Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

เมื่อ 31 ม.ค. 2568 กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดประกาศยุติการชุมนุม เพื่อเดินทางกลับไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด และเดินทางไปที่รัฐสภาก่อนกลับบ้าน เพื่อเจรจาให้มีการลงสำรวจความเสียหายของพื้นที่ โดย พูนศักดิ์ จันทร์จำปี ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนและประธาน คณะกรรมาธิการ ที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นตัวแทนรับหนังสือ ผลกระทบและข้อเสนอจากกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด

จากพื้นที่นาในต.หนองไทร อ. ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา ถูกเปลี่ยนเป็นผืนดินแห้งแล้งปกคลุมไปด้วยเกลือ จนประชาชนในพื้นที่ไม่สามารถทำนาได้แผ่นเกลือที่เปื้อนมลพิษจากการทำเหมืองโปแตช โดยบริษัท ไทย คาลิ จำกัด ซึ่งมีบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ถือหุ้น 65% ตั้งแต่ปี 2567

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ด่านขุนทดยังทำนา ปลูกอ้อยได้

ในเอกสาร แนวทางการส่งเสริมการเกษตรที่เหมาะสม จ.นครราชสีมา โดย กรมพัฒนาที่ดิน กระเกษตรและสหกรณ์ 2564 ระบุว่า พื้นที่อำเภอด่านขุนทดยังมีศักยภาพที่จะพัฒนาให้เกษตรกรปลูกพืชเศรษฐกิจได้ เช่น ข้าว มันสำปะหลัง ข้าวโพด และพืชเศรษฐกิจอื่นๆยังคงสามารถปลูกเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดได้ และต้องมีการส่งเสริมแหล่งรับซื้อให้มากขึ้น

เอกสาร แนวทางการส่งเสริมการเกษตรที่เหมาะสม จ.นครราชสีมา โดย กรมพัฒนาที่ดิน กระเกษตรและสหกรณ์ 2564

บัวผัน มูลศิติ

“ ที่ดินของเราทำนาไม่ได้ และเราจำเป็นต้องขาย”

บัวผัน มูลศิติได้เล่าว่า ปีแรกที่เหมืองเข้ามาในพื้นที่เธอยังพอที่จะทำนาได้ แต่หลังจากนั้นผลผลิตเริ่มเสียหายข้าวลีบลงจนเม็ดข้าวตาย กลายเป็นสีดำ ทำให้สูญเสียรายได้และต้องหาซื้อที่ดินใหม่เพื่อสร้างรายได้ให้ตัวเอง

บัวผันมีที่นา 6 ไร่ ไร่อ้อย 8 ไร่ และบริษัท ไทย คาลิ จำกัด ได้ซื้อที่ดินทำกินของประชาชนโดยรอบบริเวณเหมืองในราคาที่นาไร่ละ 10,000 บาทและไร่อ้อยไร่ละ 15,000 บาทซึ่งบริเวณพื้นที่ไร่อ้อยของเธอจะเป็นจุดวางระเบิดในแผนเปิดอุโมงค์แนวดิ่งแห่งใหม่

ดินเค็ม น้ำเค็ม จึงเป็นเหตุให้ต้องร้องเรียน

เพจเหมืองแร่โปแตช ด่านขุนทด ได้เปิดเผยสภาพพื้นที่ที่เต็มไปด้วยเกลือ จากผลกระทบของการสูบน้ำ[1] จากชั้นใต้ดินเพื่อดูดเอาน้ำเกลือที่มีแร่โปแตช นำขึ้นมาตากให้แห้งรอให้ระเหยจนเข้มข้นเกิดเป็นกระบวนการสกัดแร่ลิเทียมในขั้นตอนถัดไป

กระบวนการทำเหมืองของทางบริษัทตั้งแต่สูบน้ำเกลือจากชั้นใต้ดินจนมาถึงการนำน้ำมาตากส่งผลให้น้ำจากการขุดเจาะไหลท่วมที่นาของชาวบ้านและทำให้นำมีโลหะหนักปนเปื้อนออกมาจนไม่สมารถใช้น้ำทำการเกษตรได้  นอกจากนี้ทางบริษัทไม่ปูรองบ่อพักน้ำด้วยแผ่นพลาสติกจนไหลซึมผ่านดิน แทรกซึมสู่ผิวดินและกระจายไปทั่วบริเวณทำให้เกิดความแห้งแล้งและเกิดแผ่นเกลือเกาะตามผิวดิน ต้นไม้ อาคารบ้านเรือน จนประชาชนในพื้นที่ไม่สามารถใช้ที่ดินของตนเองในการประกอบอาชีพเดิมได้

ชาวบ้านที่ร่วมกันในกลุ่มฅนรักษ์ด่านขุนทดจึงต้องมาเรียกร้องที่หน้ากระทรวงอุตสาหกรรมตั้งแต่วันที่ 27 ม.ค. 2568 แต่กลับไม่ได้การรับตอบรับจากกระทรวงอุตสาหกรรม จึงเดินทางมารัฐสภาในวันที่ 31 ม.ค. 2568 เพื่อยื่นหนังสือถึงคณะกรรมาธิการ ที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ประชาชนต้องแบกรับความเสียหายจากเหมือง

พรพรรณ์ ไมขุนทด ได้ให้สัมภาษณ์ว่า ต้องเดินทางมายื่นเรื่องผลกระทบจากเมืองแร่โปแตช ของบริษัทไทยคาลิ เพราะในการขุดเจาะอุโมงค์แนวเฉียงได้สร้างผลกระทบทำให้น้ำที่ปนเปื้อนมลพิษไหลท่วมพื้นที่ทำกินของประชาชนที่อยู่รอบเมือง และเกลือที่แพร่กระจายกัดกินสิ่งแวดล้อมในพื้นที่จนทำให้ดินไม่สามารถเพาะปลูกได้

พรพรรณ์ ไมขุนทด

“พอเรารู้ข่าวว่ามีการอนุมัติให้ขุดเจาะอุโมงค์แนวดิ่งเราก็รีบมา ร้องเรียน ที่กระทรวงอุตสาหกรรม เพราะการขุดเจาะอุโมงค์ครั้งใหม่จะยิ่งซ้ำเติมผลกระทบและอาจทำให้น้ำที่ปนเปื้อนมลพิษไหลสู่แหล่งน้ำสาธารณะได้ แต่ก็ไม่มีวี่แววว่าจะได้การตอบรับจากกระทรวงอุตสาหกรรม”

ที่ผ่านมา พรพรรณ์ไปร้องเรียนตั้งแต่ระดับเทศบาลจนถึงระดับจังหวัด จนได้คณะกรรมการที่มีสัดส่วนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบมาร่วมตรวจสอบด้วยกัน

“ที่ผ่านมาไม่มีการลงพื้นที่เข้ามาตรวจสอบความเสียหายจริง จนได้คณะกรรมการที่มีสัดส่วนของผู้เสียหายในพื้นที่ ก็มาตกใจและรู้สึกโดนหักหลังจาก กสร.ที่อนุญาตให้ทำอุโมงค์แนวดิ่ง”

พรพรรณ์กังวลและเครียดกับผลที่จะเกิดตามมาจากการที่หน่วยงานรัฐอนุมัติให้สร้างอุโมงค์ดิ่งเพราะความเสียหายที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ก็ยังไม่มีการลงพื้นที่ตรวจสอบแต่หน่วยงานรัฐกลับอนุญาตให้สร้างตามแผนผังอุโมงค์อันใหม่ จนอาจทำให้หนองน้ำสาธารณะในพื้นที่ปนเปื้อนเสียหายด้วยมลพิษและแทรกซึมลงสู่ดินอีกจนไม่สามารถจินตนาการได้ว่าพื้นที่ความเสียหายจะกระจายออกไปอีกเท่าไหร่

“ที่ผ่านมาเวลาเราไปสำรวจบ่อพักน้ำของบริษัทนี้ก็จะมีการปูผ้าพลาสติกแค่ขอบบ่อแต่ใต้พื้นบ่อไม่มีการปู” พรพรรณ์ กล่าว

ภาพ ตัวแทนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด

“ เราใช้หากินปู ปลา ในหนองมะค่าในมาโดยตลอดและเริ่มเสียหายในปี 2559”

ตัวแทนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดอธิบายภาพหนองน้ำแห่งนี้ว่าเป็นหนองน้ำสาธารณะที่ประชาชนในพื้นที่ใช้ประโยชน์ร่วมกันแต่เมื่อมีเหมืองเข้ามาก็ไม่สามารถใช้น้ำจากหนองน้ำแห่งนี้ได้ เพราะสัตว์น้ำทยอยตาย น้ำมีความเค็มจนไม่สามารถใช้น้ำจากหนองน้ำแห่งนี้ได้อีก และเมื่อหนองน้ำแห่งนี้ปนเปื้อนมลพิษ น้ำจะแทรกซึมสู่ดินกระจายไปหาที่ดินโดยรอบบริเวณ นอกจากนั้นวิธีการใช้ระเบิดทำเหมืองก็ยังกระทบกับการประกอบอาชีพด้วย

ตัวแทนของกลุ่มบอกว่า รอบเวลาการใช้ระเบิดทำเหมืองที่ระบุไว้ว่าให้บริษัทใช้ได้ในช่วง 08:00 น. ถึง 17:00 น. ยังตรงกับเวลาทำงานของเกษตรกรในพื้นที่ด้วย

“หากเราทำไร่ทำนาไม่ได้แล้วเราจะหารายได้จากไหนลูกหลานเราจะจะอยู่ยังไง”

เธออธิบายว่าคนในพื้นที่ก็ต้องใช้ชีวิต มีอาชีพและมีรายได้จากที่ดินของตน เมื่อมีเหมืองแร่เข้ามาเขาเองก็ต้องการทำงานและมีชีวิต แต่เราจะอยู่ร่วมกันอย่างไรโดยที่ไม่กระทบการทำไร่ ทำนาของคนในพื้นที่

“ทุนหากำไรของเขา คือผลกระทบที่ทิ้งให้เราต้องเดือดร้อน ใช้ที่ดินที่ทำมาทั้งชีวิตไม่ได้ เราต้องไม่ยอม”

บางจากลงทุนแร่ลิเทียม

เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ ผู้อำนวยการโครงการกฎหมายสิทธิมนุษยชนเพื่อชุมชน (G'law) และเป็นที่ปรึกษากลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด เล่าไทม์ไลน์การลงทุนในอุตสาหกรรมเหมืองแร่ที่ทำลายสิ่งแวดล้อมของ บริษัทบางจาก

ในปี 2557 บริษัทบางจากฯ เข้าซื้อหุ้นบริษัท อาเซียนโปแตชชัยภูมิ ด้วยเหตุผลว่า เพื่อลดการนำเข้าปุ๋ย ลดราคาปุ๋ยลง แต่เหมืองโปแตช บริษัท อาเซียนโปแตชชัยภูมิ ยังไม่ได้เริ่มดำเนินการทำเหมือง

ปี 2558 บริษัทบางจากฯขายหุ้นทั้งหมดเป็นกำไรประมาณ 70 ล้านบาท

ปี 2559 และปี 2560 บริษัทบางจากฯ เข้าซื้อหุ้นบริษัท Lithium Americas Corp. หรือ LAC ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์โตรอนโต ประเทศแคนาดา บริษัท LAC ทำเหมืองลิเทียมในที่ราบเกลือ Cauchari Olaroz ในประเทศอาร์เจนตินาบริษัท ซึ่งอยู่ในบริเวณเทือกเขาแอนดีส กินพื้นที่ 3 ประเทศ ได้แก่ โบลิเวีย ชิลี และ อาร์เจนตินา หรือที่เรียกกันว่า สามเหลี่ยมลิเทียม[3]

แร่ลิเทียมใช้ในอุตสาหกรรมแบตเตอรี่สำรองไฟฟ้า เป็นแร่ที่มีความต้องการสูง และบริษัทบางจาก ถือหุ้นไว้ 70,286,757 หุ้น  คิดเป็น16.4 % โดยใช้เงินซื้อหุ้นทั้งหมดประมาณ 36 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ

BBC เคยรายงานถึงผลกระทบจากเหมืองแห่งนี้ว่าทำให้ชนเผ่าพื้นเมืองขาดแคลนน้ำ น้ำในลำธาร และคลอง ไม่สามารถใช้ได้ ด้วยเหตุว่าปนเปื้อนมลพิษจากการทำเหมืองแร่ลิเทียม แล้วมลพิษจากเหมืองนี้ยังไหลออกสู่ทะเลจนน้ำทะเลเปลี่ยนสี

การถือหุ้นครั้งนี้ของบริษัทบางจากฯ มีเงื่อนไขให้ LAC กู้ยืมเงินเป็นจำนวน 80 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อลงทุนพัฒนาเหมืองแร่ลิเทียมในโครงการ Cauchali Olaroz

ทำให้ 22 ธ.ค. 2563 บริษัทบางจากฯ มีสิทธิในการซื้อแร่ลิเทียม 6,000 ตันต่อปี นาน 20 ปี โดยถือครองหุ้นไว้เพียง 0.5 % ทำกำไรจากการซื้อขายหุ้นครั้งนี้ได้ที่ 100 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ

ปี 2567 บริษัท บีวีซี เอเนอร์ยี จำกัด ในเครือบริษัทบางจากฯ เข้าซื้อหุ้น บริษัทไทยคาลิ ถึง 65% ด้วยเงิน 3,300,655,683 บาท ในขณะที่ราคาแร่โปแตชตกลงเรื่อยๆ ในปีที่ซื้อ

การลงทุนครั้งนี้ของบางจากจะได้แร่ลิเทียมและแร่อื่นๆ ด้วย ผอ. G'lawอธิบายว่าการลงทุนทำเหมืองครั้งนี้ของบริษัทบางจากไม่ได้เป็นการลงทุนเพื่อทำปุ๋ยให้เกษตรกรในราคาถูกหรือสนับสนุนการทำปาล์มเพื่อผลิตไบโอดีเซลแต่เป็นการลงทุนในธุรกิจที่สร้างผลกระทบทำลายสิ่งแวดล้อม โดยแร่ที่จะได้มาจากกระบวนการทำเหมืองได้แก่

  • แร่โพแทสเซียมคลอไรด์ หรือ KCI ที่ใช้ผลิตปุ๋ยเคมี แต่โปแตสเซียม หรือ K สามารถนำไปผลิตแบตเตอรี่ชนิด โปตัสเซียมอิอ่อนได้
  • แร่ลิเทียม หรือ LT เป็นแร่ที่ใช้ผลิตแบตเตอรี่สำรองไฟฟ้า บริษัทบางจากฯ ลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์และโรงไฟฟ้าพลังงานลมซึ่งจำเป็นต้องมีแบตเตอรี่สำหรับสำรองไฟฟ้าก่อนที่จะกระจายไฟฟ้าเข้าสู่ระบบเพื่อให้สามารถจ่ายไฟฟ้าได้เต็มเสถียรภาพ
  • แร่โซเดียมคลอไรด์ หรือ NaCl เป็นแร่ที่สามารถนำไปเป็นวัตถุดิบตั้งต้นในระบบอุตสาหกรรมต่อได้และในแร่โซเดียมหรือ Na ยังสามารถนำไปทดลองผลิตเป็นแบตเตอรี่โซเดียมอิออนซึ่งจะราคาถูกกว่าแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน นอกจากนี้ในแร่โซเดียมคลอไรด์ ยังสามารถสกัดเอาแร่ลิเทียมออกมาได้ด้วย
  • น้ำเกลือในชั้นใต้ดินที่ไหลบนระหว่างเนื้อดินและผิวดินก็สามารถนำมาผลิตเป็นแร่ลิเทียมได้

ยืนยันในข้อเรียกร้องและจะไม่หยุดจนกว่าจะชนะ

มณีนุด อุทัยเรือง ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิ์ และที่ปรึกษากลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด

“การที่เรายุติการชุมนุมและกลับกลับบ้านไปใช้สิทธิ์การเลือกตั้ง อบจ. ไม่ได้แปลว่าเรายอมแพ้ แต่เราต้องรักษาสิทธิ์ในการเลือกตั้งของเราเพื่อป้องกันไม่ให้เราถูกละเมิดสิทธิ์ซ้ำซ้อน”

มณีนุด อุทัยเรือง ที่ปรึกษากลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดกล่าวถึงเหตุที่ต้องยุติการชุมนุม แต่ก็ยังยืนยันว่าบริษัทบางจากฯ จะต้องแก้ปัญหาเรื่องนี้และศึกษาวิธีการฟื้นฟูธรรมชาติโดยร่วมกับประชาชนในพื้นที่เพื่อหาตรวจสอบและหาทางออกร่วมกัน หากยังเปิดอุโมงค์เพิ่มตามที่หน่วยงานรัฐอนุมัติ ความเสียหายจะยิ่งทวีคูณและคงหาทางฟื้นฟู แก้ไขยากไปมากกว่าเดิม

ภาพกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดยื่นหนังสือต่อ พูนศักดิ์ จันทร์จำปี ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนและประธานคณะกรรมาธิการ ที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

วันที่ 31 ม.ค. 2568 พูนศักดิ์ จันทร์จำปี ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนและประธาน คณะกรรมาธิการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้แถลงข่าวร่วมกับกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดว่า และรับหนังสือร้องเรียนจากประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหมืองแร่โปแตช

จุฑามาศ ศรีหัตถผดุงกิจ ตัวแทนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดอ่านสรุปผลกระทบจากเหมืองแร่โปแตช อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา

“เป็นวันที่ 5 แล้วที่พวกเราต้องเดินทางออกจากอำเภอด่านขุนทด เดินทางมาที่กรุงเทพมหานคร เพื่อร้องเรียนถึงผลกระทบในพื้นที่ และเพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาในพื้นที่”

จุฑามาศ แถลงว่า สิ่งที่เกิดขึ้นจากการทำเหมืองของบริษัทไทยคาลิ เป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาดินเค็ม น้ำเค็มในพื้นที่ซึ่งเกิดจากการสูบน้ำที่ปนเปื้อนแร่จากการสร้างอุโมงค์ใต้ดินขึ้นมาพักไว้ในบ่อพักที่ไม่ได้ปูแผ่นพลาสติกรองป้องกันการซึมลงดินไว้  และบ่อน้ำแห่งนี้อยู่ติดกับหนองน้ำสาธารณะของชาวบ้านในพื้นที่ ชื่อหนองมะค่าใน ทำให้น้ำรั่วไหลและรั่วซึมออกนอกพื้นที่

อีกทั้งตลอดปี 2562-2564 ทางบริษัทสูบน้ำที่ท่วมในอุโมงค์ใต้ดินซึ่งปนเปื้อนเกลือ และไม่สามารถควบคุมปริมาณการสูบน้ำจนเอ่อล้นจากบ่อดังกล่าวไหลท่วมออกมานอกโครงการลงสู่หนองน้ำสาธารณะ และลุกลามไปสู่ที่นาของประชาชนทั้งบนดินและใต้ดิน ทำให้ บ่อน้ำสาธารณะในพื้นที่ 3 แห่งทั้งหนองมะค่านอก หนองมะค่าใน บ่อน้ำสาธารณะของวัดหนองไทร รวมถึงที่ดินและที่ทำกินอื่นๆ ได้รับผลกระทบไปด้วย

จุฑามาศ ระบุว่าปริมาณน้ำมหาศาลที่เอ่อล้นออกมา คาดว่าจะมีถึง 2.6 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งจนถึงตอนนี้บริษัทไทยคาลิยังไม่ได้มีการรับผิดชอบและไม่มีการชดใช้ค่าเสียหายต่อระบบนิเวศต่อความสูญเสียที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด และนอกจากผลกระทบเดิมจะไม่แก้ ไม่รับผิดชอบยังมีการเดินหน้าโครงการเนื่องจากอุโมงค์แนวเอียงเดิมเกิดน้ำท่วมจนไม่สามารถใช้การต่อไปได้

นอกจากนั้น ยังเปลี่ยนแปลงแผนผังโครงการการทำเหมือง ด้วยการขอขุดอุโมงค์ใหม่ถึง 3 อุโมงค์ โดยใช้ระเบิดในการขุดเจาะ และสิ่งที่เลวร้ายกว่านั้นก็คือ การขออนุญาตเปลี่ยนแปลงแผนผังการทำเหมืองได้ถูกอนุมัติให้ผ่านแล้วโดย กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่

ดังนั้นกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด จึงมีข้อร้องเรียนต่อคณะกรรมาธิการที่ดินฯ สภาผู้แทนราษฎร 2 ข้อ ดังนี้

  1. ขอให้กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่และกระทรวงอุตสาหกรรมยุติการอนุญาตให้ขุดเจาะ อุโมงค์แห่งใหม่ซึ่งเป็นอุโมงค์แนวดิ่ง 3 อุโมงค์ โดยให้กลับไปแก้ไขปัญหา และผลกระทบจากการขุดเจาะอุโมงค์แนวเอียงเดิม ตรวจสอบว่าก่อผลกระทบต่อระบบนิเวศและชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนที่นั่นอย่างไรบ้าง และทำการฟื้นฟูระบบนิเวศและชดใช้ค่าเสียหายต่อทรัพย์สินและพืชผลที่เสียหาย แล้วกลับไปใช้อุโมงค์แนวเอียงเดิม
  2. ขอให้ตรวจสอบการซื้อหุ้นเพื่อครอบครองกิจการเหมืองโปแตชด่านขุนทดของบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่มีภาพลักษณ์ธุรกิจสีเขียวที่ต้องดำเนินธุรกิจด้วยการคำนึงถึงธรรมาภิบาล ความ รับผิดชอบและการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยหวังว่าบางจากจะถอนหุ้นเหมืองโปแตชด่านขุนทดทั้งหมด

“ในวันนี้เราก็ได้ยื่นหนังสือผ่านประธานคณะกรรมาธิการที่ดินฯ เพื่อไปยังกระทรวงอุตสาหกรรม เนื่องจากตลอด 5 วันที่ผ่านมา กระทรวงอุตสาหกรรมเพิกเฉยต่อข้อเรียกร้อง วันนี้จึงขอยื่นหนังสือผ่านคณะกรรมการธิการที่ดินไปยังกระทรวงอุตสาหกรรม” จุฑามาศกล่าว

พูนศักดิ์ กล่าวว่า หลังจากรับเรื่องว่าได้จัดประชุมเป็นกรณีเร่งด่วนทันทีในช่วงบ่ายก่อนมาแถลงข่าว เพื่อหารือหาแนวทางการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น และได้มองเห็นถึงความไม่ปกติในหลายๆเรื่อง

“ตั้งแต่การปล่อยที่ปล่อยน้ำความเค็มสูงออกมา ซึ่งจะต้องมีการตรวจสอบกัน ที่ผ่านมาคณะกรรมตรวจสอบก็ไม่ได้มีภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม รวมถึงข้อกำหนดและเงื่อนไขต่างๆที่ระบุไว้ใน EIA ซึ่งทางเราคิดว่าต้องเร่งตรวจสอบอย่างเคร่งครัด” ประธาน กมธ.ที่ดินฯ กล่าว

พูนศักดิ์ อธิบายถึงรายละเอียดใน EIA ว่า บริษัทกำลังดำเนินการนั้นยังไม่ได้มีการปฏิบัติอย่างครบถ้วนตาม EIA ทาง กมธ.ที่ดิน มองว่าจะต้องตรวจสอบซ้ำ ตั้งแต่การลงพื้นที่ไปตรวจสอบในพื้นที่จริง รวมถึงการเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และบริษัทที่เกี่ยวข้อง เพื่อมาร่วมให้ข้อมูลประกอบการดำเนินงานของบริษัทที่ดำเนินการอยู่ในพื้นที่ ณ ปัจจุบัน โดยจะนำเรื่องนี้เข้าที่ประชุมวันที่ 5 ก.พ.อีกครั้งและจะแจ้งให้กับทางกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดมทราบอีกครั้ง

“คิดว่าเรื่องนี้ต้องแก้ไขอย่างเร็วที่สุด เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นค่อนข้างรุนแรงและยาวนาน ตั้งแต่เริ่มเปิดโครงการ 2558 จนถึงปัจจุบัน ยังคงสร้างผลกระทบจึงทำให้เราต้องรีบแก้ปัญหาให้เร็วที่สุด” พูนศักดิ์ กล่าว

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง