- งานวิจัยจากสวีเดนพบว่าพนักงานที่นั่งทำงานใน 'ออฟฟิศแบบเปิด' (Open Plan Office) มีโอกาสถูกกลั่นแกล้งในที่ทำงานสูงกว่าคนที่มีห้องทำงานส่วนตัวหรือห้องทำงานร่วมขนาดเล็กถึง 67%
- ที่น่าสนใจคือความเสี่ยงนี้ยังคงอยู่แม้จะควบคุมตัวแปรเรื่องบุคลิกภาพแล้ว หมายความว่าปัญหาอยู่ที่การออกแบบออฟฟิศ ไม่ใช่ที่นิสัยของพนักงาน
- แต่ออฟฟิศแบบเปิดที่ให้พนักงานย้ายไปทำงานตามโซนต่าง ๆ ได้กลับไม่พบความเสี่ยงเพิ่มขึ้น
- อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเป็นงานวิจัยเชิงสังเกต จึงบอกได้แค่ว่ามีความสัมพันธ์ที่ชัดเจน แต่ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าเป็นสาเหตุโดยตรง

ภาพจาก: Corporate Environments (CC BY-NC 4.0)
เมื่อถูกกลั่นแกล้งในที่ทำงาน คนส่วนใหญ่มักโทษตัวเอง คิดว่าบุคลิกตัวเองอาจทำให้เพื่อนร่วมงานไม่พอใจ แต่มีงานวิจัยใหม่ชี้ว่าการออกแบบออฟฟิศอาจมีบทบาทมากกว่าที่หลายคนคิด
ทีมนักวิจัยใช้ข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างพนักงานชาวสวีเดนกว่า 3,300 คน พบว่าคนที่ทำงานในออฟฟิศแบบเปิดแบบดั้งเดิมเสี่ยงถูกกลั่นแกล้งสูงกว่าราว 67% เมื่อเทียบกับคนที่มีห้องส่วนตัวหรือห้องทำงานร่วมขนาดเล็ก แม้จะคำนึงถึงความแตกต่างด้านบุคลิกภาพแล้ว ผลยังคงเหมือนเดิม ไม่ใช่ว่าพวกเขาเป็นคนแบบไหน แต่เป็นเรื่องที่ว่าพวกเขานั่งทำงานตรงไหน
ออฟฟิศแบบเปิดถูกวิจารณ์มานานเรื่องเสียงดัง สิ่งรบกวน และผลกระทบต่อสมาธิ แต่งานวิจัยนี้ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Occupational Health Science เชื่อมโยงการออกแบบออฟฟิศกับประสบการณ์ที่ทำลายพนักงานได้มากที่สุดอย่างหนึ่ง สำหรับนายจ้างที่ยังตัดสินใจเรื่องพื้นที่ทำงานหลังยุคโควิดไม่ลง ผลวิจัยนี้มีน้ำหนักเกินกว่าแค่เรื่องพื้นที่กี่ตารางเมตร
วิธีวัดการกลั่นแกล้งตามประเภทออฟฟิศ
งานวิจัยนำโดยไมเคิล โรซานเดอร์ (Michael Rosander) จากมหาวิทยาลัยลินเชอปิง (Linköping University) ในสวีเดน และมอร์เทน เบียร์เคอลันด์ นีลเซน (Morten Birkeland Nielsen) จากสถาบันอาชีวอนามัยแห่งชาตินอร์เวย์ (National Institute of Occupational Health) ตั้งคำถามที่งานวิจัยก่อนหน้าแทบไม่เคยถามว่า การออกแบบออฟฟิศมีผลต่อโอกาสถูกกลั่นแกล้งหรือไม่?
สำนักงานสถิติสวีเดน (Statistics Sweden) ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐบาล รับผิดชอบการสุ่มตัวอย่างและเก็บข้อมูลในช่วง 2 เดือนของฤดูใบไม้ร่วงปี 2024 จากกลุ่มตัวอย่างประชากรวัยทำงานทั้งประเทศ จากผู้ตอบ 3,307 คน ราว 70% ทำงานออฟฟิศอย่างน้อยบางส่วนของวัน ผู้เข้าร่วมระบุประเภทพื้นที่ทำงาน ได้แก่ ห้องทำงานส่วนตัว ห้องทำงานร่วมขนาดเล็ก ออฟฟิศแบบเปิดแบบดั้งเดิม หรือออฟฟิศแบบเปิดตามกิจกรรม ซึ่งพนักงานย้ายไปทำงานตามโซนต่างๆ ตามลักษณะงานแทนที่จะนั่งโต๊ะประจำ
การกลั่นแกล้งถูกวัดด้วยแบบสอบถาม 22 ข้อที่ผ่านการรับรอง ครอบคลุมพฤติกรรมเชิงลบที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ทั้งการกีดกันทางสังคม การดูถูก และการมอบหมายงานไร้ความหมายโดยเจตนา แบบจำลองทางสถิติทดสอบว่าประเภทออฟฟิศทำนายความเสี่ยงถูกกลั่นแกล้งได้หรือไม่ โดยควบคุมตัวแปรเรื่องอายุ พฤติกรรมการทำงานทางไกล เวลาที่ใช้ในออฟฟิศ และบุคลิกภาพ 5 ด้าน
พนักงานทำงานในออฟฟิศแบบเปิด เสี่ยงถูกกลั่นแกล้งสูงกว่าอย่างชัดเจน
หลังควบคุมตัวแปรทั้งหมดแล้ว พนักงานในออฟฟิศแบบเปิดแบบดั้งเดิมมีโอกาสถูกกลั่นแกล้งสูงกว่า 67% เมื่อเทียบกับคนในห้องส่วนตัวหรือห้องทำงานร่วมขนาดเล็ก เมื่อประเมินว่ามีพนักงานสวีเดนราว 450,000 คน ที่กำลังถูกกลั่นแกล้ง ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง แม้ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจะดูปานกลางทางสถิติ แต่แปลว่ามีคนจำนวนมากที่ต้องเผชิญกับการถูกกระทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า
บุคลิกภาพ ทั้งความวิตกกังวลและความประนีประนอม ไม่สามารถอธิบายความเสี่ยงที่สูงขึ้นได้ ผู้เขียนระบุในงานวิจัยว่า "ความเสี่ยงไม่ได้มาจากความแตกต่างของบุคคล แต่มาจากลักษณะของสภาพแวดล้อมทางกายภาพและสังคม"
สำหรับใครที่เคยโทษตัวเองว่าทำไมถูกกลั่นแกล้งในที่ทำงาน ข้อมูลนี้น่าคิด การถูกเล่นงานในที่ทำงานอาจเกี่ยวกับตัวตนของคุณน้อยกว่าที่คิด แต่เกี่ยวกับสภาพแวดล้อมที่นายจ้างสร้างขึ้นรอบตัวคุณมากกว่า อย่างไรก็ตาม เนื่องจากงานวิจัยเก็บข้อมูล ณ จุดเดียวในเวลา จึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่าออฟฟิศเปิดเป็นสาเหตุโดยตรงของการกลั่นแกล้ง แต่แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ที่สม่ำเสมอและมีนัยสำคัญทางสถิติ ซึ่งยังคงชัดเจนแม้ผ่านการควบคุมตัวแปรหลายชั้น
ทำไมออฟฟิศเปิดแบบดั้งเดิมอาจสร้างเงื่อนไขให้เกิดความขัดแย้ง
นักวิจัยเสนอคำอธิบายหลายประการว่าทำไมออฟฟิศเปิดแบบดั้งเดิมจึงโดดเด่นในข้อมูลเช่นนี้
ประการแรกคือการถูกมองเห็นตลอดเวลา ประตูห้องทำงานส่วนตัวเป็นกันชนทั้งทางกายภาพและจิตใจ แต่ในพื้นที่เปิดกว้าง พนักงานอยู่ในสายตาคนอื่นตลอด ทำให้หนีจากคนที่กลั่นแกล้งได้ยาก เมื่อการกลั่นแกล้งเริ่มต้นขึ้น การไม่มีที่หลบหนีอาจทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงเร็วขึ้น เพราะทุกวันทำงานต้องอยู่ใกล้คนที่สร้างปัญหา
ประการที่สอง การสื่อสารแบบเห็นหน้าที่ลดลงอาจทำให้สถานการณ์แย่ลงในแบบที่ไม่คาดคิด งานวิจัยที่ถูกอ้างอิงพบว่าการเปลี่ยนเป็นออฟฟิศแบบเปิดอาจลดการพูดคุยตรงๆ ระหว่างพนักงานลงถึง 70% พนักงานสร้างกฎที่ไม่เป็นทางการว่าอย่าขัดจังหวะกัน ฟังดูดีแต่หมายความว่าความเข้าใจผิดไม่ได้รับการแก้ไข ความตึงเครียดเล็กๆ สะสมเงียบๆ จนถึงจุดแตกหัก
ประการที่สาม สไตล์การทำงานที่ขัดกัน ออฟฟิศเปิดแบบดั้งเดิมมักรวมพนักงานที่ต้องการสภาพแวดล้อมต่างกันมาก นักพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ต้องการความเงียบอาจนั่งข้างพนักงานขายที่คุยโทรศัพท์ทั้งวัน เมื่อวิธีทำงานของคนหนึ่งรบกวนอีกคนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความหงุดหริดกลายเป็นความขุ่นเคือง ความขุ่นเคืองกลายเป็นความขัดแย้ง และความขัดแย้งที่ไม่ได้รับการจัดการอาจพัฒนาเป็นการกลั่นแกล้ง เหล่านี้เป็นสมมติฐานจากงานวิจัยที่มีอยู่ ไม่ใช่กลไกที่งานวิจัยนี้ทดสอบโดยตรง
'ออฟฟิศตามกิจกรรม' กับช่องว่างเรื่องการกลั่นแกล้ง

ภาพจาก: Corporate Environments (CC BY-NC 4.0)
ไม่ใช่ออฟฟิศเปิดทุกแบบจะมีปัญหาเหมือนกัน พนักงานใน 'ออฟฟิศแบบเปิดตามกิจกรรม' (Activity-Based Office) ไม่พบความเสี่ยงถูกกลั่นแกล้งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับคนในห้องส่วนตัวหรือห้องทำงานร่วมขนาดเล็ก นักวิจัยเสนอว่าเหตุผลหนึ่งคือความคล่องตัว ในออฟฟิศตามกิจกรรม พนักงานสามารถย้ายที่เมื่อเกิดความตึงเครียด ทางเลือกนี้อาจตัดวงจรการยกระดับความขัดแย้งที่ออฟฟิศเปิดแบบดั้งเดิมดูจะเร่งให้เกิด
ความพึงพอใจในงานก็ไปในทิศทางเดียวกัน พนักงานในออฟฟิศเปิดแบบดั้งเดิมมีความพึงพอใจต่ำกว่าคนในห้องส่วนตัวหรือห้องทำงานร่วมขนาดเล็กอย่างวัดได้ ขณะที่คนในออฟฟิศตามกิจกรรมไม่พบการลดลงเช่นนี้ อย่างไรก็ตาม ออฟฟิศเปิดทั้ง 2 แบบมีอัตราการอยากลาออกสูงกว่าเมื่อเทียบกับคนที่มีห้องส่วนตัว แสดงว่าแม้แต่รูปแบบที่ยืดหยุ่นกว่าก็มีต้นทุนของมัน
นักวิจัยระบุว่าวัฒนธรรมการจัดการความขัดแย้งก็สำคัญด้วย เมื่อความตึงเครียดระหว่างบุคคลได้รับการจัดการแต่เนิ่นๆ ก่อนจะกลายเป็นปัญหาข้างเดียวและฝังลึก การกลั่นแกล้งก็มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยลง ไม่ว่าออฟฟิศจะเป็นแบบไหน
ออฟฟิศแบบเปิดจะไม่หายไปไหน การประหยัดต้นทุนและรูปแบบการทำงานแบบผสมผสานยิ่งเร่งให้เปลี่ยนไปสู่พื้นที่ทำงานร่วมที่ยืดหยุ่น แต่ครั้งต่อไปที่ใครรู้สึกว่าออฟฟิศทนไม่ไหว ผังออฟฟิศเองอาจเป็นสิ่งที่ควรพิจารณาให้ดี
