Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

"ฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด" เดินหน้าค้านเหมืองโปแตชต่อหลังบริษัทยังมีแผนจะระเบิดอุโมงค์เหมืองรอบ 2 ชาวบ้านย้ำปัญหาเสียที่ดินทำกินให้เหมืองเพราะปัญหาดินเค็มจากเหมืองยังไม่ทันจบ "เลิศศักดิ์" ชี้ปัญหาใหม่ทุนไทยจับมือทุนจีนเข้ามาลงทุนทำเหมืองต่อ แต่ทุนจีนที่เข้ามาไม่โปร่งใส หวั่นซ้ำรอยตึก สตง.ถล่ม

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (6 พ.ค.2568) เมื่อเวลา 08.00 น.ที่วัดสระขี้ตุ่น ต.หนองบัวตะเกียด  อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด นัดรวมตัวกัน เพื่อเดินทางไปที่บ้านหนองไทร เพื่อหยุดเหมืองโปเตช บริษัทไทยคาลิ หลังมีแผนระเบิดอุโมงค์เหมืองรอบสองที่บริเวณดอนหนองโพธิ์ ต.หนองบัวตะเกียด  โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีการร่วมโบกธงต้านเหมือง รวมทั้งตั้งแถวเป็นวงกลมชูมือแสดงหลังกันอย่างพร้อมเพรียง จากนั้นพากันเดินทางไปที่วัดหนองไทรในอำเภอเดียวกัน

จากนั้นเวลา 09.00 น.ที่วัดหนองไทรเมื่อกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดเดินทางมาถึง เพื่อรวมตัวกันไปที่เหมืองโปแตชไทยคาลิ โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจจากสภ.ด่านขุนทดประมาณ 10 นาย มาสังเกตการณ์ระหว่างทางที่นักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดจกลุ่มกำลังเดินทางไปที่เหมืองโดยรถยนต์ ทั้งนี้พบว่าระหว่างทางมีกองดินถูกขนมาปิดถนนไว้ตลอดเส้นทาง ทำให้ทางกลุ่มต้องช่วยกันขนดินออกเพื่อให้ถนนใช้งานได้โดยใช้เวลาร่วม 1 ชั่วโมง

ภาพกองดินที่ขวางเส้นทางเดินขบวนของกลุ่มไปที่เหมือง

ต่อมาเวลา10.00 น.กลุ่มผู้ชุมนุมได้เดินทางมาบริเวณปากทางเข้าเหมืองตรงบริเวณดอนหนองโพธิ์ ก่อนมีการตั้งเต๊นท์ ปักหลักชุมนม

เมื่อถึงที่หมายทางตัวแทนของกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดฯ ผลัดกันขึ้นปราศรัยถึงผลกระทบของเหมืองโปแตช

จงดี มินขุนทด กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดกล่าว เรามาชุมนุมในพื้นที่แห่งนี้เพราะเราได้รับผลกระทบจากการเตรียมขุดอุโมงค์ใหม่ที่จะมีการนำระเบิดมาใช้ซ้ำร้ายคนในเหมืองยังมากล่าวหาว่าเราเป็นคนนอกพื้นที่ บอกว่าพวกเราไม่ได้มีพื้นที่ทำกินติดเหมือง และอยู่ห่างจากเหมืองไกลถึง 10 กิโลเมตรตนอยากถามกลับว่าใครกันแน่ที่เป็นคนนอกพื้นที่ ที่เรายืนอยู่ตรงนี้เป็นที่บรรพบุรุษ พ่อแม่ปู่ย่าตายายของเราแม้กระทั่งเราเองยังเคยเกี่ยวข้าวที่นี่ แม้กระทั่งพ่อแม่คนงานเหมืองเองก็เคยเกี่ยวข้าวหาเลี้ยงกันมาแต่ต้องขายที่ให้เหมืองเพราะทำนาไม่ได้

สำราญ ตุ๋นเจริญ ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด ปราศรัยเพิ่มอีกว่า  ตนอยู่บ้านหนองไทรมาค่อนชีวิต แต่ก่อนผืนดินผืนน้ำของเรามีแต่ความอุดมสมบูรณ์ พอมีเหมืองทุกอย่างก็เปลี่ยนไป ดินเค็มน้ำเค็ม ปลูกอะไรก็ไม่ได้ ไร่นาเสียหาย พอเกิดความเสียหายขึ้น ทางบริษัทไทยคาลิ ก็มาแสร้งทำดีเยียวยาด้วยการจ่ายเงินให้ชาวบ้าน มีการจ่ายเศษเงินให้ชาวบ้านตั้งแต่ปี 2560 2561 2562 พอมาปี 2563 ไม่มีการจ่ายเงิน บอกเพียงจะมากราบขอโทษชาวบ้าน แล้วไม่มีการติดต่อกันอีกเลย การที่ชาวบ้านขายที่ดินให้บริษัทไทยคาลิ เขาขายด้วยความจำใจ เนื่องจาก ผืนดินก็เค็มปลูกอะไรไม่ได้ เขาจึงขายด้วยความไม่เต็มใจ และที่สำคัญเมื่อมีเหมืองเกิดขึ้น ที่ผ่านมามีแต่สร้างความแตกแยกให้กับชาวบ้านจนมองหน้ากันไม่ติด  มีการหาพวก เอาชาวบ้านไปทำงานที่เหมือง อ้างสร้างงานให้ชาวบ้าน ที่เขาทำก็เพราะไม่มีทางเลือก และล่าสุดจะมีการขุดเหมืองรอบใหม่โดยใช้ระเบิดที่ดอนหนองโพธิ์ ตรงนี้ ก็จะเป็นการสร้างผลกระทบซ้ำซาก เมื่อมีการใช้ระเบิดตาน้ำก็จะแตกไหลเข้าทะลักท่วมไร่นาชาวบ้านต่อ และน้ำนี้ก็เป็นน้ำเค็ม สร้างผลกระทบซ้ำซากต่อชาวบ้านไม่มีที่สิ้นสุด

เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ ที่ปรึกษากลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด ให้ข้อมูลทางวิชาการว่าการที่เหมืองไทยคาลิ จะทำการขุดเหมืองรอบใหม่ หลังจากจะใกล้ตาย ก็ได้บริษัทบางจากมาถือหุ้นถึง 65 เปอร์เซ็นต์ หรือ กว่า 3,300 ล้านบาทบริษัทเหมืองแห่งนี้ก็กลับมาฟื้นอีก ซึ่งตัวเจ้าของบริษัทไทยคาลิ ที่ขายหุ้นให้บางจากไป ได้กำไรเน้นๆกว่า 2 พันล้านบาท ทั้งที่ลงทุนไปเพียง 1 พันล้านบาท ซึ่งเจ้าของที่ขายหุ้นไป ไม่มีการนำเงินมาทำเหมืองต่อแน่นอน เพราะได้กำไรไปอย่างมหาศาล ต่อมาเป็นโจทย์ใหญ่ ของบางจากว่า จะหาเงินที่ไหนมาลงทุนเพื่อทำเหมืองต่อ บริษัทไทยคาลิโดยบางจาก จึงได้ไปจับมือ กับรัฐวิสาหกิจจีนรายใหญ่ที่ชื่อว่า บริษัท CCMC ซึ่งทางเว็ปไซต์บริษัท ก็มีการประกาศอย่างเป็นทางการได้รับการสัมปทานทำเหมืองด้วยจำนวนเงินถึง 5,890 ล้านบาท

แต่ด้วยกฎหมายของไทย ที่ไม่ต้องให้บริษัทต่างชาติเข้ามาผูกขาด จึงกำหนดให้ บริษัทต่างชาติถือหุ้น 49 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่บริษัทสัญชาติไทยต้องถือหุ้น51 เปอร์เซ็นต์

“ด้วยกฎหมายของไทยที่ไม่ต้องการให้บริษัทต่างชาติผูกขาด บริษัทรัฐวิสาหกิจจีนนี้ จึงใช้วิธีซิกแซก ด้วยการตั้งบริษัทลูกขึ้นมา 2 บริษัท คือ บริษัท ไชนาโค คอนสตรัคชั่น และ บริษัท ไชนาโคไมนิ่ง แต่ความพิรุธอยู่ที่ บริษัท ไชนาโค คอนสตรัคชั่น มีทุนจดทะเบียนเพียงแค่ 5 แสนบาท ไปซื้อหุ้นจำนวนเงินกว่า 100 ล้านบาทในการเป็นบริษัทไทย ที่สามารถถือหุ้นได้ 51 เปอร์เซ็นต์ แล้วผู้บริหารที่มีอำนาจการตัดสินใจก็ล้วนเป็นคนจีน ส่วนคนไทยเป็นเพียงนอมินีเท่านั้น ซึ่งการซิกแซกที่ว่านี้ มั่นใจว่า ซ้ำรอยเช่นเดียวกับตึก สตง.ที่ถล่มแน่นอน เพราะมีวิธีการคล้ายกัน เมื่อเกิดเหตุ เช่น ตึกถล่ม หรือหากว่าเกิดเหตุอุโมงค์เหมืองถล่ม ก็ไม่สามารถสาวหาเอาคนผิดหรือบริษัทยักษ์ใหญ่ตัวการได้ เพราะมีการให้ ซับคอนเเทรค ดำเนินการแทน” เลิศศักดิ์ชี้ปัญหาที่บริษัทไทยไปจับมือกับบริษัทจีนที่เข้ามาทำธุรกิจในไทยอย่างไม่โปร่งใส

เลิศศักดิ์ อธิบายความเชื่อมโยงระหว่างบริษัทไทยคาลิ บริษัทบางจากและบริษัทจากจีนที่เข้ามาลงทุน 

จากนั้นได้มีกลุ่มตัวแทนชาวบ้านจากโนนไทย ที่ต่อสู้ต้านเหมืองเช่นเดียวกับกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดขึ้นมาปราศรัยให้กำลังใจกับผู้เข้าร่วมชุมนุม พร้อมทั้งมีตัวแทนจากพรรคประชาชนมาสังเกตการณ์การชุมนุมในช่วงเช้าวันนี้ด้วย

ต่อมาในช่วงบ่ายกลุ่มผู้ชุมนุมจากหลากหลายเครือข่ายที่เข้าร่วมสนับสนุนการชุมนุมของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดร่วมกล่าวให้กำลังใจ อาทิ กลุ่มรักษ์ลำคอหงส์ที่บ้านเรือนได้รับผลกระทบจากการขุดเจาะสำรวจแร่โปแตช  สมาคมคนรุ่นใหม่กับนวัตกรรมทางสังคม ( SYSI)   มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม(Enlaw)  ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ อาจารย์ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์มหาวิทยาลัยมหาสารคามและนิสิต

“ก่อนมีเหมือง เราเคยอุดมสมบูรณ์” – เสียงสะท้อนจากผู้เฒ่าหนองไทร

จากนั้นผู้สูงอายุจากบ้านหนองไทรสะท้อนภาพอดีตของพื้นที่แห่งนี้ก่อนมีเหมืองโปแตช คำ  ฝอดสูงเนิน ผู้สูงอายุบ้านหนองไทรกล่าวว่า ตนอยู่ในพื้นที่ตั้งแต่เด็ก จนตอนนี้อายุ 78 ปีแล้ว ก่อนที่จะมีโรงต้มเกลือทำเหมืองโปแตช บ้านหนองไทรของเรามีความอุดมสมบูรณ์มาก ชาวบ้านทำการเกษตรตั้งแต่รุ่นปู่ย่า ใครที่บอกว่าเราเคยต้มเกลือขาย เป็นเรื่องโกหกทั้งเพ   พอเหมืองมาผืนดินก็เปลี่ยนไป ดินน้ำมีความเค็ม ปลูกอะไรก็ไม่ได้  คราบเกลือก็เข้าบ้าน ต้องนำสีมาทา ซึ่งเดือดร้อนไปหมด ส่วนการเยียวยาผลกระทบ เคยมีทางผู้ใหญ่บ้านกำนัน นำหนังสือมาให้เซ็น โดยขู่ว่า หากไม่เซ็น ก็จะไม่รับผิดชอบเรื่องการเกิดผลกระทบซึ่งยายก็เซ็นไปเพราะกลัว  ซึ่งสุดท้ายก็เกิดผลกระทบตามที่เห็น ไร้ซึ่งการเยียวยาแก้ไขใดๆ เสมือนกับยายถูกหลอกให้เซ็นยังไงก็ไม่รู้ ทุกวันนี้ ยายต้องหวานอมขมกลืน ที่ดินบางส่วนที่มีตั้งแต่ปู่ย่าต้องขายไป เพราะดินเค็มทำกินอะไรไม่ได้เลย

ตัวแทนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดฯ เล่าปัญหาของเหมือง

“หยุดหลงทาง หันมารักษาบ้าน” – ปลุกคนในพื้นที่ร่วมปกป้องแผ่นดินเกิด

ต่อมา พีร์ จากบ้านหนองไทรได้ร่วมสะท้อนภาพอดีตให้ผู้เข้าร่วมชุมนุมได้รับฟังด้วยเช่นกันว่า แต่ก่อนคลองสาธารณะของพวกเราน้ำใส เราสามารถใช้น้ำจากคลองสาธารณะได้ แต่ตอนนี้น้ำเสียหมดแล้ว รวมไปถึงทีดินทั้งที่วัดที่ไร่ที่นาและไม่สามารถที่จะเอาคืนได้ ตนเลยอยากจะออกมาต่อสู้มาปกป้องบ้านของเรา และอยากฝากพี่น้องทั้งที่อยู่ที่นี่และอยู่ที่ในเหมืองให้ได้รับรู้ว่ามาช่วยกันปกป้องบ้านเรา อย่าไปหลงกับเขาออกมาช่วยปกป้องบ้านของเรากันเถอะ เพราะบ้านของตัวเองเสียหายหมดแล้วตอนนี้ น้ำก็ใช้ไม่ได้ ทำนาก็ไม่ได้ จะมาอยู่แต่รับจ้างเขาอยู่ที่นี่หรือ โครงการของเขามีเพียงแค่ 3 เดือนเท่านั้น หลังจากนี้ก็จะกลายเป็นของจีนอยากให้มาช่วยปกป้องตัวเองกันดีกว่า

ประชาชนโหวต ‘ไม่พอใจ’ หน่วยงานรัฐ - อปท.ถูกชี้เป้าแรงสุด

ขณะที่อีกหนึ่งกิจกรรมของการชุมนุมในครั้งนี้ก็ได้รับความสนใจมากด้วยเช่นกัน นั่นก็คือการสำรวจความพึงพอใจการทำงานของหน่วยงานรัฐซึ่งประกอบด้วย 8 หน่วยงาน อาทิ กระทรวงอุตสาหกรรม, กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ กพร. , สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(สผ.) กรมควบคุมมลพิษ(สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 11 นครราชสีมา) จังหวัดนครราชสีมา,  กรมทรัพยากรน้ำบาดาล , อำเภอด่านขุนทด, องค์การบริหารส่วนตำบลหนองไทร,  และเทศบาลหนองบัวตะเกียด

โดยผู้เข้าร่วมชุมนุมส่วนใหญ่ประเมินให้หน่วยงานการปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ได้รับการโหวตไม่ชอบและไม่พึงพอใจต่อการทำงานมากที่สุด รองลงมาเป็นกระทรวงอุตสาหกรรม

เสียงวิจารณ์กระหึ่ม: หน่วยงานรัฐไร้การมีส่วนร่วม-ประสิทธิภาพการตรวจสอบไม่มีจริง

จุฑามาส ศรีหัตถผดุงกิจ ที่ปรึกษากลุ่มคนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด  กล่าวว่า กพร.หน่วยงานภายใต้กระทรวงอุตสาหกรรมบอกว่าตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการทำเหมืองแร่แล้ว แต่ที่ผ่านมาไม่เคยเรียกเราไปนั่งฟัง อย่าง โรงต้มเกลือที่มีมาภายหลัง  ก็ไม่เคยบอก เราไม่เคยรู้เลย รวมถึงเปลี่ยนแปลงแผนผังโครงการทำเหมือง ก็ไม่มีการบอกกล่าว แสดงถึงการไม่สนใจกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน  หรืออย่างหน่วยงานจังหวัดเปลี่ยนผู้ว่ามาแล้ว 3 คน ก็ไม่เคยมีการเปลี่ยนแปลงอะไรในทางที่ดีขึ้นเลย ล่าสุดเหมือนจะดี  มีการตั้งคณะทำงานระดับจังหวัด  แต่สุดท้ายคณะทำงานระดับจังหวัดนี้ ก็ถูกแช่แข็งไม่มีการประชุม โดยอ้างต้องรอประชุมกับผู้ตรวจการแผ่นดินจนไม่สามารถจัดประชุมได้

ที่ปรึกษากลุ่มฯ ระบุว่า ล่าสุดหลังจากมีกรรมาธิการฯ วุฒิสภาลงพื้นที่ตรวจสอบ เราจึงได้รับหนังสือเปิดเผยข้อมูลของคณะทำงานเกี่ยวกับผลการตรวจสอบคณะทำงานระดับจังหวัดเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาเอง ถ้าเราไม่ติดตามอย่างเข้มข้น คงไม่ได้ข้อมูลนี้มา อย่างกรมทรัพยากรน้ำบาดาล เราได้รับข้อมูลน้อยมาก ไม่น่าเชื่อว่าจะไม่มีข้อมูลอะไรให้เราเลย โดยเฉพาะเกี่ยวกับเรื่องน้ำใต้ดิน

ขณะที่องค์กรปกครองส่วนท้องที่ที่ชาวบ้านโหวตไม่ชอบที่สุดเพราะเป็นองค์กรที่ชาวบ้านให้ความหวังมากที่สุด  แต่ที่ผ่านมามีแต่ความผิดหวัง มีเพียงผู้ใหญ่บ้านสระขี้ตุ่น และบ้านสระสมบูรณ์ ที่พึ่งพาได้เท่านั้น อยากจะฝากถึง อบต.ว่ามีหน้าที่ในการปกป้องดูแลชาวบ้านในพื้นที่จะเป็นไปได้อย่างไร แหล่งน้ำชุมชนถูกทำลายโดย อบต.ไม่รู้เรื่องอะไรเลย  หรืออย่างตอนนี้ที่ดินเป็นของคนหนองไทรไม่ถึงครึ่งเนื่องจากต้องขายให้นายทุนหมดจากปัญหาดินเค็มปลูกพืชทางการเกษตรไม่ได้ ยืนยันว่าสิ่งที่เราเรียกร้องนั้นไม่ใช่สิ่งที่ยากเย็น เราอยากให้มีการตรวจสอบที่เป็นธรรม ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชน เหมืองใหม่ที่จะทำต้องหยุดแล้วมาแก้ไขพื้นที่เดิมก่อนที่ทุกอย่างจะสายไป

นี่ไม่ใช่แค่ปัญหาท้องถิ่น แต่เป็นเรื่องระดับชาติเมื่อทุนใหญ่-ต่างชาติเข้ามาเกี่ยวข้อง พร้อมประกาศเดินหน้าชุมนุมยืดเยื้อ หยุดเหมืองให้ถึงที่สุด

ขณะที่ เลิศศักดิ์ กล่าวว่า การต่อสู้ครั้งนี้ยอมรับว่าเราต้องใช้ระยะเวลา เราเริ่มต้นด้วยกลุ่มคัดค้านเมื่อ 3 ปีก่อน ที่ถูกหลอกลวงจากผู้นำชาวบ้าน ชักชวนไปคัดค้านเหมือง แต่ไปทำเพื่อตัวเองให้ได้รับเงินจากเหมือง พอรับเงินก็ทิ้งชาวบ้าน เป็นอย่างนี้มาตลอดเราพยายามปรับเปลี่ยนเพราะถือเป็นการหลอกลวง การที่เราปักหลักสู้ตรงนี้ เราจะไม่ต้องถูกหลอกอีก

การขุดเจาะอุโมงค์เหมืองใต้ดินที่หนองไทรที่ผ่านมา น้ำทะลักท่วมแล้วมีการสูบน้ำขึ้นมาท่วมไร่นาของชาวบ้าน แล้วไม่รับผิดชอบ วิธีแก้ไขของเขานอกจากไม่ยอมแก้ไข แต่กลับไปขุดเหมืองเพิ่มแล้วจะใช้ระเบิดที่ดอนหนองโพ เราไม่อยากเห็นประวัติซ้ำรอยอีก ถ้าอยากทำเหมืองต้องแก้ไขอุโมงค์เก่า และชดใช้ค่าเสียหายให้ชาวบ้านหนองไทรให้สมเหตุสมผล ที่ผ่านมาไม่ถึง 5 เปอร์เซ็นต์ 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง