ขณะที่สหรัฐอเมริกาเร่งสร้างพันธมิตรเพื่อสกัดอิทธิพลของจีนในสงครามเทคโนโลยี Rare Earth หรือแร่หายาก กลายเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจยุทธศาสตร์ใหม่ ใครควบคุมมันได้ คนนั้นครองอนาคตอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด ชิปอิเล็กทรอนิกส์ และระบบป้องกันประเทศ
เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา ประเทศไทยตกลงทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) ด้านความร่วมมือ Rare Earth กับสหรัฐฯ โดยมีนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นหัวหอกในการลงนามร่วมกับฝ่ายอเมริกัน นำโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งกลับมามีบทบาททางการเมืองอีกครั้งในเวทีเศรษฐกิจโลก
รัฐบาลไทยนำเสนอ MOU ฉบับนี้ในฐานะก้าวสำคัญของความร่วมมือด้านเทคโนโลยีสะอาด แต่ในความเป็นจริง มันคือการขายอธิปไตยทางทรัพยากร และอาจเป็นการเปิดประตูให้ต่างชาติถือสิทธิในชั้นดิน ใต้แผ่นดิน และอนาคตทางเศรษฐกิจของไทย
รัฐบาลใช้วาทกรรม Green Transition และ Clean Energy เพื่อสร้างภาพลักษณ์ว่า การขุดหา Rare Earth เป็นหนทางสู่อนาคตพลังงานสะอาด แต่ไม่มีใครพูดถึงสิทธิของประชาชนท้องถิ่น ที่ต้องอยู่กับผลกระทบจากการสำรวจและสกัดแร่เหล่านี้
ภายใต้หลักสิทธิมนุษยชนสากล (UDHR, ICCPR, ICESCR) รัฐมีหน้าที่คุ้มครองสิทธิในสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนก่อนผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ แต่ใน MOU ฉบับนี้ ไม่มีแม้แต่ข้อความรับประกันว่า จะมีกระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้า (Free, Prior, and Informed Consent) จะมีการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชน (EIA–HRIA) หรือแม้แต่สิทธิในการเข้าถึงข้อมูลของชุมชนในพื้นที่สำรวจ
Rare Earth จึงอาจสะอาดในเทคโนโลยี แต่สกปรกในสิทธิมนุษยชน นี่เป็น Rare Rights สิทธิที่หายากกว่าทรัพยากรเสียอีก
การสกัด Rare Earth ใช้กระบวนการทางเคมีที่ปล่อยโลหะหนัก เช่น ซีเรียม แลนทานัม ธอเรียม และยูเรเนียมปริมาณอาจเล็กน้อย ซึ่งหากบริหารจัดการไม่ดี อาจสร้างมลพิษสะสมในน้ำ ดิน และอากาศ เหมือนที่เกิดขึ้นในในแม่น้ำกก แม่น้ำรวก แม่น้ำสายเมื่อเร็ว ๆ นี้
คำถามคือ ใครจะได้ประโยชน์จากการขุดนี้? นักลงทุนจากสหรัฐฯ และไทยบางกลุ่ม ผู้ถือสัมปทานที่เชื่อมโยงกับทุนพลังงาน ส่วนประชาชนในพื้นที่อาจได้เพียงฝุ่นแร่และบ่อขยะเคมี
หลักความยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Justice) เน้นย้ำว่าภาระทางสิ่งแวดล้อมต้องไม่ตกอยู่กับกลุ่มเปราะบาง แต่รัฐบาลไทยกลับซ้ำรอยเดิมของรัฐไทยยุคเหมืองทอง เหมืองโปแตช เหมืองลิกไนต์ คือ การมองทรัพยากรเป็นของรัฐ ไม่ใช่ของประชาชน ในขณะที่ชาวบ้านไม่รู้แม้แต่ว่าการลงนาม MOU ครั้งนี้ครอบคลุมจังหวัดใดบ้างในภาคเหนือและอีสานหรือภาคใต้
การพูดถึง Rare Earth มักถูกจำกัดอยู่ในระดับชั้นแร่ และผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ แต่ถ้ามองผ่านกรอบ ความยุติธรรมทางนิเวศ (Ecological Justice) จะเห็นว่า รัฐกำลังทำลายความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับผืนดิน
แร่หายากไม่ใช่เพียงวัตถุดิบ แต่มันฝังอยู่ในระบบนิเวศของผืนป่า ดิน น้ำ และชุมชน การสกัดแร่โดยไม่มองระบบรวม คือการประกาศว่าธรรมชาติคือเหมืองเปิด และนั่นเป็นการทำลายสมดุลทางนิเวศในระดับที่ไม่มีทางย้อนกลับได้
การใช้คำว่าการลงทุนที่เป็นมิตกับสิ่งแวดล้อม มันเป็นการฟอกเขียว (Greenwashing) ที่ซ่อนการขุดลึกลงไปใต้ผืนดิน เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสะอาดของต่างชาติ
หากมองเชิงมานุษยวิทยาสังคม การทำเหมือง Rare Earth เป็นการชนกันระหว่างรัฐสมัยใหม่กับภูมินิเวศท้องถิ่น รัฐมองดินเป็นสินทรัพย์ แต่ชาวบ้านมองมันเป็นแม่ธรณี รัฐพูดถึงต้นทุนกับผลตอบแทน แต่ชุมชนพูดถึงชีวิตและความผูกพัน
การที่รัฐไม่เปิดพื้นที่ให้เสียงของชาวบ้านสะท้อนในการออกนโยบายแร่ คือการทำให้พวกเขากลายเป็นคนชายขอบของความเจริญ นี่เป็นการผลิตซ้ำโครงสร้างการล่าอาณานิคมแบบในประเทศ (Internal Colonialism) ที่รัฐส่วนกลางเข้ายึดทรัพยากรของภูมิภาคเพื่อรับใช้ทุนโลก
การลงนาม MOU ระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ดูเผิน ๆ เป็นความร่วมมือทางเทคนิค แต่ในทางเศรษฐกิจการเมือง มันคือการผูกพันห่วงโซ่อุปทานแร่หายาก เข้ากับยุทธศาสตร์ Friend-Shoring ของสหรัฐฯ ซึ่งมีเป้าหมายลดการพึ่งพาจีน
นั่นหมายความว่าไทยจะกลายเป็นผู้จัดหาวัตถุดิบให้โลกตะวันตก โดยไม่ได้กำหนดราคาหรือทิศทางเอง สหรัฐฯ ไม่เพียงต้องการแร่ แต่ต้องการอิทธิพลในนโยบายทรัพยากรของไทยด้วย
สิ่งที่อันตรายคือรัฐบาลไทยไม่ได้ผ่านกระบวนการรัฐสภา หรือเปิดเผยเนื้อหา MOU อย่างโปร่งใส ประชาชนจึงไม่รู้ว่า รัฐตกลงอะไรไว้บ้าง นี่ไม่ต่างจากการทำสัญญาเช่าที่ดินโดยไม่ให้เจ้าของที่ดินรู้
รัฐไทยมีลักษณะเฉพาะที่เรียกได้ว่า รัฐอาณานิคมตัวเอง (Self-Colonial State) คือยอมลดอธิปไตยลงเพื่อแลกกับการยอมรับจากมหาอำนาจ รัฐไม่กล้ากำหนดกรอบการลงทุนตามหลักสิทธิมนุษยชน เพราะกลัวถูกมองว่าไม่เป็นมิตรกับนักลงทุน และระบบราชการเองก็ผูกพันกับทุนใหญ่ที่รอหาผลประโยชน์จากสัมปทานเหมือง
นี่คือโครงสร้างของรัฐที่ขุดตัวเอง เพื่อให้ต่างชาติมาขุดต่อ รัฐไม่ได้ปกป้องดินแดน แต่รัฐกำลังขายมันทีละชั้น
ช่องว่างหลักสามประการของนโยบายแร่ Rare Earth ไทยในปัจจุบันคือ ประการแรก ไม่มีกรอบสิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อมในข้อตกลงระหว่างประเทศ ประการที่สอง ไม่มีระบบตรวจสอบการลงทุนของต่างชาติในทรัพยากรธรรมชาติ และประการที่สาม ไม่มีสถาบันกำกับความร่วมมือทางสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน
หากจะเปลี่ยนเกม รัฐไทยต้องเริ่มจากสร้าง Environmental Diplomacy Center ที่ประสานงานระหว่าง ทรัพยากร - ต่างประเทศ - พลังงาน แก้ไข พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อม 2535 ให้ครอบคลุมมลพิษข้ามแดนและสิทธิชุมชน และกำหนดให้ทุก MOU ด้านทรัพยากรต้องผ่านการประเมินสิทธิมนุษยชนก่อนลงนาม
การเปลี่ยนแปลงจะไม่เกิดจากเวทีรัฐเท่านั้น แต่ต้องมาจากการเรียกร้องของชุมชนฐานรากที่จะไม่ยอมให้แผ่นดินถูกขายในนามการพัฒนา
รัฐไทยอ้างขาดข้อมูล เพื่อปิดกั้นสาธารณะจากการเข้าถึงผลการสำรวจ Rare Earth แต่ในทางกลับกัน ข้อมูลเหล่านี้ถูกส่งให้บริษัทต่างชาติและหน่วยงานสหรัฐฯ ผ่านกรอบความร่วมมือทางเทคนิค นี่ถือเป็นการผูกขาดความรู้แบบอาณานิคมวิทยาศาสตร์ (Scientific Colonialism) ที่ผู้รู้คือคนจากภายนอก ส่วนคนในพื้นที่เป็นเพียงผู้ให้ข้อมูลดิบ
หากไม่มีการปลดล็อกการเข้าถึงข้อมูลสาธารณะ รัฐไทยจะสูญเสียทั้งอำนาจทางความรู้และอำนาจต่อรองในอนาคต
ประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนเส้นแบ่งระหว่างการเป็นเจ้าของทรัพยากรกับการเป็นผู้รับใช้ห่วงโซ่โลก การลงนาม MOU กับสหรัฐฯ อาจถูกนำเสนอว่าเป็นโอกาส แต่แท้จริงแล้วคือบททดสอบว่า รัฐบาลไทยจะรักษาอธิปไตยทางทรัพยากรไว้ได้แค่ไหน
เพราะในสงครามแร่หายากนี้ ไม่มีใครให้ของฟรี สิ่งที่ถูกแลกมักไม่ใช่ทองคำหรือโลหะ แต่เป็นสิทธิของประชาชนในการตัดสินใจอนาคตของแผ่นดินตัวเอง และนั่นต่างหากคือ Rare Rights ที่เรากำลังจะสูญเสีย
