Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

112WATCH เผยแพร่บทสัมภาษณ์ภาวิณี ชุมศรี ทนายความประจำศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน กับการให้ความช่วยเหลือนักโทษทางการเมืองมาตั้งแต่หลังการรัฐประหาร 2557 ได้เล่าถึงปัญหาในกระบวนการพิจารณาคดีของศาลต่อคดีที่เกี่ยวข้องกับมาตรา 112

ตลอดระยะเวลาเกือบ 10 ปีที่ศูนย์ทนายความฯ ให้ความช่วยเหลือคดี ม.112 มาอย่างต่อเนื่อง อะไรคือความเปลี่ยนแปลงที่น่ากังวลที่สุดในแง่ของ 'กระบวนการยุติธรรม' ที่คุณภาวิณีสังเกตเห็น และบทบาทของ 'มาตรา 112' ได้ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรในช่วงหลังมานี้?

คำพิพากษาของศาลในคดี ม.112 ในหลายคดีที่ตีความขอบเขตมาตรา 112 อย่างกว้างขวาง เช่นตีความว่า องค์พระมหากษัตริย์เป็นผู้มีอำนาจอธิปไตยที่จะจัดให้มีรัฐธรรมนูญใช้บังคับได้ ดังนั้น พระมหากษัตริย์จึงมีอำนาจจะแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติแล้วได้ ไม่ขัดต่อหลักการประชาธิปไตย เป็นต้น รวมทั้งการตีความอ้างรัฐธรรมนูญ มาตรา 6 ในคดีความผิดมาตรา 112 และฝ่ายปกป้องสถาบันที่มุ่งแจ้งความดำเนินคดีจำนวนมาก นอกจากนี้ฝ่ายตำรวจหรืออัยการที่อ้างพยานความเห็นเป็นประชาชนกลุ่มปกป้องสถาบันฯ หรือนักวิชาการที่เห็นตรงข้ามกับจำเลย ซึ่งเป็นปฏิปักษ์หรือปรักปรำ และศาลก็รับฟังพยานดังกล่าวมาลงโทษจำเลย  ส่งผลเป็นการจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นหรือวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ จนไม่สามารถใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นได้ 

กรณีของ 'อานนท์ นำภา' ที่ถูกคุมขังต่อเนื่องครบ 2 ปี และการปฏิเสธให้ประกันตัวในหลายคดีที่เกิดขึ้นพร้อมกัน สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาใหญ่ที่สุดในหลักการ 'สิทธิในการประกันตัว' ในประเทศไทยอย่างไร? ในฐานะนักกฎหมาย คุณมองว่าการ 'คุมขังก่อนการพิสูจน์ความผิด' ที่เกิดขึ้นกับนักกิจกรรมเหล่านี้ เป็นการละเมิดหลักนิติรัฐในรูปแบบใด?

ละเมิดหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าเป็นผู้กระทำความผิด  ซึ่งเป็นหลักการสำคัญของหลักนิติรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคดีอานนท์ นำภา ที่ศาลมีคำสั่งไม่ให้ประกันตัวว่า การกระทำของจำเลยกระทบกระเทือนและสร้างความเสียหายต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พฤติการณ์เป็นเรื่องร้ายแรง หากอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว มีเหตุเชื่อว่าจำเลยจะหลบหนี สะท้อนให้เห็นการอ้างเหตุผลที่นอกเหนือกฎหมายกำหนดเกี่ยวกับการปล่อยชั่วคราว  และไม่มีข้อเท็จจริงประกอบว่าจำเลยมีพฤติการณ์จะหลบหนี  และสิทธิที่จะต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ เนื่องจากเมื่อไม่ได้ประกันตัวจำเลยมีแนวโน้มที่จะรับสารภาพเพื่อให้คดีถึงที่สุดและได้ปล่อยตัวจากการลดโทษหรืออภัยโทษต่อไป

ในบรรดาผู้ถูกดำเนินคดีทางการเมือง มีเยาวชนจำนวนมากที่เผชิญกับ ม.112 การดำเนินคดีกับเยาวชนส่งผลกระทบต่ออนาคตและการเติบโตของพวกเขาอย่างไรบ้างคะ? และความท้าทายที่แตกต่างกันระหว่างการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ผู้ใหญ่ กับการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่เยาวชนในคดีความมั่นคงคืออะไร?

ส่งผลกระทบเนื่องจากมีประวัติถูกดำเนินคดี แม้ว่าในคดีเยาวชนจะมีวิธีเบี่ยงเบนคดีแทนคำพิพากษา แต่ก็ต้องเป็นกรณีจำเลยให้การรับสารภาพก่อนเท่านั้น แล้วเข้าสู่แผนมาตรการฟื้นฟูและจะได้รับการคัดชื่อออกจากทะเบียนประวัติอาชญากร มองว่าคดีมาตรา 112 เป็นส่วนหนึ่งของการแสดงออกซึ่งเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและแสดงออก การดำเนินคดีเยาวชนย่อมไม่ส่งผลดีต่อสังคมโดยรวม ควรใช้วิธีการอื่นแทนกระบวนการทางกฎหมาย ทั้งนี้ เนื่องจากเยาวชนย่อมเติบโตขึ้นมีทักษะการวิเคราะห์และการแสดงออกที่แตกต่างไปตามวัย ความท้าทายในการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่เยาวชนคือทุกกระบวนการต้องมีผู้ปกครองร่วมด้วยเสมอ ซึ่งแต่ละครอบครัวมีความพร้อมในการเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายไม่เท่ากัน

โฆษณา - Advertising
ความท้าทายในการทำงานของศูนย์ทนายความฯ ในปัจจุบัน นอกจากเรื่องคดีความที่เพิ่มขึ้นแล้ว ยังมีปัจจัยภายนอก เช่น การคุกคามหรือข้อจำกัดด้านทรัพยากรเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่? และในมุมมองของคุณภาวิณี 'กลไกทางสังคม' หรือ 'ประชาชน' จะสามารถช่วยเหลือและสนับสนุนการต่อสู้เพื่อสิทธิในการประกันตัวของเพื่อนเราได้อย่างมี 'เนื้อ' และมีประสิทธิภาพที่สุดได้อย่างไรบ้าง?

ปัจจุบันมีข้อจำกัดเรื่องทรัพยากร ทั้งจำนวนทนายความและงบประมาณเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับคดี  เนื่องจากแต่ละคดีมีระยะเวลายาวนาน นอกจากนี้จำนวนผู้ต้องขังการเมืองในเรือนจำที่เพิ่มขึ้นก็ต้องเพิ่มงบประมาณ ทนายความและองค์กรที่ช่วยเหลือสนับสนุนผู้ต้องขังและครอบครัวผู้ต้องขังด้วย ในการประกันตัวคดี 112 เป็นปัญหาซ้ำซากในกระบวนการยุติธรรมไทย การขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเรื่องสิทธิในการประกันตัวคือการย้ำถึงหลักให้ประกันเป็นหลัก ไม่ให้ประกันเป็นข้อยกเว้น โดยตีความกฎหมายให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์เรื่องหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่หากศาลไม่ตีความตามหลักดังกล่าวก็ไม่มีบทบังคับหรือลงโทษเพราะเป็นเรื่องดุลพินิจ ทำอย่างไรจะทำให้เกิดสภาพบังคับทางสังคมให้ศาลต้องตีความเรื่องสิทธิประกันตัวตามหลักกฎหมายและนิติรัฐ

หากคุณภาวิณีสามารถผลักดันให้เกิด 'การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม' ได้หนึ่งเรื่องอย่างเร่งด่วนที่สุดในวันนี้ เพื่อลดความรุนแรงของคดีทางการเมือง เรื่องนั้นจะเป็นเรื่องใด? และคุณมองเห็นอนาคตของการต่อสู้เพื่อสิทธิในการแสดงออกในประเทศไทยจะเป็นไปในทิศทางใด ภายใต้การบังคับใช้ ม.112 ที่ยังคงอยู่?

ชะลอการฟ้องคดี ไม่ควรอ้างพยานหรือรับฟังที่เป็นปฏิปักษ์หรือปรักปรำมาประกอบการดำเนินคดี การใช้ดุลพินิจในการลงโทษคดี 112 ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษให้จำเลย เนื่องจากเป็นการแสดงออกหรือแสดงความคิดเห็นทางการเมืองเท่านั้น  นอกจากนี้ควรให้สิทธิประกันตัวเป็นหลัก เว้นแต่จำเลยมีพฤติการณ์หลบหนี โดยเฉพาะอย่างยิ่งคดีที่ศาลชั้นต้นยกฟ้อง ศาลอุทธรณ์กลับเป็นลงโทษจำคุก ควรให้จำเลยได้ประกันในระหว่างต่อสู้คดีชั้นฎีกา และมองว่าอนาคตสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์จะถูกจำกัดลงอย่างมากหรือไม่มีเลย แม้กระทั่งในสภา การบังคับใช้กฎหมายในลักษณะปราบปรามอย่างเด็ดขาดหรือทำให้กลัวไม่เป็นผลดีต่อสถาบันกษัตริย์และสังคมโดยรวม ทำอย่างไรให้มีพื้นที่สำหรับการแสดงออกและวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์ได้อย่างสร้างสรรค์และสันติ

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising