Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

26 ก.พ. 2568 องค์กรภาคประชาสังคมชายแดนใต้/ปาตานี 44 องค์กรร่วมจัดมหกรรมสันติภาพปาตานี/ชายแดนใต้ "หนึ่งเดียวเพื่อสันติภาพ" Solidarity for Peace/ Bersatu untuk Damai ณ บักกะห์แลนด์ ฟาร์ม แอนด์ รีสอร์ท ต.ดอนรัก อ.หนองจิก จ.ปัตตานี เพื่อผลักดันโต๊ะเจรจาให้เป็นวาระสำคัญในกระบวนการสันติภาพ และรวบรวมข้อเสนอจากองค์กรภาคประชาสังคมไปสู่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 1,000 คน

 

 

โดย แวรอมลี แวบูละ นายกสมาคมร่วมสร้างชุมชนศรัทธา กัมปงตักวา และคณะได้ร่วมกันอ่านจดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรี โดยมีข้อเรียกร้องสำคัญๆ เช่น

ขอให้นายกรัฐมนตรีแสดงเจตจำนงที่ชัดเจนว่าจะสานต่อกระบวนการพูดคุยสันติภาพ ให้ภาคประชาสังคมได้จัดเวทีปรึกษาหารือสาธารณะ (Public consultation) เพื่อหาทางออกทางการเมือง เช่น รูปแบบการปกครอง เศรษฐกิจ การศึกษา อัตลักษณ์ รวมถึงกระบวนการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน เป็นต้น รวมถึงสนับสนุนแผนงานของภาคประชาสังคมในด้านต่างๆ

ขอให้รัฐบาลและฝ่ายขบวนการตระหนักถึงความรุนแรงที่ส่งผลกระทบต่อพลเรือนและผู้บริสุทธิ์ โดยให้มีการยกเลิกกฎอัยการศึกและยุติการใช้ความรุนแรง และขอให้รัฐบาลพิจารณาจัดโครงสร้างความสัมพันธ์ใหม่ระหว่างรัฐกับประชาชนในพื้นที่ชายแดนใต้ให้มีความรู้สึกเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง

สำหรับข้อเรียกร้องดังกล่าว ก่อนหน้านี้ แวรอมลีได้ยื่นให้กับ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีผู้เป็นบิดาของแพทองธาร นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันไปแล้วตอนที่ทักษิณเดินทางลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เมื่อวันที่ 23 ก.พ. ที่ผ่านมา และได้ยื่นให้ตัวแทนนายกรัฐมนตรีเมื่อครั้งประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจรที่ จ.สงขลา เมื่อวันที่ 18 ก.พ. ที่ผ่านมา

การจัดงานมหกรรมสันติภาพปาตานี/ชายแดนใต้ "หนึ่งเดียวเพื่อสันติภาพ" ในครั้งนี้ มีหลายประเด็นพูดคุยที่น่าสนใจ ซึ่งประชาไทจะรายงานให้ทราบต่อไป

จดหมายเปิดผนึก ถึงนายกรัฐมนตรี

เหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ดำเนินมาแล้วเป็นเวลากว่า 20 ปี โดยในปี 2556 รัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นคณะรัฐบาลชุดแรกที่ให้ความสำคัญและริเริ่มการเจรจาสันติภาพ เพื่อสร้างพื้นที่พูดคุยกับกลุ่มขบวนการผู้เห็นต่างอย่างเป็นทางการผ่านการแต่งตั้งคณะเจรจาพูดคุยสันติภาพ (สันติสุข) นับแต่นั้นมาและส่งผลให้สถิติของความรุนแรงลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

ดังนั้นองค์กรร่วมที่มีรายนามท้ายจดหมายเปิดผนึกนี้ จึงมีความเห็นพ้องร่วมกันและตระหนักว่า กระบวนการเจรจาสันติภาพคือทางออกของการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและเป็นกุญแจสำคัญในการยุติความรุนแรง การยับยั้งความสูญเสียชีวิตของผู้คน การฟื้นฟูความเชื่อมั่นระหว่างกลุ่มคนหรือภาคส่วนต่าง ๆ ถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญอย่างยิ่งของกระบวนการสันติภาพ ที่ต้องเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้มีส่วนร่วมและช่วยสร้างความเข้าใจต่อกระบวนการพูดคุยสันติภาพ รวมทั้งเคารพในความแตกต่าง และส่งเสริมแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนในทุกด้าน อาทิ พัฒนาเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม การศึกษา นอกจากนี้กระบวนการสันติภาพยังเกี่ยวโยงกับการเคารพสิทธิและเสรีภาพของทุกคนในสังคม การปกป้องหลักสิทธิมนุษยชนให้ประชาชนมีความเท่าเทียมจึงเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างกระบวนการสันติภาพที่ยั่งยืน

องค์กรร่วมดังรายนามเชื่อมั่นว่าการเจรจาสันติภาพและการสร้างสภาวะแวดล้อมที่เอื้อต่อการสร้างความสงบสุขจะนำมาซึ่งสันติภาพที่ยั่งยืนในสังคมที่มีความหลากหลายนี้อย่างไรก็ตาม องค์กรร่วมที่มีรายนามท้ายจดหมายเปิดผนึกนี้ มีข้อห่วงกังวลอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ในห้วงเวลานี้หลังจากที่นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้ประกาศแนวนโยบายทบทวนการบริหารจัดการกับปัญหาความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้โดยเฉพาะประเด็นการพิจารณาตั้งคณะเจรจาเพื่อสันติภาพ และยังไม่มีความชัดเจนในแนวนโยบายการเจรจาสันติภาพ จึงขอนำเรียนต่อท่านนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดังนี้

1. ขอให้นายกรัฐมนตรีแสดงเจตจำนงทางการเมืองที่หนักแน่นชัดเจนว่าจะสานต่อกระบวนการพูดคุยสันติภาพโดยรัฐบาลเป็นเจ้าภาพหลัก โดยจัดทำเป็นวาระแห่งชาติและแต่งตั้งคณะพูดคุยสันติภาพเพื่อเป็นการเปิดพื้นที่ให้กับทุกฝ่ายได้มีส่วนร่วมในการเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้

2. ขอให้รัฐบาลดำเนินการให้ภาคประชาสังคมได้จัดเวทีปรึกษาหารือสาธารณะ (Public consultation) เพื่อแสวงหาทางออกทางการเมืองอย่างครอบคลุมที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตกับประชาชนในด้านต่างๆ เช่น รูปแบบการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ การศึกษา ภาษา อัตลักษณ์และวัฒนธรรม รวมถึงกระบวนการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน เป็นต้น

3. ขอให้รัฐบาลสนับสนุนแผนงานพัฒนาของภาคประชาสังคมในด้านต่างๆโดยประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง เช่น การสร้างชุมชนเข้มแข็ง การพัฒนาวิสาหกิจชุมชน สุขภาพอนามัยชุมชน การพัฒนาคุณภาพชีวิตที่มีประชาชนเป็นแกนหลัก

4. ขอให้รัฐบาลและฝ่ายขบวนการผู้เห็นต่าง ตระหนักถึงความรุนแรงที่ส่งผลกระทบต่อพลเรือนและผู้บริสุทธิ์ โดยยึดหลักกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (International Humanitarian Law – IHL) โดยให้มีการยกเลิกกฎอัยการศึกและยุติการใช้ความรุนแรง

5. ขอให้รัฐบาลดำเนินนโยบายสันติภาพตามวิถีทางประชาธิปไตย ที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญไทย หมวด 3 ว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย

6. ขอให้รัฐบาลพิจารณาจัดโครงสร้างความสัมพันธ์ใหม่ระหว่างรัฐกับประชาชนในพื้นที่ชายแดนใต้ให้มีความรู้สึกเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง เช่น ความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างรัฐกับประชาชน ความสัมพันธ์เชิงการพัฒนาโดยมีประชาชนเป็นแกนหลัก เป็นต้น

ดังนั้นขอให้รัฐบาลและกลุ่มขบวนการผู้เห็นต่างร่วมกันสร้างบรรยากาศที่ปลอดภัยทางเสรีภาพทั้งในเชิงกายภาพและในเชิงความรู้สึกในพื้นที่ให้ประชาชนทุกกลุ่มวัฒนธรรมให้สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปลอดภัย เพื่อเป็นรากฐานที่มั่นคงต่อสังคม องค์กรร่วมที่มีรายนามท้ายจดหมายเปิดผนึกนี้ เชื่อมั่นอย่างยิ่งว่ากระบวนการพูดคุยสันติภาพคือกุญแจสำคัญอันจะนำสันติภาพมาสู่พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างยั่งยืน

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง