หายไปในรัฐธรรมนูญ 60 ซึ่งไม่เป็นธรรมต่อพี่น้องประชาชนคนใช้แรงงาน เพราะเมื่อรัฐธรรมนูญถูกบัญญัติไว้เช่นใด กฎหมายลำดับรองลงมา ย่อมต้องปรับใช้ให้สอดคล้องกันตามไปด้วย ดังสุภาษิตที่ว่า ต้นไม้พิษ ย่อมออกลูก เป็นผลไม้เป็นพิษ” เซีย กล่าว

เซีย กล่าวสรุปว่า ปัญหาสิทธิแรงงานที่ถูกทำให้หายไปในรัฐธรรมนูญ 60 ที่เขากล่าวมาทั้ง 3 ข้อ จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขผ่านการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน เพื่อให้ผู้ใช้แรงงาน คนทำงาน เกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา พี่น้องชาติพันธ์ุได้มีส่วนร่วมในการส่งตัวแทนเข้าไปนำเสนอสาระสำคัญอันเป็นประโยชน์ต่อการกำหนดอนาคตของพวกเขา ไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต่อไป 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง