Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

'อนุทิน' ระบุ 'ทรัมป์' ฝาก 'อันวาร์' มาบอก จะไม่นำเรื่องระงับปฏิญญาไทย-กัมพูชา มาเกี่ยวเจรจาภาษีสหรัฐฯ ระบุจดหมายจากผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ที่ระบุเรื่องการหยุดเจรจากับไทย ถูกพิมพ์ขึ้นก่อนจะได้คุยโทรศัพท์กับทรัมป์เมื่อค่ำวันศุกร์ที่ 14 พ.ย. - ไทยเรียกร้องกัมพูชาแสดงท่าทีและเปิด 13 จุดกู้ทุ่นระเบิดโดยไม่ขัดขวาง

เมื่อเวลา 01.44 น. ของวันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี โพสต์โซเชียลมีเดียระบุว่า  "นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิมแห่งมาเลเซียซึ่งเป็นประธานของ ASEAN ด้วย ได้โทรศัพท์มาหาผมอีกครั้งเมื่อช่วงค่ำวานนี้ (15 พ.ย.)

ในเนื้อหาของการสนทนา ท่านได้แจ้งยืนยันกับผมว่า ท่านได้หารือกับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอีกครั้งหนึ่งหลังจากที่ได้พูดคุยกับผมแล้วก่อนหน้านี้ ท่านประธานาธิบดีทรั้มป์มีความเห็นตรงกันกับจุดยืนของผมว่า การเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม หรือ Humanitarian demining เป็นประเด็นที่สำคัญยิ่งในปฏิญญาที่ไทยและกัมพูชาได้ลงนามร่วมกัน ท่านจึงได้ขอให้รัฐบาลไทยเร่งดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดให้เร็วที่สุดเพราะมีความเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อชีวิตคนของทั้งสองประเทศ และประธานาธิบดีทรัมป์ได้ยืนยันฝากนายกรัฐมนตรีอันวาร์ให้มาแจ้งผมอีกครั้งว่า

โฆษณา - Advertising

“สหรัฐอเมริกาจะไม่นำประเด็นการระงับปฏิญญาของไทยอันเนื่องมาจากการละเมิดเงื่อนไขของกัมพูชามาเกี่ยวข้องกับการเจรจาภาษีการค้าระหว่างไทยและสหรัฐที่กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้”

ผมยังได้ถามท่านนายกอันวาร์ว่า ผมสามารถโพสต์ข้อความนี้ได้หรือไม่ ท่านตอบว่า โพสต์เลยอนุทิน แล้วท่านก็จะโพสต์ยืนยันจากช่องทางการสื่อสารของท่านเช่นกัน

จึงขอกราบเรียนมายังพี่น้องประชาชนที่มีความห่วงใยต่อเรื่องนี้เพื่อให้รับทราบโดยทั่วกันนะครับ

อนึ่งจดหมายจากผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ที่ระบุเรื่องการหยุดเจรจากับไทยได้ถูกพิมพ์ขึ้นก่อนที่ผมจะได้คุยโทรศัพท์กับท่านประธานาธิบดีทรัมป์เมื่อค่ำวันศุกร์ที่ 14 พฤศจิกายนครับ ดังนั้นข้อมูลของผมจึงมีความเป็นปัจจุบันมากกว่าครับ"

โฆษณา - Advertising

ไทยเรียกร้องกัมพูชาแสดงท่าทีและเปิด 13 จุดกู้ทุ่นระเบิดโดยไม่ขัดขวาง

สำนักข่าวไทย รายงานเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 ว่า นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงเกี่ยวกับพัฒนาการล่าสุดในสถานการณ์ชายแดนไทย - กัมพูชา ว่าค่ำวานนี้ (14 พ.ย.) ได้มีการหารือทางโทรศัพท์ระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กับนายโดนัลด์ เจ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา โดยมีนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ร่วมรับฟังด้วย

ประธานาธิบดีสหรัฐ ได้สอบถามถึงสถานการณ์ล่าสุด ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ใช้โอกาสนี้ในการอัปเดตข้อมูลต่อประธานาธิบดีสหรัฐ และย้ำว่าทั้งสองฝ่ายพึงต้องปฏิบัติตามถ้อยแถลงที่เห็นชอบร่วมกันเพื่อนำไปสู่สันติภาพ ซึ่งไทยมีความเสียใจที่กัมพูชาละเมิดข้อตกลงของทั้งสองฝ่ายก่อน โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องทุ่นระเบิด ซึ่งมีการเห็นชอบร่วมกันแล้วว่าจะเก็บกู้ทุ่นระเบิดตามแนวชายแดน รวมถึงการไม่ติดตั้งทุ่นระเบิดใหม่ แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ฝ่ายกัมพูชายังคงบ่ายเบี่ยงข้อเท็จจริง ด้วยเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ย้ำว่า ได้เดินทางไปตรวจสถานการณ์ในพื้นที่ด้วยตัวเอง และสามารถยืนยันได้ว่ามีการลักลอบติดตั้งทุ่นระเบิดใหม่ ส่งผลให้ทหารไทยที่ลาดตระเวนตามปกติ ได้รับบาดเจ็บสาหัสและสูญเสียขา

นายนิกรเดช กล่าวว่า ไทยยังได้เชิญผู้สังเกตการณ์อาเซียน หรือคณะ AOT ลงพื้นที่เมื่อวานนี้ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อคำถามของประธานาธิบดีสหรัฐ เกี่ยวกับความคาดหวังของประเทศไทย ที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาในเรื่องนี้ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ยืนยันว่าประเทศไทยยังยึดมั่นในสันติภาพ แต่ฝ่ายกัมพูชาต้องยอมรับข้อเท็จจริง และแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รวมถึงต้องมีมาตรการป้องกันเหตุการณ์ในลักษณะแบบนี้อีกในอนาคต ดังนั้นการเดินหน้าต่อขึ้นอยู่กับท่าทีของทางกัมพูชาด้วย

โดยที่สำคัญคือต้องเปิดพื้นที่จำนวน 13 แห่ง ซึ่งเป็นพื้นที่เคยหารือกันไว้แล้ว เพื่อให้ฝ่ายไทยได้ดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ซึ่งฝ่ายกัมพูชาต้องไม่ขัดขวาง เพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อประชาชนทั้งสองฝ่าย ทางประธานาธิบดีสหรัฐรับฟังอย่างเข้าใจ และรับจะไปคุยกับฝั่งกัมพูชาในเรื่องนี้ให้ พร้อมย้ำว่าทางสหรัฐและมาเลเซีย พร้อมสนับสนุนให้ทั้งสองฝ่ายสามารถเดินหน้าในกระบวนการสันติภาพได้

โฆษณา - Advertising

ในส่วนของประธานาธิบดีสหรัฐเองได้ย้ำว่า ไม่ได้ประสงค์ที่จะแทรกแซงการแก้ปัญหาของทั้งสองประเทศในเวทีทวิภาคี ส่วนประเด็นที่มีความสำคัญมากของประเทศไทย นายกรัฐมนตรีเองก็ได้ชี้แจงว่าไทยมุ่งมั่นสู่แนวทางสันติภาพ แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันแบบนี้จำเป็นต้องสงวนสิทธิ์ที่จะดำเนินการใดๆ ที่จำเป็นเพื่อปกป้องอธิปไตยของไทย

ส่วนประเด็นที่คุยกับนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ก็เพื่อประสานข้อมูลคุยกับประธานาธิบดีสหรัฐ ซึ่งนายกรัฐมนตรีมาเลเซียได้แสดงความเข้าใจ ในฐานะที่มาเลเซียเป็นประธานอาเซียน ก็รับที่จะไปหาแนวทางเพื่อให้กระบวนการทางสันติภาพเดินหน้าต่อไปได้ โดยคำนึงถึงข้อเสนอของฝ่ายไทย

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้แจ้งกับนายกฯ มาเลเซียเพิ่มเติมว่า ได้ตอกย้ำกับประธานาธิบดีสหรัฐ เรื่องการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเป็นหัวใจสำคัญของข้อตกลงที่ปรากฏในปฏิญญากัวลาลัมเปอร์ ดังนั้นทางสหรัฐและมาเลเซียได้รับทราบประเด็นที่ไทยให้ความสำคัญและประเด็นที่เป็นหัวใจรวมถึงข้อเรียกร้องของไทย

โฆษกรัฐบาลเผย จุดยืนของไทยต่อสหรัฐฯ ย้ำไทยแยกการเจรจาประเด็นความมั่นคง และประเด็นทางการค้าออกจากกัน ยืนยันตามข้อเท็จจริง กัมพูชาเป็นฝ่ายละเมิดก่อน

เว็บไซต์รัฐบาลไทย รายงานเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 ว่า นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงพัฒนาการล่าสุดในสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา และประเด็นอื่นที่กระทรวงการต่างประเทศรายงานต่อรัฐบาล

โฆษณา - Advertising

โดยประเด็นแรกเป็นผลจากการหารือทางโทรศัพท์ระหว่างนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล และนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อค่ำวานนี้ ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศร่วมรับฟังด้วย ประธานาธิบดีสหรัฐฯ สอบถามสถานการณ์ล่าสุดที่ชายแดน นายกรัฐมนตรีได้ใช้โอกาสนี้อัปเดตข้อมูลและย้ำว่าทั้งสองประเทศต้องปฏิบัติตามถ้อยแถลงร่วมเพื่อก้าวสู่สันติภาพ พร้อมแสดงความเสียใจที่กัมพูชาฝ่าฝืนข้อตกลงก่อน โดยเฉพาะเรื่องการติดตั้งทุ่นระเบิดใหม่ ทั้งที่ทั้งสองฝ่ายตกลงร่วมกันให้เก็บกู้และงดการติดตั้งเพิ่มเติม

โฆษกฯ ระบุว่า นายกรัฐมนตรีได้ลงพื้นที่ตรวจสอบด้วยตนเองและยืนยันว่าพบการลักลอบติดตั้งทุ่นระเบิดใหม่ ส่งผลให้ทหารไทยที่ลาดตระเวนตามปกติได้รับบาดเจ็บสาหัสถึงขั้นสูญเสียขา พร้อมทั้งฝ่ายไทยยังได้เชิญคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนลงพื้นที่เมื่อวานนี้เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริง สำหรับคำถามของประธานาธิบดีสหรัฐฯ เกี่ยวกับความคาดหวังของไทย นายกรัฐมนตรีได้ย้ำว่าไทยยึดมั่นในสันติภาพ แต่กัมพูชาต้องยอมรับข้อเท็จจริง แสดงความรับผิดชอบ และมีมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุลักษณะนี้อีก โดยสิ่งที่สำคัญที่สุดคือกัมพูชาต้องเปิดพื้นที่ 13 จุดตามที่เคยหารือกัน เพื่อให้ไทยเข้าดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดได้อย่างปลอดภัย

ทั้งนี้ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ รับฟังด้วยความเข้าใจ พร้อมย้ำว่าสหรัฐฯ และมาเลเซียพร้อมสนับสนุนเพื่อให้กระบวนการสันติภาพเดินหน้าต่อ แต่ไม่ประสงค์แทรกแซงกลไกทวิภาคีระหว่างไทย–กัมพูชา ซึ่งเป็นจุดยืนสำคัญของไทย

ประเด็นที่สอง การหารือทางโทรศัพท์ระหว่างนายกรัฐมนตรีอนุทิน และนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย หลังการสนทนากับผู้นำสหรัฐฯ เพื่อประสานและแบ่งปันข้อมูลที่ได้หารือ นายกรัฐมนตรีมาเลเซียได้แสดงความเข้าใจและพร้อมสนับสนุนในฐานะประธานอาเซียน โดยคำนึงถึงข้อเสนอของไทยที่ระบุว่า “การเก็บกู้ทุ่นระเบิด” คือหัวใจสำคัญของข้อตกลงตามปฏิญญาร่วม ซึ่งทั้งสหรัฐฯ และมาเลเซียต่างรับทราบจุดยืนนี้ของไทยแล้ว

โฆษณา - Advertising

สำหรับประเด็นสุดท้าย กระทรวงการต่างประเทศรายงานว่า ไทยได้รับแจ้งจากรองผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เมื่อคืนที่ผ่านมาว่า ฝ่ายสหรัฐฯ ขอ “ระงับชั่วคราว” การเจรจากรอบความตกลงภาษีต่างตอบแทนไทย–สหรัฐฯ โดยจะกลับมาหารือได้อีกครั้งเมื่อไทยให้คำมั่นว่าจะปฏิบัติตาม Joint Declaration อย่างเคร่งครัด

ในประเด็นนี้ รัฐบาลไทยมีความผิดหวังต่อท่าทีดังกล่าว เพราะประเทศไทยยืนยันมาโดยตลอดว่า ประเด็นด้านความมั่นคงกับกัมพูชาเป็นเรื่องทวิภาคีที่ต้องพิจารณาแยกจากเรื่องการค้า ซึ่งเป็นผลประโยชน์ร่วมไทย–สหรัฐฯ ด้านประธานาธิบดีสหรัฐฯ เองยังได้ย้ำในการหารือกับนายกรัฐมนตรีว่า “สหรัฐฯ ไม่ประสงค์แทรกแซงปัญหาไทย–กัมพูชา” ตามกลไกทวิภาคีที่มีอยู่

รัฐบาลยินดีที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ รับฟังด้วยความเข้าใจ และหวังว่า ท่าทีของสหรัฐฯ ในประเด็นการค้าและภาษี สามารถหารือและเจรจาต่อไปได้โดยไม่กระทบต่อกรอบความร่วมมือสำคัญในด้านอื่นๆ ที่ทั้งสองประเทศมีมาอย่างแน่นแฟ้นและยาวนาน

“รัฐบาลขอย้ำว่าประเทศไทยจะยืนหยัดบนพื้นฐานผลประโยชน์แห่งชาติเป็นสำคัญพร้อมทั้งรักษาจุดยืนด้านความมั่นคงและอธิปไตยอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ไทยยังพร้อมร่วมมือกับสหรัฐฯ ในประเด็นความร่วมมือด้านอื่น ๆ ที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน เพื่อสนับสนุนเสถียรภาพ ความมั่นคง และการพัฒนาทางเศรษฐกิจในภูมิภาคต่อไป” นายสิริพงศ์ กล่าว

ยืนยันสหรัฐฯ จะไม่เชื่อมโยงประเด็น “Joint Declaration ไทย–กัมพูชา” กับการเจรจาภาษีการค้า ไทยเดินหน้าภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมตามหลักสากล

เช้าวันนี้ (16 พ.ย.) เว็บไซต์รัฐบาลไทย รายงานว่า นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เมื่อค่ำวานนี้ (15 พฤศจิกายน 2568) นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียและประธานอาเซียน ได้โทรศัพท์พูดคุยกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยอีกครั้ง เพื่อย้ำข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับความร่วมมือด้านมนุษยธรรมและการหารือกับสหรัฐอเมริกา

โฆษกฯ ระบุว่า นายกรัฐมนตรีอันวาร์ได้แจ้งต่อนายกรัฐมนตรีอนุทินว่า ภายหลังการหารือกับนายกรัฐมนตรีไทยก่อนหน้านี้ เขาได้พูดคุยกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์อีกครั้งหนึ่ง โดยผู้นำสหรัฐฯ เห็นสอดคล้องกับจุดยืนของรัฐบาลไทยว่า “การเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม (Humanitarian Demining) เป็นประเด็นสำคัญยิ่ง” ตามถ้อยแถลงร่วมไทย–กัมพูชา ซึ่งมีความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อความปลอดภัยของประชาชนทั้งสองประเทศ

ประธานาธิบดีทรัมป์ได้มอบให้นายกรัฐมนตรีอันวาร์แจ้งมายังรัฐบาลไทยอย่างชัดเจนว่า
“สหรัฐอเมริกาจะไม่นำประเด็นการระงับ Joint Declaration ของไทยมาเกี่ยวข้องกับการเจรจาภาษีการค้าระหว่างไทยและสหรัฐฯ ที่กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้”

โฆษกฯ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีอนุทินยังได้สอบถามกับนายกรัฐมนตรีอันวาร์ว่า สามารถเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวต่อสาธารณะได้หรือไม่ ซึ่งผู้นำมาเลเซียยืนยันว่า สามารถเปิดเผยได้  ซึ่งนายกรัฐมนตรีอันวาร์ จะเผยแพร่ผ่านช่องทางสื่อสารของตนด้วยเช่นกัน

โฆษกฯ ระบุว่า นายกรัฐมนตรีต้องการแจ้งข้อมูลนี้ต่อพี่น้องประชาชนที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง และรับทราบข้อเท็จจริงล่าสุดจากการสื่อสารโดยตรงระหว่างผู้นำประเทศ

ทั้งนี้ ขอยืนยันว่า จดหมายจากผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ที่มีเนื้อหาระบุถึงการหยุดการเจรจากับไทยนั้น เป็นเอกสารที่จัดทำขึ้นก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะได้สนทนากับประธานาธิบดีทรัมป์เมื่อค่ำวันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 ทำให้ข้อมูลนี้มีความเป็นปัจจุบันและเชื่อถือได้มากกว่า

“รัฐบาลไทยยังคงยึดมั่นต่อพันธกรณีด้านมนุษยธรรม การคุ้มครองประชาชนในพื้นที่ชายแดน และการทำงานร่วมกับประชาคมระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาสันติภาพ ความปลอดภัย และผลประโยชน์ของประเทศอย่างสูงสุด” นายสิริพงศ์ ย้ำ

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising