ครบรอบ 1 ปี เหตุการณ์อดีตประธานาธิบดีเกาหลีใต้ “ยุน ซอกยอล” ประกาศกฎอัยการศึก โดยอ้างว่าเพื่อถอนรากถอนโคน “ฝ่ายต่อต้านรัฐ” แต่ผลที่ตามมากลับทำให้ยุนถูกโค่นล้มเสียเอง เกิดเปลี่ยนผ่านทางการเมืองในเกาหลีใต้ในแบบที่ไม่มีใครคาดคิด และนับเป็นการปลดประธานาธิบดีก่อนหมดวาระเป็นครั้งที่สองในประวัติศาสตร์เกาหลีใต้ พรรคประชาธิปไตยเกาหลีใต้ (DPK) ขึ้นมามีอำนาจแทนที่พรรค PPP ของยุน พรรค PPP แปดเปื้อนไปด้วย "ความผิดบาป" ถูกตราหน้าว่าสนับสนุนรัฐประหาร วิกฤต 1 ปีที่ผ่านมาสะท้อนการฟื้นตัวเร็วของประชาธิปไตยเกาหลีใต้ แต่ก็เผยให้เห็นความขัดแย้งฝังรากด้านที่เปราะบางของประชาธิปไตยเกาหลีใต้ ผู้นำคนเดียวสามารถทำลายเสถียรภาพของระบบการเมืองได้ อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นความเป็นกลางทางการเมืองที่เปราะบางในกองทัพกับวงการตำรวจของเกาหลีใต้
10 ธ.ค. 2568 ย้อนไปเมื่อวันที่ 3 ธ.ค. 2567 เกาหลีใต้ได้เกิดวิกฤตทางการเมืองหลังจากที่ประธานาธิบดีในสมัยนั้นคือ “ยุน ซอกยอล” ประกาศกฎอัยการศึก โดยอ้างว่าเพื่อเป็นการปราบปรามแบบถอนรากถอนโคนต่อ "ฝ่ายต่อต้านรัฐ" คำประกาศที่น่าประหลาดใจนี้ได้ส่งผลต่อเนื่องมาจนทำให้ยุนถูกโค่นล้มในที่สุด กลายเป็นการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองในเกาหลีใต้ในแบบที่ไม่มีใครคาดคิด และนับเป็นการปลดประธานาธิบดีก่อนหมดวาระเป็นครั้งที่สองในประวัติศาสตร์เกาหลีใต้
หลังจากนั้นเกาหลีใตก็ได้เปลี่ยนขั้วอำนาจจากพรรคพีเพิลพาวเวอร์หรือ PPP ของยุน กลายเป็นพรรคประชาธิปไตยเกาหลีใต้หรือ DPK ขึ้นมามีอำนาจนำแทน แต่ถึงแม้ว่าภูมิทัศน์ทางการเมืองเกาหลีใต้จะเปลี่ยนแปลงไป แต่ปัญหาคาราคาซังของการเมืองเกาหลีใต้ก็กลับยิ่งฝังรากลึกมากกว่าเดิม
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้พรรค PPP แปดเปื้อนไปด้วย "ความผิดบาป" ที่ว่าพวกเขาสนับสนุนการพยายามก่อรัฐประหารของยุน มีคนในพรรค PPP อยู่จำนวนหนึ่งที่ต่อต้านการกระทำของยุน แต่พวกเขาก็ถูกมองว่าไม่ได้ทำการต่อต้านคัดค้านได้ดีพอ อีกทั้งยังมีคนในพรรคส่วนมากที่พยายามปกป้องหรืออ้างความชอบธรรมให้กับการก่อกระทำของยุนด้วย
ผลที่ตามมาคือการถกเถียงในภายในพรรคเรื่องความรับผิดชอบต่อการกระทำของยุน จนกระทั่งเกิดความแตกแยกในพรรคตามมา
ในขณะเดียวกันนักวิจารณ์ก็มองว่า หลังจากเปลี่ยนชั้วอำนาจทางการเมืองแล้ว พรรค PPP ก็ทำหน้าที่ฝ่ายค้านได้ไม่ดีพอ ทำได้แค่เป็น "ผู้สังเกตการณ์" เท่านั้น ในขณะที่พรรค DPK เดินหน้าเต็มสูบในการประณามการพยายามก่อรัฐประหาร และใช้เรื่องนี้สร้างความชอบธรรมในการปฏิรูปสถาบันการเมืองเกาหลีใต้
ในขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์การเมืองก็ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อว่า เหตุการณ์ประกาศกฎอัยการศึกที่เกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้ว ได้ทำให้การเมืองเกาหลีใต้ที่มีปัญหาเรื่องการแบ่งขั้วอยู่ก่อนแล้ว ยิ่งตอกย้ำปัญหานี้มากขึ้นกว่าเดิม
ชินยูล ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยมยองจีชี้ว่าการประกาศกฎอัยการศึกโดยยุนนั้นถือเป็นการล้ำเส้นที่ไม่ควรจะข้ามไป เพราะมันนับเป็นการบ่อนทำลายรากฐานหลักนิติธรรมตามหลักรัฐธรรมนูญ เรื่องนี้ส่งผลทำให้พรรค PPP ไม่เพียงแค่สูญเสียการสนับสนุนทางการเมืองเท่านั้น ยังทำให้พรรค DPK เข้ามามีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงสถาบันทางการเมืองมากขึ้นด้วย จากเดิมที่พวกเขายับยั้งช่างใจต่อการเปลี่ยนแปลงมาโดยตลอด
สิ่งที่ตามมายังกลายเป็นการทำลายความเชื่อมั่นต่อสถาบันทางการเมืองเกาหลีใต้ ซึ่งอาจจะกลายเป็นปัญหาร้ายแรงต่อสมดุลอำนาจทางการเมืองในประเทศ เพราะเมื่อ PPP อ่อนแอลงมาก พรรค DPK ก็จะได้อำนาจในแบบที่มีความยับยั้งช่างใจน้อยลง อีกทั้งยังเสี่ยงต่อการทำให้การประกาศใช้กฎอัยการศึกกลายเรื่องที่ชอบธรรมมากขึ้นในวิธีคิดของนักการเมือง เสี่ยงต่อการทำลายรากฐานทางการเมืองแบบประชาธิปไตยต่างๆ เช่น ทำให้อำนาจการบังคับใช้กฎหมายอ่อนแอลง หรือ ทำให้มีการอ้างความกลัวกฎอัยการศึกในการส่งเสริมให้มีการสอดแนมข้าราชการ
ปัญหาการแบ่งแยกภูมิภาค และแบ่งขั้วการเมืองแบบสุดโต่ง
พักซังบย็อง ศาสตราจารย์จากบัณฑิตวิทยาลัยนโยบายศึกษาของมหาวิทยาลัยอินฮา กล่าวว่า มีผลพวงที่ตามมาอีกอย่างหนึ่งของการที่ยุนประกาศกฎอัยการศึก คือ การที่แนวคิดแบ่งแยกภูมิภาค และการแบ่งขั้วทางการเมืองแบบสุดโต่ง ได้กลายเป็นสิ่งที่ทวีความหนักหน่วงมากขึ้น
พัก มองว่า ก่อนหน้านี้ความสัมพันธ์ระหว่างพรรคฝ่ายค้านกับพรรครัฐบาลในเกาหลีใต้มีลักษณะแบบ "ปฏิปักษ์ที่หล่อเลี้ยงกัน" มาโดยตลอดคือการที่ทั้งสองฝ่ายต่างก็มีความบาดหมางกัน แต่ความบาดหมางนี้กลับทำให้ทั้งสองฝ่ายเข้มแข็งมากขึ้นและคงไว้ซึ่งโครงสร้างอำนาจที่มีร่วมกัน
พัก เปรียบเทียบว่าในขณะที่ทั้งสองพรรคนี้กล่าวโจมตีกันและขับเคี่ยวกันทางการเมือง มันก็ได้สร้างแรงสนับสนุนจากฐานเสียงของตัวเองที่มีรากฐานมาจากแนวคิดแบ่งแยกภูมิภาค นอกจากนี้การที่ทั้งสองฝ่ายแสดงออกต่อหน้าสาธารณชนว่ากำลังต่อสู้กันไปมายังกลายเป็นการช่วยเสริมความชอบธรรมให้กับตัวเองไปในตัวด้วย
แต่พักก็มองว่าเรื่องการเมืองแบบแบ่งแยกภูมิภาค เช่น ภูมิภาคหนึ่งปักใจสนับสนุนแต่พรรคๆ หนึ่ง ส่วนอีกภูมิภาคหนึ่งก็สนับสนุนอีกพรรคหนึ่งอย่างไม่เปลี่ยนแปลง จะทำให้การเมืองเกาหลีใต้เกิดปัญหาคือการขาดนวัตกรรมทางการเมือง ทำให้การเมืองถูกลดทอนกลายเป็นแค่ความขัดแย้งของคนต่างภูมิภาคกันเท่านั้น
พรรค PPP แตกคอกันเรื่องขอโทษกฎอัยการศึก
หลังจากที่เหตุการณ์ผ่านมาหนึ่งปีแล้ว พรรค PPP ได้มีการโต้เถียงกันเรื่องที่ว่าควรจะขอโทษเรื่องกฎอัยการศึกดีหรือไม่ จนกลายเป็นความบาดหมางในช่วงก่อนที่จะมีการเลือกตั้งท้องถิ่นภายในปี 2569 ที่จะถึงนี้
กลุ่มผู้นำพรรค PPP ถูกกดดันให้ต้องมีการดึงดูดฐานเสียงสายกลางให้ได้มากขึ้นไปพร้อมๆ กับการรักษาฐานเสียงเดิมเอาไว้ ด้วยการขอโทษในเรื่องกฎอัยการศึก แต่ก็มีความกลืนไม่เข้าคายไม่ออกในเรื่องนี้อยู่เช่นกัน เพราะถ้าหากพวกเขาขอโทษต่อเรื่องกฎอัยการศึกษาแล้ว มันก็จะกลายเป็นการให้ความชอบธรรมต่อการที่พรรค DPK นำเสนอภาพว่าการประกาศกฎอัยการศึกในครั้งนั้นเป็น "การกบฏชาติ"
มีคนในพรรคบางส่วน เช่น ยังฮยางจา สมาชิกระดับสูงของ PPP กล่าวว่า พรรคล้มเหลวในการที่จะป้องกันไม่ให้อดีตประธานาธิบดียยุน "ตัดสินใจในทางที่ผิด" โดยไม่มีการตรวจสอบถ่วงดุลที่ดีพอ และไม่มีการยับยั้งช่างใจในการใช้อำนาจ อีกทั้งยังฮยางจายังต้องการให้พรรคของเธอก้าวข้ามเหตุการณ์วันที่ 3 ธันวาคม 2567 ให้ได้เสียที
ส่วน แบฮุนจิน ส.ส. ของพรรค PPP อีกรายหนึ่ง ก็ได้วิพากษ์วิจารณ์กลุ่มรอยัลลิสต์ขวาจัดที่ปกป้องการประกาศกฎอัยการศึกของยุนว่า เป็นการทำให้พรรค PPP ต้องไปผูกติดอยู่กับยุนแบบที่ก้าวข้ามไม่พ้นเสียที ถ้าหากพรรค PPP ยังคงแสดงท่าทีสนับสนุนยุนไปเรื่อยๆ พวกเขาก็จะไม่มีวันชนะคะแนนเสียงของประชาชนในการเลือกตั้งท้องถิ่นปีหน้า
เคยมีการสำรวจโพลที่แสดงให้เห็นว่าครึ่งหนึ่งของคนในพรรค PPP มีความต้องการให้แสดงความสำนึกผิดต่อการกระทำของยุน โดยมีสมาชิกพรรค 43 ราย จากกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 82 ราย ที่บอกว่าทางพรรคควรจะขอโทษ เพราะมันจะทำให้พรรคก้าวพ้นและล้างมือจาก "ยุคสมัยของยุน" ซึ่งจะกลายเป็นการดึงดูดคะแนนเสียงให้พรรคมากขึ้นได้
สะท้อนการฟื้นตัวเร็วของประชาธิปไตยเกาหลีใต้ แต่ก็เผยให้เห็นความขัดแย้งฝังราก
เหตุการณ์เมื่อวันที่ 3 ธ.ค. 2567 ยุนได้ใช้อำนาจประกาศกฎอัยการศึกที่ไม่ได้นำมาใช้เป็นเวลาราว 40 กว่าปีแล้ว แต่การประกาศกฎอัยการศึกในครั้งนี้ก็กลายเป็นการย้อนบรรยากาศแบบยุคเผด็จการทหารในอดีตของเกาหลีใต้ให้กลับมาอีกครั้ง เพราะกฎอัยการศึกมีการจำกัดกิจกรรมทางการเมืองและมีการควบคุมสื่ออย่างหนัก อีกทั้งยังมีเหตุการณ์ที่ทหารบุกเข้าไปในรัฐสภาด้วย แต่ทว่า ส.ส. ในสภาตอนนั้นก็ได้โหวตผ่านร่างคว่ำกฎอัยการศึกอย่างเร่งด่วน จนทำให้ยุนยอมยกเลิกกฎอัยการศึกในที่สุด และหลังจากนั้นก็มีมติจากสภาให้ถอดถอนยุนออกจากตำแหน่งประธานาธิบดี
มีการตั้งข้อสังเกตว่า ถึงแม้หลังประกาศกฎอัยการศึกจะมีประชาชนชาวเกาหลีจำนวนมากที่พยายามสกัดกั้นไม่ให้กองทัพบุกเข้าไปในอาคารรัฐสภา และต่อมาก็มีการชุมนุมบรท้องถนนเรียกร้องให้ถอดถอนยุนออกจากตำแหน่ง แต่ในอีกมุมหนึ่งของประเทศก็มีผู้ชุมนุมที่แสดงการสนับสนุนยุน รวมถึงมีกรณีที่กลุ่มผู้สนับสนุนยุนบุกศาลแขวงตะวันตกกรุงโซลเพื่อประท้วงการออกหมายจับยุนด้วย สิ่งที่เกิดขึ้นกลายเป็นเรื่องที่สะท้อนการแบ่งแยกทางการเมืองแบบฝังรากลึกในเกาหลีใต้
ตัวของยุนเองก็ขัดขืนการจับกุมและขัดขืนการดำเนินคดีต่อเขาหลายครั้ง กลายเป็นสิ่งที่ชวนให้ตั้งคำถามว่าประชาธิปไตยในเกาหลีใต้ยังแข็งแรงดีหรือไม่
หลังจากชนะการเลือกตั้ง ลีแจมย็อง ก็ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีต่อจากยุนแทบจะทันทีโดยไม่มีช่วงเวลาเปลี่ยนผ่าน กลายเป็นคนที่ต้องเข้ามาสร้างเสถียรภาพให้กับประเทศ และฟื้นฟูชื่อเสียงให้กับเกาหลีใต้ในสายตานานาชาติไปพร้อมๆ กับการฟื้นฟูความเสียหายที่เกิดต่อเศรษฐกิจ
เลฟ-อิริค อีสลีย์ ศาสตราจารย์ด้านนานาชาติศึกษาที่มหาวิทยาลัยสตรีอีฮวา วิเคราะห์ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ได้สะท้อนให้เห็นว่าประชาธิปไตยของเกาหลีใต้มีการฟื้นตัวได้เร็วจนทำให้โลกประทับใจได้ แต่ในขณะเดียวกันก็สะท้อนปัญหาอื่นๆ เช่น ปัญหาที่ฝ่ายบริหารมีอำนาจเกินขอบเขต ปัญหาเรื่องการขัดขวางกระบวนการทางกฎหมาย และปัญหาเรื่องการแบ่งขั้วของสื่อที่ยังคงไม่ได้รับการแก้ไข
อีสลีย์กล่าวว่า "ควรจะมีการปฏิรูปสถาบันการเมืองเพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องการลุแก่อำนาจ ปัญหาด้านชนชั้นทางเศรษฐกิจสังคม และปัญหาการขาดตัวแทนที่หลากหลายในสังคม" โดยมองว่าเรื่องนี้ไม่ใช่แค่การทำให้ความเชื่อมั่นต่อตลาดการลงทุนในเกาหลีใต้กลับคืนมาได้เท่านั้น แต่ยังมีความสำคัญต่อความสำเร็จของกลุ่มประเทศประชาธิปไตยที่จะถ่วงดุลอำนาจกับกลุ่มประเทศอำนาจนิยมที่เริ่มเหิมเกริมมากขึ้นด้วย
สื่อ Yonhap ระบุอีกว่า วิกฤตเมื่อ 1 ปีที่ผ่านมายังได้สะท้อนให้เห็นด้านที่เปราะบางของประชาธิปไตยในเกาหลีใต้ แสดงให้เห็นว่าผู้นำคนเดียวสามารถทำลายเสถียรภาพของระบบการเมืองได้ อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นว่าความเป็นกลางทางการเมืองยังคงเป็นเรื่องเปราะบางในวงการกองทัพกับวงการตำรวจของเกาหลีใต้
เรียบเรียงจาก
1 year after martial law, Korea’s chronic political conflicts have only deepened, The Korea Times, 01-12-2025
https://www.koreatimes.co.kr/southkorea/politics/20251201/1-year-after-martial-law-koreas-chronic-political-conflicts-have-only-deepened
PPP's internal turmoil deepens as martial law anniversary approaches, The Korea Times, 01-12-2025
https://www.koreatimes.co.kr/southkorea/politics/20251201/internal-turmoil-deepens-at-ppp-as-martial-law-anniversary-approaches
PPP split over apology ahead of 1-year martial law anniversary, The Korea Herald, 01-12-2025
https://www.koreaherald.com/article/10627190
(News Focus) 1 year after martial law, S. Korea shows democratic resilience but reveals social divisions, Yonhap News Agency, 30-11-2025
https://en.yna.co.kr/view/AEN20251128004700315