ชูศักดิ์ประเมินไทม์ไลน์พิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อร่างรัฐธรรมนูญใหม่น่าจะเสร็จทันพิจารณาวาระ 2 ในสภาสิ้นเดือน พ.ย.นี้ แจงปัญหาที่ กมธ.ตัด “คูหา” ให้ประชาชนเลือกตั้งผู้ที่จะมายกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ออกทั้งหมดเพราะกลัวจะขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ห้ามประชาชนเลือกตั้งโดยตรง แม้จะใส่ขั้นตอนให้สภามาเลือกจากคนที่ประชาชนเลือกมาอีกที
15 พ.ย.2568 หลังจากสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ รัฐสภา ประชุมกันต่อเนื่องมาตั้งแต่วันที่ 11-14 พ.ย. เรื่องหนึ่งที่เป็นประเด็นที่มีการถกเถียงกันมากคือ ที่มาของผู้ที่จะมายกร่างรัฐธรรมนูญว่าจะมาด้วยวิธีการใด และจะต้องมีคุณสมบัติอย่างไร ตอนนี้ กมธ.สรุปออกมาว่าจะให้มีคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กมธ.ยกร่างฯ) 35 คน เลือกโดย สส.- สว. แต่ไม่ใช่การโหวตเสียงข้างมากธรรมดา หากแต่เป็นรูปแบบสมาชิกรัฐสภารวมกัน 20 คนเพื่อเลือก กมธ.ยกร่างฯ ได้ 1 คน รวมถึงเรื่องสภาที่ปรึกษาการร่างรัฐธรรมนูญที่ถูกเปลี่ยนเป็นรูปแบบ ‘กมธ.รับฟังความเห็น’ แต่ยังไม่มีข้อสรุปในส่วนนี้ว่าจะมีที่มาอย่างไร
ชูศักดิ์ ศิรินิล สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมาธิการคนหนึ่ง กล่าวถึงความคืบหน้าการประชุมเมื่อวานนี้ที่มีการพิจารณาเรื่องคุณสมบัติของผู้ที่จะได้รับเลือกมาเป็น กมธ.ยกร่างฯ ว่า จะเป็นกลุ่มคนที่เคยเป็นข้าราชการ ศาล อัยการ หรือ สส.เพราะต้องการคนที่พอมีความรู้ความสามารถในการยกร่างรัฐธรรมนูญได้ แต่มีเรื่องที่คุยกันยาวหน่อยคือ มีคนมาสมัครทั่วประเทศ แล้วมาจับให้เหลือ 35 คน จะทำอย่างไรให้พิจารณาเลือกกันได้อย่างยุติธรรม ไม่มีการขัดขวางกัน สุดท้ายก็ใช้สูตรสมาชิกรัฐสภา 20 คน เลือก กมธ.ยกร่างฯ 1 คน ที่ก็น่าจะพอไปได้ แม้ว่าไม่ถึงสมบูรณ์ 100%
นอกจากนั้น เมื่อวานนี้ กมธ.พิจารณาร่างฯ ยังได้คุยกันถึงเรื่อง กมธ.รับฟังความเห็นซึ่งถูกเปลี่ยนมาจากสภาที่ปรึกษาฯ ที่จะให้มี 35 คนเหมือน กมธ.ยกร่างฯ ตอนนี้ยังเหลือประเด็นที่มาของผู้ที่จะได้เป็น กมธ.รับฟัง รวมถึงจะกำหนดให้มีคุณสมบัติอย่างไร ซึ่ที่ประชุมเห็นว่าคุณสมบัติจะต้องต่างจาก กมธ.ยกร่างฯ เนื่องจากมีหน้าที่รับฟังความเห็นจากประชาชน จึงคิดว่าจะต้องกำหนดคุณสมบัติให้กว้างกว่า กมธ.ยกร่างฯ โดยเน้นให้เป็นคนที่มีประสบการณ์รับฟังความเห็นหรือเคยทำประชาพิจารณ์ เป็นต้น ตรงนี้ก็มอบให้ไปศึกษากันมาเพื่อนำเสนอในที่ประชุมสัปดาห์หน้า
ชูศักดิ์กล่าวว่า ในช่วงท้ายการประชุมมีการพูดถึงเรื่องไทม์ไลน์ของการนำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาต่อด้วยว่า ต้องการให้เสร็จทันช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน เพื่อให้เปิดประชุมสมัยวิสามัญพิจารณาวาระ 2 ให้เสร็จก่อนที่จะนำร่างเข้าสู่การพิจารณาวาระที่ 3 ในการประชุมรัฐสภาสมัยสามัญที่จะมีขึ้นในวันที่ 12 ธ.ค.นี้
กมธ.ของเพื่อไทย คาดการณ์ว่า จะสามารถเปิดประชุมเพื่อพิจารณาวาระที่ 2 ได้ในช่วง 24-26 พ.ย.นี้เนื่องจากมีความชัดเจนมากขึ้นแล้วว่า กมธ.จะพิจารณามาตราที่เหลือเสร็จทัน เขาบอกว่าขณะนี้ กมธ.พิจารณามาถึงมาตรา 256/10 แล้ว จากทั้งหมดที่มีถีงมาตรา 256/39 แต่มาตราท้ายๆ การพิจารณาไม่น่าจะยุ่งยากเพราะเป็นเรื่องทางธุรการเป็นส่วนใหญ่ ที่ผ่านมาถกเถียงเรื่องที่มา ของ กมธ.ยกร่างฯ กับสภาที่ปรึกษาฯ กันเยอะก็เป็นธรรมชาติของการพิจารณากฎหมายที่ต้องให้ตกผลึกกันก่อน ไม่ให้มีปัญหากันในภายหลัง
เมื่อถามว่าการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ดูเหมือนประชาชนจะเข้ามามีส่วนร่วมได้น้อยลงเรื่อยๆ เป็นเรื่องที่กังวลหรือไม่ ชูศักดิ์ตอบว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะ กมธ.ไปกังวลมากกับความเสี่ยงที่ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญจะไปขัดกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ เพราะร่างของพรรคเพื่อไทยเดิมก็ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมด้วยการเลือกตั้งผู้ร่างรัฐธรรมนูญชั้นหนึ่งก่อน หรือของพรรคประชาชนก็ให้สมัครรับเลือกตั้งมาเช่นกัน
กมธ.จากเพื่อไทยกล่าวต่อว่า แต่เมื่อ กมธ.ไปมองว่าการให้ประชาชนเลือกจะขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลที่ห้ามให้ประชาชนเลือกผู้ร่างโดยตรง เขาก็มองว่าการให้ประชาชนเลือกมาในชั้นต้น ไม่ใช่การเลือกผู้ร่างโดยตรง เพราะให้มีการกลั่นกรองอีกชั้นหนึ่งโดยให้รัฐสภาเลือก แต่ว่าท้ายที่สุดที่ประชุมก็มองว่าเป็นเรื่องเสี่ยง เสียงส่วนใหญ่เขาก็ตัดเรื่องการเลือกโดยตรงของประชาชนออก ตรงนี้ก็เป็นปัญหาว่าเมื่อตัดออกไม่ให้ประชาชนเลือกโดยตรง แล้วจะทำให้ผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญมีที่มาที่จะสามารถยึดโยงกับประชาชน มีความเป็นธรรมและสร้างความยุติธรรมได้ย่างไร จึงช้าอยู่ตรงนี้พอควร
เมื่อถามชูศักดิ์ว่าความกังวลของ กมธ.เรื่องการขัดกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญนี้เกิดขึ้นกับแม้กระทั่งโมเดลที่ให้รัฐสภาคัดเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญจากคนที่ประชาชนเลือกมาใช่หรือไม่ ประเด็นนี้เขาเห็นว่า กมธ.กังวลเรื่องนี้มากเกินไป เพราะคิดว่ากระบวนการร่างกฎหมายเป็นหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ แต่ตัวเขาเองก็ไม่ได้กังวลขนาดนั้น อย่างไรก็ตามเมื่อฟังจากการอภิปรายในรัฐสภาหรือใน กมธ.แล้ว พอคนเห็นว่าจะมีเลือกตั้งก็กังวลว่าจะขัดคำวินิจฉัยทันที ทั้งที่คำวินิจฉัยมีเพียงว่าห้ามประชาชนเลือกผู้ร่างโดยตรง
ชูศักดิ์กล่าวต่อว่า แม้แต่ร่างของพรรคประชาชนก็ดีหรือร่างของพรรคเพื่อไทยก็ดี เป็นการให้ผู้สมัครเป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญไปสมัคร เสร็จแล้วก็ให้ประชาชนเลือกผู้สมัครมาชั้นหนึ่งก่อน เมื่อผู้สมัครได้รับเลือกตั้งมาก็ยังไม่เป็นทันที แต่จะได้เป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญก็ต่อเมื่อสมาชิกรัฐสภาเลือกอีกชั้นหนึ่งเสียก่อน แม้จะเป็นแบบนี้ กมธ.ส่วนใหญ่ก็มีความรู้สึกว่าจะขัดต่อคำวินิจฉัย ก็เลยตัดเรื่องการมี ‘คูหา’ ออกไปหมด จนกลายเป็นปัญหาที่ถกกันยาว เมื่อตัดการเลือกตั้งออกไปแล้วเรื่องที่ตามมาก็คือจะให้ผู้ร่างรัฐธรรมนูญมีที่มาอย่างไรถึงจะยุติธรรม จึงมีการไปคิดสูตร 20 หยิบ 1 ขึ้นมา ซึ่งจริงๆ แล้วก็ยังมีช่องว่างอยู่ แต่ตัวเขาเองก็ไม่รู้จะทำอย่างไรให้ดีไปกว่านี้ได้
เมื่อถามว่า แล้วความกังวลเรื่องขัดคำวินิจฉัยนี้ส่งผลต่อการเลือกตั้ง กมธ.รับฟังความเห็นด้วยใช่หรือไม่ ชูศักดิ์ตอบว่ายังเป็นเรื่องที่จะมีการพิจารณากันในวันพุธนี้ (19 พ.ย.) ว่าจะให้ กมธ.รับฟังทั้ง 35 คนมีที่มาอย่างไร เพราะเท่าที่เขาฟังดูก็เหมือนจะให้ใช้รูปแบบเดียวกันกับ กมธ.ยกร่างฯ ที่อาจจะให้ใช้วิธี 20 หยิบ 1 เหมือนกัน
เมื่อถามว่าแล้วจะยังสามารถทำให้ กมธ.รับฟังความเห็นเป็นแบบเลือกตั้งได้หรือไม่ ชูศักดิ์บอกว่า กมธ.ใช้หลักว่าให้ไปยึดหลักเดียวกับ กมธ.ยกร่างฯ ถ้ายึดหลักเดียวกันก็จะเป็นรูปแบบที่ให้มีผู้สมัครเข้ามาแล้วก็ให้สภาเลือกมา 35 คน แล้วจะเลือกอย่างไรก็ให้ใช้วิธีเดียวกัน แต่เรื่องที่มาของ กมธ.รับฟังความเห็นยังไม่ถึงที่ยุติว่าจะใช้วิธีเดียวกันหรือไม่ หรือยังจะมีสูตรอะไรที่ดีกว่านี้อีกหรือไม่
