Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

นักวิชาการด้านจิตวิทยาองค์กรเตือนว่า การพยายามปล่อยมุกตลกในที่ทำงานถือเป็นความเสี่ยงมากกว่าโอกาส สำหรับผู้จัดการ มุกที่ล้มเหลวทำร้ายชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือ ทำให้พนักงานเคารพน้อยลง ไม่ไว้วางใจในการเป็นผู้นำ นอกจากนี้ผู้หญิงต้องเผชิญความเสี่ยงสูงกว่าเพราะมาตรฐานสองชั้น นักวิจัยแนะนำให้ใช้เทคนิคการสร้างอารมณ์ขันแทนการเล่นมุกตลก เพื่อสร้างไอเดียใหม่และโดดเด่นได้โดยไม่ต้องเสี่ยงกลายเป็นตัวตลกมุกแป้กในออฟฟิศ


ภาพจาก: Yan Krukau/Pexels 

17 ตุลาคม 2025 นักวิชาการในสหรัฐอเมริกาและออสเตรเลียเตือนว่า อารมณ์ขันในที่ทำงานอาจเป็นดาบสองคม ความเสี่ยงจากการเล่นมุกที่ล้มเหลวมักสูงกว่าผลประโยชน์ที่ได้จากมุกที่ประสบความสำเร็จ

ปีเตอร์ แม็กกรอว์ (Peter McGraw) จาก University of Colorado Boulder, อดัม บาร์สกี้ (Adam Barsky) จาก The University of Melbourne และคาเลบ วอร์เรน (Caleb Warren) จาก University of Arizona ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาด การจัดการ และจิตวิทยาองค์กร ได้เผยแพร่ข้อค้นพบที่ท้าทายคำแนะนำยอดนิยมในหนังสือธุรกิจและโพสต์บน LinkedIn ที่มักบอกว่าการใช้อารมณ์ขัน เล่นมุกตลก แชร์มีม หรือเล่าเรื่องตลกๆ จะทำให้คนชอบเรา ลดความเครียด เสริมสร้างทีม กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ และแสดงถึงศักยภาพในการเป็นผู้นำ

โฆษณา - Advertising

แต่งานวิจัยของพวกเขาและนักวิชาการท่านอื่นๆ กลับชี้ว่าการทำให้คนหัวเราะนั้นยากกว่าที่คนส่วนใหญ่คิด และผลเสียจากมุกที่ไม่ตลกมักมากกว่าผลดีจากมุกที่ตลกจริงๆ อย่างไรก็ตาม ข่าวดีก็คือคุณไม่จำเป็นต้องเป็นนักแสดงตลก เพียงแค่เรียนรู้เทคนิคการสร้างอารมณ์ขันก็พอ

ทำไมการเล่นมุกตลกในออฟฟิศถึงเป็นเรื่องยาก

ทีมวิจัยอธิบายว่าอารมณ์ขันต้องอาศัยการทำลายกฎเกณฑ์ แต่ต้องทำลายกฎเกณฑ์ให้พอดี ถ้าทำลายกฎเกณฑ์ผิดจังหวะ ผลเสียที่ตามมาคือชื่อเสียงเสียหาย ไม่ใช่ทีมงานที่แข็งแกร่งขึ้น พวกเขาพัฒนา "ทฤษฎีการละเมิดที่ไม่เป็นอันตราย" เพื่ออธิบายว่าอะไรทำให้คนหัวเราะ และทำไมความพยายามสร้างอารมณ์ขันจึงมักล้มเหลว โดยเฉพาะในที่ทำงาน

หลักการคืออารมณ์ขันเกิดขึ้นเมื่อบางสิ่งดูผิดพลาดแต่ก็ไม่เป็นอันตรายในเวลาเดียวกัน คนจะหัวเราะเมื่อมุกทำลายกฎเกณฑ์แต่ยังดูไม่เป็นภัย แต่ถ้าขาดส่วนผสมใดส่วนหนึ่ง ผู้ฟังจะไม่รู้สึกตลก หากมันปลอดภัยเกินไปโดยไม่มีการละเมิดกฎเกณฑ์ใดๆ ผลที่ได้คือความน่าเบื่อ แต่หากมันละเมิดกฎเกณฑ์มากเกินไปจนไม่ปลอดภัย ผลที่ตามมาอาจเป็นความไม่พอใจหรือความโกรธ

การทำให้คนหัวเราะในคลับแสดงตลกที่มีบรรยากาศผ่อนคลายยังยากอยู่แล้ว แต่ในออฟฟิศที่มีบรรยากาศเป็นทางการ เส้นแบงระหว่างตลกกับไม่เหมาะสมนั้นยิ่งบางเฉียบ สิ่งที่เพื่อนร่วมงานคนหนึ่งคิดว่าตลกดีอาจกลายเป็นเรื่องไม่เหมาะสมสำหรับอีกคน โดยเฉพาะเมื่อทั้งสองมีความแตกต่างกันในเรื่องตำแหน่งงาน ภูมิหลังทางวัฒนธรรม เพศ หรือแม้แต่อารมณ์ในช่วงเวลานั้น

โฆษณา - Advertising

ในการทดลองของทีมวิจัย เมื่อขอให้คนทั่วไปเล่นมุกตลก พบว่าความพยายามส่วนใหญ่ล้มเหลวหรือก้าวล่วงเกินไป ในการประกวดเขียนคำบรรยายภาพให้ตลกกับนักศึกษาธุรกิจ ซึ่งแม็กกรอว์บรรยายไว้ในหนังสือ "The Humor Code" ที่ศึกษาแนวปฏิบัติด้านอารมณ์ขันทั่วโลก พบว่าคำบรรยายส่วนใหญ่ไม่ค่อยตลก แต่ที่น่าสนใจคือคำบรรยายที่กรรมการให้คะแนนว่าตลกที่สุดกลับถูกให้คะแนนว่าหยาบคายหรือไม่เหมาะสมที่สุดด้วย

การสร้างอารมณ์ขันโดยไม่ก้าวร้าวจึงสำคัญมาก โดยเฉพาะสำหรับผู้หญิง เนื่องจากงานวิจัยจำนวนมากชี้ว่าผู้หญิงต้องเผชิญกับผลกระทบเชิงลบที่รุนแรงกว่าผู้ชายเมื่อแสดงพฤติกรรมที่ถูกมองว่าก้าวร้าวหรือผิดบรรทัดฐาน เช่น การแสดงความโกรธ การแสดงอำนาจ หรือแม้แต่การเรียกร้องสิ่งต่างๆ ในการเจรจาต่อรอง

ราคาที่ต้องจ่าย

งานวิจัยจากนักวิชาการท่านอื่นๆ ที่ศึกษาพฤติกรรมของผู้นำและผู้จัดการในองค์กรก็ให้ข้อมูลในทิศทางเดียวกัน การศึกษาหนึ่งพบว่าผู้จัดการที่ใช้อารมณ์ขันได้อย่างเหมาะสมจะถูกมองว่ามั่นใจและมีความสามารถมากขึ้น ช่วยยกระดับสถานะ แต่เมื่อพยายามแล้วไม่ได้ผล ผู้จัดการเหล่านั้นกลับสูญเสียทั้งสถานะและความน่าเชื่อถือ นักวิจัยท่านอื่นพบว่าการสร้างอารมณ์ขันที่ล้มเหลวไม่เพียงทำลายภาพลักษณ์ของผู้จัดการเท่านั้น แต่ยังทำให้พนักงานเคารพน้อยลง ไม่อยากขอคำแนะนำ และไม่ไว้วางใจในความเป็นผู้นำของพวกเขาอีกด้วย

แม้เมื่ออารมณ์ขันได้ผลก็ยังมีความเสี่ยง การศึกษาหนึ่งให้นักศึกษาการตลาดเขียนคำโฆษณาแบบ "ตลก" ปรากฏว่าโฆษณาที่ได้นั้นตลกจริง แต่ประสิทธิภาพในการขายกลับด้อยกว่าโฆษณาที่นักศึกษาเขียนแบบ "สร้างสรรค์" หรือ "โน้มน้าวใจ" การศึกษาอีกชิ้นพบว่าหัวหน้าที่พยายามสร้างอารมณ์ขันบ่อยเกินไปบังคับให้พนักงานต้องแสร้งขำ ซึ่งทำให้เหนื่อยล้า ลดความพึงพอใจในงาน และเพิ่มอาการหมดไฟ สำหรับผู้หญิงความเสี่ยงยิ่งสูงขึ้นเพราะมาตรฐานสองชั้น เมื่อผู้หญิงใช้อารมณ์ขันในการนำเสนอ พวกเธอมักถูกตัดสินว่ามีความสามารถน้อยกว่าและมีสถานะต่ำกว่าผู้ชาย

โฆษณา - Advertising

สรุปง่ายๆ คือการสร้างอารมณ์ขันที่ดีไม่ค่อยช่วยให้ได้เลื่อนตำแหน่ง แต่การสร้างอารมณ์ขันที่ผิดพลาดอาจทำให้เสี่ยงสูญเสียงาน แม้จะไม่ได้เป็นพิธีกรรายการตลกที่ต้องพึ่งพาอารมณ์ขันเป็นอาชีพก็ตาม

ใช้เทคนิคการสร้างอารมณ์ขันแทนการเล่นมุกตลกพร่ำเพรื่อ

แทนที่จะพยายามปล่อยมุกตลกอยู่ตลอดเวลา ทีมวิจัยแนะนำให้มุ่งเน้นไปที่สิ่งที่พวกเขาเรียกว่าการใช้เทคนิคการสร้างอารมณ์ขัน ตามที่แม็กกรอว์อธิบายไว้ในหนังสืออีกเล่มคือ "Shtick to Business" เดวิด โอกิลวี (David Ogilvy) ตำนานแห่งวงการโฆษณาเคยกล่าวว่า "ไอเดียที่ดีที่สุดมาในรูปแบบของมุกตลก พยายามทำให้ความคิดของคุณตลกที่สุดเท่าที่จะทำได้" แต่โอกิลวีไม่ได้หมายถึงให้ผู้บริหารเล่นมุกในที่ประชุม เขาหมายถึงให้ใช้เทคนิคการสร้างอารมณ์ขันด้วยการพลิกความคาดหวัง ใช้ประโยชน์จากเครือข่าย และหาจุดเด่นของตัวเอง

นักแสดงตลกอาชีพมักพาผู้ชมไปทางหนึ่งแล้วจู่ๆ ก็พลิกสถานการณ์ เฮนนี่ ยังแมน (Henny Youngman) นักตลกแสดงตลกผู้เชี่ยวชาญมุกสั้นๆ เคยมีมุกตลกชื่อดังว่า "เมื่อผมอ่านเกี่ยวกับอันตรายของการดื่ม ผมก็เลิก...อ่าน" ในแวดวงธุรกิจ เทคนิคนี้หมายถึงการท้าทายข้อสมมติที่ชัดเจน

ตัวอย่างเช่น แคมเปญ "อย่าซื้อแจ็คเก็ตตัวนี้" ของ Patagonia ที่เปิดตัวในวัน Black Friday เดือนพฤศจิกายน 2011 เป็นโฆษณาเต็มหน้าใน The New York Times กลับทำให้ยอดขายพุ่งขึ้นแม้จะตำหนิการบริโภคเกินความจำเป็น การนำวิธีนี้ไปใช้ต้องเลือกข้อสันนิษฐานเก่าๆ ที่ทีมยึดถือ เช่น การเพิ่มฟีเจอร์จะทำให้ผลิตภัณฑ์ดีขึ้นเสมอ หรือการประชุมบ่อยขึ้นจะทำให้ประสานงานราบรื่นขึ้น แล้วถามว่า "ถ้าตรงกันข้ามจะเป็นอย่างไร?" จะพบตัวเลือกที่การระดมสมองแบบธรรมดาไม่เคยเจอ

โฆษณา - Advertising

นักวิจัยยังแนะนำให้กำหนดกลุ่มเป้าหมายอย่างชัดเจน พวกเขาสังเกตว่านักแสดงตลกอาชีพที่ประสบความสำเร็จหลายคนไม่พยายามทำให้ทุกคนพอใจ พวกเขาประสบความสำเร็จด้วยการจงใจจำกัดกลุ่มผู้ชม ธุรกิจที่ทำเช่นเดียวกันก็สร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่งได้ เมื่อหน่วยงานท่องเที่ยวของรัฐเนบราสกา (Nebraska) ใช้แนวคิด "พูดตรงๆ มันไม่เหมาะกับทุกคน" ในแคมเปญเดือนพฤศจิกายน 2019 เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวจากต่างรัฐ การเข้าชมเว็บไซต์เพิ่มขึ้น 43%

ในธุรกิจ การตัดสินใจว่าไอเดียเหมาะกับใครและไม่เหมาะกับใครจะช่วยให้ปรับแต่งผลิตภัณฑ์ นโยบาย หรือการนำเสนอได้อย่างเหมาะสม เหมือนกับว่าบางคนชอบชาร้อน บางคนชอบชาเย็น ชาอุ่นๆ ไม่ทำให้ใครพอใจ

ความร่วมมือและความสมดุล


ภาพจาก: Yan Krukau/Pexels 

แม้การแสดงสแตนด์อัพจะดูเหมือนการแสดงคนเดียว แต่นักแสดงตลกอาชีพต้องอาศัยความคิดเห็นจากเพื่อนนักแสดงและปฏิกิริยาจากผู้ชมเพื่อปรับปรุงมุก เหมือนสตาร์ทอัพแบบลีนที่ต้องพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างต่อเนื่อง การสร้างทีมที่ประสบความสำเร็จต้องฟังก่อนพูด ทำให้เพื่อนร่วมงานดูดี และสมดุลบทบาท

โฆษณา - Advertising

บิลลี่ เมอร์ริตต์ (Billy Merritt) ครูสอนการแสดงแบบด้นสด อธิบายว่าการแสดงแบบด้นสดมีสามแบบ (1) โจรสลัดคือคนกล้าเสี่ยง (2) หุ่นยนต์คือคนสร้างโครงสร้าง และ (3) นินจาคือคนที่เชี่ยวชาญทั้งสองอย่าง - ทีมที่ออกแบบแอปพลิเคชันใหม่ต้องการคนทั้งสามแบบ โจรสลัดที่เสนอฟีเจอร์สุดล้ำ หุ่นยนต์ที่ทำให้อินเทอร์เฟซเรียบง่าย และนินจาที่เชื่อมช่องว่าง การให้ทุกคนมีบทบาทที่เหมาะสมนำไปสู่ไอเดียที่กล้าหาญและมีจุดบอดน้อยลง

ท้ายสุด การบอกให้ใครสักคนเล่นมุกตลกก็เหมือนบอกให้เขาเล่นดนตรี เราหลายคนอาจพอเคาะจังหวะได้ แต่มีไม่กี่คนที่จะเป็นร๊อคสตาร์ นั่นคือเหตุผลที่ทีมวิจัยโต้แย้งว่าจะฉลาดกว่าถ้าใช้เทคนิคการสร้างอารมณ์ขันมากกว่าพยายามเล่นมุกตลกพร่ำเพรื่อ ด้วยการพลิกข้อสันนิษฐาน ร่วมมือกันสร้างสรรค์ และกำหนดกลุ่มเป้าหมายให้ชัด ซึ่งจะทำสามารถสร้างแนวทางใหม่ๆ และโดดเด่นได้โดยไม่ต้องกลายเป็นตัวตลกแป้กๆ ในออฟฟิศ

 

ที่มา:
Why You Seriously Need To Stop Trying To Be Funny At Work (StudyFinds, 27 September 2025)
 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising