Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด ร้อง ปปง.สอบบริษัท 'บางจาก-ไทยคาลิ' พบไทยคาลิถูกบางจากเข้าซื้อหุ้นหลังจากภรรยาของ 'ยิมเลียก' เข้าไปเป็นผู้ถือหุ้นในไทยคาลิซึ่งเป็นบริษัทที่เข้าไปทำเหมืองแร่โปแตชในด่านขุนทด จ.นครราชสีมา และสร้างปัญหาสิ่งแวดล้อมมาก่อนแล้วจนทำชาวบ้านในพื้นที่สูญเสียพื้นที่ทำเกษตรกรรมเนื่องจากการทำเหมืองทำให้เกิดดินเค็ม-น้ำเค็มในพื้นที่ ด้าน ปปง.แจงกำลังตรวจสอบเครือข่ายทุนข้ามชาติที่เอี่ยวสแกมเมอร์ แต่ยังมีขั้นตอนที่ต้องรอการดำเนินคดีอาญาของตำรวจจึงดำเนินการพิจารณายึดทรัพย์ได้ แต่เรื่องที่รับไว้จะมีการดำเนินการต่อแน่นอน

วันที่ 27 ต.ค. 2568 กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด เดินทางไปที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อยื่นหนังสือต่อเลขาธิการ ปปง. ขอให้ตรวจสอบเส้นทางการเงินของบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัท ไทยคาลิ จำกัด รวมถึงบริษัทอื่น ๆ ที่อาจเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินข้ามชาติ เนื่องจากพบความเชื่อมโยงการเข้าถือหุ้นของภรรยาของเบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ และ ภรรยาของ “ยิมเลียก” ลูกของอดีตรองนายกรัฐมนตรีกัมพูชาเพื่อนของสมเด็จฮุนเซนและน้องสะใภ้ของ “ฮุน มานี” ลูกของฮุนเซน ซึ่งขณะนี้ทั้งเบนจามินและยิมเลียกกำลังถูกตรวจสอบว่ามีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจสแกมเมอร์ในกัมพูชา

ทางด้าน ปปง.ได้ให้ อภินันท์ นวลสุวรรณ์ ผู้อำนวยการส่วนวิเคราะห์ข่าวกรองทางการเงิน รักษาราชการแทนผู้อำนวยการวิเคราะห์ข่าวกรองทางการเงิน ปปง. เป็นผู้แทนรับหนังสือ

จุฑามาส ศรีหัตผดุงกิจ 

เชื่อมโยงทุนข้ามชาติ–เครือข่ายสแกมเมอร์

จุฑามาส ศรีหัตผดุงกิจ ที่ปรึกษากลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดฯ กล่าวว่า นักปกป้องสิทธิฯ ในพื้นที่ด่านขุนทดได้รับผลกระทบจากโครงการเหมืองแร่โปแตชของบริษัทไทยคาลิ จำกัด ทั้งปัญหาดินเค็ม น้ำเค็ม และการละเมิดมาตรการสิ่งแวดล้อม ซึ่งในพื้นที่มีเหมืองแห่งนี้แห่งเดียวที่ดำเนินกิจการอยู่ ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบและร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. รวมถึงมีการแจ้งความดำเนินคดีต่อบริษัทแล้ว

“เรามายื่นหนังสือถึง ปปง. เพราะพบข้อมูลจากหลายสำนักข่าวและเอกสารถือหุ้นของบริษัท ไทยคาลิ จำกัด ที่เชื่อมโยงกับบุคคลซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับธุรกิจสแกมเมอร์  ได้แก่ เบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ และนายยิมเลียก ซึ่งมีเครือข่ายถือหุ้นไขว้กันในหลายบริษัท ผ่านภรรยาของพวกเขา” จุฑามาสกล่าว

จุฑามาสระบุว่า บริษัทแรกที่ต้องการให้ตรวจสอบ คือ บางจาก คอร์ปอเรชั่น ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของไทยคาลิ โดยพบว่า ผู้ถือหุ้นบางส่วนมีความเชื่อมโยงกับนายเบนจามินหนึ่งในนั้นคือภรรยาของเขาที่ถือหุ้นราว 1% ของบางจาก หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 500 ล้านบาท “หากเงินนี้มาจากกระบวนการฟอกเงินจริง ก็จะสร้างความเสียหายให้ประเทศ และสะท้อนว่าทุนข้ามชาติกำลังใช้ทรัพยากรของชุมชนไทยเป็นเครื่องมือฟอกเงิน”

 

 

นอกจากนี้ จุฑามาสยังเปิดเผยว่า บริษัทไทยคาลิ จำกัด ซึ่งเป็นเจ้าของโครงการเหมืองโปแตชในพื้นที่ มีผู้ถือหุ้นอีกกลุ่มหนึ่งที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับนายเบนจามิน ซึ่งก็คือนาย ยิม เลียก ที่ถูกขึ้นบัญชีดำของสหรัฐอเมริกาด้วยเช่นกัน โดยให้วิรินยา ยิมจ์ (หรือ วิษณี เทพเจริญ) ภรรยา เข้าถือหุ้นไทยคาลิราว 50 ล้านบาท ( 10 ล้านหุ้น) ในปี 66 จึงทำให้ภรรยาของยิมเลียก กลายเป็นผู้ถือหุ้นให้ลำดับที่ 30 ของบริษัทไทยคาลิ จำกัด  และหลังจากบุคคลดังกล่าวเข้ามาถือหุ้นเพียงหนึ่งปี บางจากก็เข้ามาซื้อหุ้นต่อทันทีจึงเป็นลักษณะการเชื่อมโยงที่น่าสงสัยว่าอาจเข้าข่ายการฟอกเงินผ่านบริษัทในประเทศ

 

ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า การเข้าซื้อหุ้นไทยคาลิของบริษัทบางจากได้ให้บริษัท บีซีวี เอ็นเนอร์ยี จำกัด (บีซีวีอี) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัทบางจากได้เข้าซื้อหุ้นของบริษัทไทยคาลิเป็นจำนวน 65% มีมูลค่าประมาณ 3,300 ล้านบาท เมื่อ 11 ธ.ค.2567

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

หวั่นทุนจีน–บริษัทขุดเจาะมีส่วนเชื่อมโยง

ที่ปรึกษากลุ่มฯ ยังระบุว่า มีอีก 2 บริษัทที่เข้ามารับเหมาขุดอุโมงค์ใต้ดินในโครงการเหมือง ซึ่งใช้วัตถุระเบิดและอาจเกี่ยวพันกับทุนจีน โดยในพื้นที่พบมีเสาสูงและแรงงานจีนจำนวนหนึ่ง “เรากังวลว่าจะเกิดเหตุซ้ำรอยกรณีอาคาร สตง. ที่เคยมีปัญหาการรับเหมาจากบริษัทจีนโดยไม่ผ่านมาตรฐานความปลอดภัย” จุฑามาสกล่าว

เธอยังตั้งข้อสังเกตว่า การถือหุ้นไขว้ระหว่างบริษัทเหล่านี้อาจเข้าข่าย “นอมินี” เพื่อทำให้บริษัทข้ามชาติดูเหมือนเป็นบริษัทไทย และสามารถเข้ามาดำเนินโครงการได้โดยไม่ผ่านการตรวจสอบ ซึ่งเคยยื่นเรื่องต่อสำนักงาน ก.ล.ต. แล้ว แต่ไม่มีความคืบหน้า

ปปง.ชี้ขั้นตอนซับซ้อน–ต้องมีความผิดมูลฐานก่อนยึดทรัพย์

ขณะที่อภินันท์ นวลสุวรรณ์ ตัวแทน ปปง. กล่าวว่า ปปง.มีหน้าที่หลักในการตรวจสอบและอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับความผิดมูลฐานทางอาญา ซึ่งมีกว่า 28 ประเภท เช่น การฉ้อโกงประชาชน การบุกรุกทรัพยากรธรรมชาติ และอาชญากรรมข้ามชาติ

“การดำเนินการของ ปปง. จะต้องอาศัยข้อมูลจากการดำเนินคดีอาญาโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ ดีเอสไอ หรือหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายอื่น ๆ ก่อน จึงจะสามารถอายัดหรือขอให้ศาลมีคำสั่งยึดทรัพย์ได้ โดยมีกรอบเวลา 90 วันในการดำเนินการ” นายอภินันท์กล่าว พร้อมระบุว่า ขณะนี้ ปปง.อยู่ระหว่างการประสานข้อมูลกับดีเอสไอและคณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎร เพื่อตรวจสอบเครือข่ายทุนข้ามชาติที่เกี่ยวพันกับกลุ่มสแกมเมอร์

อภินันท์ นวลสุวรรณ์(ขวา)

ไม่คาดหวังยึดทรัพย์ทันที แต่อยากให้เริ่มตรวจสอบจริงจัง

จุฑามาสกล่าวเพิ่มเติมว่า เราไม่ได้คาดหวังให้ ปปง.เร่งยึดทรัพย์ทันที แต่ต้องการให้เกิดกระบวนการตรวจสอบอย่างจริงจัง เพราะจากข้อมูลในพื้นที่ พบว่าเครือข่ายทุนต่างชาติได้แทรกซึมเข้าถือหุ้นในหลายบริษัท ทั้งบริษัทเหมืองแร่และบริษัทลูกของบางจาก

“แม้แต่โครงการเหมืองแร่โปแตชในพื้นที่อำเภอเล็กๆ ของเรา ยังพบชื่อเครือข่ายที่อาจจะมีความเกี่ยวข้องกับเครือข่ายสแกมเมอร์ที่รัฐกำลังตรวจสอบอยู่นี้ ถือหุ้นไว้รอ ซึ่งอาจโยงถึงทุนจีนที่เข้ามาทำอุโมงค์แนวดิ่งและใช้แรงงานจีนในพื้นที่ ทั้งที่เดิมมีปัญหาการลักลอบใช้วัตถุระเบิดโดยไม่ได้รับอนุญาต และสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโดยยังไม่มีการแก้ไข” เธอกล่าว

“ที่ดินในพื้นที่เหมืองจำนวนมากยังเป็นกรรมสิทธิ์ของชาวบ้าน แต่กฎหมายกลับเปิดช่องให้รัฐให้สัมปทานขุดใต้ดินลึกกว่า 100 เมตรได้โดยไม่ต้องแจ้งเจ้าของที่เรากำลังถูกละเมิดสิทธิในที่ดินของเราโดยที่ไม่รู้ตัว” จุฑามาสกล่าวทิ้งท้าย

ปปง.ย้ำ “ทำแน่นอน” พร้อมเร่งดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพ

ในตอนท้าย นายอภินันท์ได้กล่าวย้ำต่อหน้านักปกป้องสิทธิฯกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดว่า “ปปง.รับเรื่องไว้แล้ว และจะดำเนินการต่อให้แน่นอน” พร้อมให้คำมั่นว่าจะดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้ เพื่อให้กระบวนการตรวจสอบเส้นทางการเงินเป็นไปอย่างรอบคอบและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่าที่ผ่านมาบริษัทไทยคาลิถูกประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงประท้วงการทำเหมืองที่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการสูบน้ำเกลือที่มีแร่โปแตชขึ้นมาจนทำให้ที่ดินในพื้นที่ใกล้เคียงมีสภาพเป็นดินและน้ำเค็มจนกระทบต่อการทำเกษตรของประชาชนในพื้นที่ทำพืชผลเสียหายมาโดยตลอด แต่หน่วยงานรัฐก็ยังคงได้รับการอนุญาตให้ขุดเจาะทำเหมืองเพิ่มเติม

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง