'เครือข่ายประชากรข้ามชาติ' สรุปภาพรวมสถานการณ์แรงงานข้ามชาติปี 2568 ชี้ปีแห่งความล้มเหลวในการบริหารจัดการ หลังเปลี่ยน “รมว.แรงงาน” ถึง 3 คน แต่ไร้นโยบายโดดเด่นแก้ไขปัญหาทั้งนายจ้าง-แรงงาน เผยสถิติแรงงานถูกกฎหมายทะลุ 3.6 ล้านคน แต่เข้าประกันสังคมไม่ถึงครึ่ง สะท้อนช่องว่างระบบที่เข้าไม่ถึงสวัสดิการยามวิกฤตภัยพิบัติ-ตึกถล่ม เตือนรัฐต้องเร่งปรับปรุงระบบเอกสาร-สร้างความยืดหยุ่นในการจ้างงาน ก่อนภาคเกษตรเสียหายหนัก พร้อมจี้ กกต. จับตาพรรคการเมืองปั่นกระแสแรงงานข้ามชาติบิดเบือนข้อมูลเพื่อโจมตีทางการเมือง“MWG” ย้ำนโยบายจัดการแรงงานข้ามชาติปี 68 อยู่บนวิกฤต-ขาดทิศทาง-ไร้ยุทธศาสตร์จัดการแรงงานทั้งระบบ

18 ธันวาคม 2568 ที่สมาคมผู้สื่อข่าวระหว่างประเทศ (FCCT) อาคารมณียา เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (Migrant Working Group :MWG) จัดแถลงข่าวเนื่องในวันแรงงานข้ามชาติสากลปี 2568 (International Migrants Day 2025) ภายใต้หัวข้อ “ปี 2025 จากไซต์งานก่อสร้างถึงสนามรบ : วิกฤติแรงงานข้ามชาติจากชั่วคราวจนเป็นปัญหาชั่วโคตร” โดยเป็นการสรุปภาพรวมสถานการณ์แรงงานข้ามชาติปี 2568 พร้อมประเด็นเด่นการจัดการปัญหาภัยพิบัติ ภัยสงคราม และจับตาสถานการณ์การเลือกตั้งครั้งใหม่ที่เกี่ยวเนื่องกับแรงงานข้ามชาติในประเทศไทย
‘เครือข่ายประชากรข้ามชาติ’ ชำแหละวิกฤตแรงงานข้ามชาติปี 68เปลี่ยน รมว.แรงงาน 3 คนไร้นโยบายเด่น
ทั้งนี้ น.ส. โรยทราย วงศ์สุบรรณ จากเครือข่ายประชากรข้ามชาติ ได้สรุปภาพรวมสถานการณ์แรงงานข้ามชาติในปี 2568 พร้อมประเด็นเด่นเรื่องการจัดการปัญหาภัยพิบัติ ภัยสงคราม และการจับตาสถานการณ์การเลือกตั้งครั้งใหม่ที่เกี่ยวเนื่องกับแรงงานข้ามชาติในประเทศไทย โดยระบุว่า ตลอดปี 2568 มีการเปลี่ยนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานถึง 3 คน แต่กลับไม่ได้มีนโยบายใด ๆ ที่โดดเด่นออกมาเลย ในการช่วยแก้ปัญหาที่ผู้ประกอบการไทย นายจ้าง หรือตัวแรงงานข้ามชาติกำลังเผชิญอยู่ ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม เช่น กรณีตึก ส.ต.ง. ถล่ม, กรณีแรงงานกัมพูชาเดินทางกลับประเทศจนส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมอ้อย ลำไย ก่อสร้าง, หรือกรณีที่ดีเอสไอจับกุมคอร์รัปชันในการขึ้นทะเบียนเอกสาร ซึ่งสิ่งเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทยอย่างมาก
โรยทราย วงศ์สุบรรณ (ภาพจาก Migrant Working Group)
ภัยพิบัติ-สงครามชายแดนไทย-กัมพูชาซ้ำเติม แรงงานเข้าไม่ถึงประกันสังคม
น.ส. โรยทราย กล่าวต่อว่า สิ่งที่เห็นได้ชัดในปีนี้คือวิกฤตที่เกิดจากภัยพิบัติและเหตุการณ์ไม่คาดคิด ไม่ว่าจะเป็นกรณีตึก ส.ต.ง. ถล่ม ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา ที่ทำให้แรงงานกัมพูชากลับประเทศหลักแสนคน และล่าสุดคือน้ำท่วมหาดใหญ่ ซึ่งเป็นพื้นที่จ้างงานสูงในอุตสาหกรรมยางพารา ก่อสร้าง บริการ หรือโรงงานอาหารทะเล ปัญหาคือแม้แรงงานข้ามชาติจะต้องอยู่ในระบบประกันสังคม แต่ความเป็นจริงคือเอกสารการจ้างงานระหว่างแรงงาน นายจ้างตัวจริง และนายหน้า มักจะไม่ตรงกัน ทำให้แรงงานจำนวนมากเข้าไม่ถึงสวัสดิการประกันสังคมและการเยียวยาตามกฎหมายกำหนด ทั้งกรณีผู้เสียชีวิต หรือพิการจากตึก ส.ต.ง. ถล่ม หรือแรงงานที่ได้รับผลกระทบจากการหยุดงานในช่วงน้ำท่วมหาดใหญ่
“รัฐบาลไทยออกแบบระบบประกันสังคมมาอย่างดี แต่ในความเป็นจริงกลับปฏิบัติไม่ได้เลย ตั้งแต่เกิดแผ่นดินไหวมาจนถึงน้ำท่วมหาดใหญ่เป็นเวลานานแล้ว แต่กระทรวงแรงงานไม่มีความพยายามใดๆ ที่จะปรับปรุงให้แรงงานข้ามชาติได้รับการช่วยเหลือเยียวยาดูแล หรือบังคับให้นายจ้างเอาจริงเอาจังในการประกันสังคมแรงงาน” นางสาวโรยทรายระบุ
สถิติแรงงานข้ามชาติพุ่งทะลุ 3.6 ล้าน แต่เข้าประกันสังคมแค่ 1.4 ล้าน ทำคนไทยหวั่นแย่งทรัพยากร
โรยทราย กล่าวต่อว่า ข้อมูลสถิติระบุว่า ตัวเลขแรงงานข้ามชาติถูกกฎหมายได้เพิ่มขึ้นจากประมาณ 3,064,000 คนในปีที่แล้ว เป็น 3,651,000 คนในปีนี้ จากการเปิดจดทะเบียนรอบใหม่ อย่างไรก็ตาม ตัวเลขผู้ที่เข้าประกันสังคมยังคงอยู่ที่ประมาณ 1,400,000 คนเท่านั้น ช่องว่างของตัวเลขที่หายไปจากระบบ ทำให้คนไทยบางส่วนกังวลว่าแรงงานเหล่านี้อาจเป็นภัยหรือมาแย่งทรัพยากร ทั้งที่ความเป็นจริง สังคมไทยได้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุและต้องพึ่งพาแรงงานข้ามชาติเป็นกลไกขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
"กระทรวงแรงงานไม่เคยออกมาอธิบายว่าการมีอยู่ของแรงงานข้ามชาติมีประโยชน์อย่างไร และไม่สามารถช้อนคนให้เข้าสู่ระบบที่ถูกต้องตามกฎหมายได้ แต่กลับโยนความผิดให้แรงงานรายบุคคล" น.ส.โรยทรายกล่าว
เตือนวิกฤตแรงงานกลับประเทศ ทำธุรกิจภาคเกษตรเสียหายมหาศาล
น.ส.โรยทราย ระบุต่อว่า การอพยพกลับประเทศของแรงงานกัมพูชาทำให้เกิดวิกฤตแรงงานขาดแคลนในภาคเกษตร โดยเฉพาะธุรกิจลำไยและอ้อย ซึ่งมีช่วงเวลาจำกัดในการเก็บเกี่ยว โดยธนาคารกสิกรไทยประเมินว่า กรณีวิกฤตแรงงานกัมพูชากลับประเทศนี้ ทำให้ธุรกิจลำไยมีความเสียหายสูงถึงประมาณ 2,600 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ากระทรวงแรงงานไร้ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ จนสร้างภาระให้กับธุรกิจและเอกชนไทยนอกจากนี้ การที่กระทรวงแรงงานยังคงใช้โมเดล "หนึ่งนายจ้าง ต่อ หนึ่งแรงงาน" ทำให้ไม่สามารถตอบโจทย์ภาคเกษตรได้ โดยเฉพาะการเก็บเกี่ยวอ้อยที่ต้องใช้แรงงานตามฤดูกาล และไม่เคยมีวิสัยทัศน์ที่จะปรับปรุงโมเดลให้เกิดความยืดหยุ่นในการรวมกลุ่มแรงงานเพื่อย้ายการเก็บเกี่ยวจากไร่หนึ่งไปอีกไร่หนึ่งได้ ทั้งที่นี่คือปัญหาที่เป็นห่วงโซ่กระทบภาคธุรกิจไทยมานาน
แนะทำระบบเอกสารโปร่งใส- จัดการ Fake News ปั่นความเกลียดชัง
น.ส. โรยทราย เน้นย้ำว่า แนวทางแก้ไขคือรัฐต้องเปิดให้การจ้างงานแรงงานข้ามชาติมีความสะดวกในการทำเอกสาร ระบบฐานข้อมูลต้องโปร่งใส เพื่อลดภาระนายจ้างและลดโอกาสการแสวงหาประโยชน์จากระบบนายหน้า ที่สำคัญคือต้องสร้างความยืดหยุ่นในการจ้างงาน โดยทบทวนโมเดล “หนึ่งนายจ้าง หนึ่งแรงงาน” ที่ไม่เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจสังคมในปัจจุบัน
ท้ายสุด น.ส. โรยทราย ฝากถึงรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เร่งจัดการเรื่องการเผยแพร่ข้อมูลผิด ๆ หรือ Fake News บนโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับแรงงานข้ามชาติ ซึ่งเป็นการสร้างความเกลียดชังและเชื้อไฟในสังคม พร้อมเตือนไปถึงการเลือกตั้งครั้งใหม่ที่คาดว่าจะมีขึ้นในเดือน ก.พ. 2569 ว่า พรรคการเมืองหลายพรรคกำลังใช้ประเด็นแรงงานข้ามชาติเป็นประเด็นโจมตีทางการเมืองอย่างไม่สร้างสรรค์ และขอให้ กกต. เริ่มจับตาดูแล้ว เพราะการนำเสนอที่บิดเบือนข้อมูลจะนำไปสู่การทุจริตคอร์รัปชันในอนาคต และบั่นทอนเศรษฐกิจที่ต้องพึ่งพาแรงงานข้ามชาติให้เกิดความไม่มั่นใจในสังคมไทย
‘มูลนิธิรักษ์ไทย’ ชี้ตึก สตง.ถล่มยังเยียวยาแรงงานต่างชาติไม่ครบ
ด้านนายวรชัย สนั่นสุข มูลนิธิรักษ์ไทย กล่าวในประเด็น ชีวิตแรงงานหลังฝุ่นตลบตึกสตง.ถล่ม ว่า สำหรับสถิติตัวเลขแรงงานที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ตึก สตง.ถล่มเมื่อวันที่ 28 มี.ค.ที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตรวม 95 คน สูญหาย 2 คนสามารถยืนยันตัวบุคคลและส่งร่างให้ญาติแล้ว 93 คน เป็นชาวไทย 64 คน ชาวเมียนมา 25 คน ชาวกัมพูชา 3 คน และชาวลาว 1 คน ขณะที่การเยียวยาผู้เสียหายเท่าที่ได้รับข้อมูล มีจำนวน 11 เคสที่ยังไม่ได้รับค่าทดแทนจากกองทุนเงินทดแทนจากสำนักงานประกันคมและ ยอดที่ได้รับจริงปัจจุบันอยู่ 83.2 ล้านบาท ครอบครัวผู้เสียชีวิตได้รับเงินช่วยเหลือแล้ว 82 คน ผู้บาดเจ็บ 9 คน และยังมีอีกจำนวนหนึ่งที่ยังไม่ได้รับเงินเยียวยา ซึ่งเป็นผู้มีสัญชาติเมียนมาและกัมพูชา
2 บทเรียนใหญ่ ปัญหาจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ- นโยบายแรงงานไร้เสถียรภาพทำเข้าไม่ถึงสิทธิ
นายวรชัย ระบุต่อว่า บทเรียนสำคัญจากเหตุการณ์ตึก สตง. ถล่มครั้งนี้ให้บทเรียนสำคัญใหญ่ 2 ประการ คือ 1.การจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐมีปัญหา มีการก่อสร้างสถานที่ของรัฐ ไม่ได้อยู่ภายใต้มาตรฐานกฎหมายตรวจสอบตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร ดังนั้นสถานที่ก่อสร้างตึกของรัฐโครงการดังกล่าว จึงถูกปรับเปลี่ยนแก้ไขแบบก่อสร้างระหว่างทางได้ เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เกิดเหตุตึกถล่มเพียงตึกเดียวทั้งประเทศ การจัดซื้อจัดจ้างมองเพียงมิติงบประมาณและแบบก่อสร้าง ไม่คำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นว่าแรงงานจะได้รับผลกระทบความเสี่ยงอันตรายจากการแก้ไขแบบก่อสร้างหรือไม่ และยังไม่มีผู้รับผิดชอบเรื่องนี้ 2.การไม่มีนโยบายที่มีเสถียรภาพของกระทรวงแรงงาน การจ้างงานแบบซับคอนเทรคในการก่อสร้างตึก สตง. ทำให้สิทธิของแรงงานข้ามชาติไม่เท่ากัน การเข้าถึงสิทธิแม้กฎหมายจะเปิดให้เท่าเทียม แต่หลายครอบครัวต้องรอเงินเยียวยานาน เพราะขั้นตอนพิสูจน์สิทธิยุ่งยาก นิยามนิติสัมพันธ์อ้างอิงกระทรวงแรงงาน ไม่เหมือนกัน นายจ้าง เอกสารใบอนุญาตการทำงาน ถ้านายจ้างกับสถานที่ทำงานไม่ตรงกัน หรือนายจ้างไม่จ่ายเงินสมทบประกันสังคม มีโอกาสที่ผู้ประสบภัยจะต้องไปฟ้องบังคับคดีด้วยตนเอง และไม่ได้รับการคุ้มครองตาม พ.ร.บ เงินทดแทน 2537 ทั้งนี้ยังมีในเรื่องของบทบาทพนักงานตรวจแรงงานต้องเชิงรุกในไซต์ก่อสร้าง และสามารถสั่งหยุดงานในพื้นที่เสี่ยงได้ทันทีโดยไม่ต้องรอเหตุ
ช่องว่างกฎหมาย “แรงงานข้ามชาติ” คือผู้รับภาระความเสี่ยงสูงสุดในระบบเศรษฐกิจ
นายวรชัย กล่าวต่อไปว่า สำหรับชีวิตแรงงานหลังเหตุการณ์ สิ่งที่พวกเขาเผชิญจริงเมื่อเหตุการณ์ผ่านไป แรงงานและครอบครัวต้องเผชิญกับภาระหนี้ค่าใช้จ่ายระยะเวลาว่างงาน และร่างกายที่ต้องฟื้นฟู ใบอนุญาตทำงานที่เสี่ยงหมดอายุ และผู้ประสบภัยมีความสภาวะโรคเครียดหลังผ่านเหตุการณ์ร้ายแรง (PTSD) เรื่องความมั่นคงทางจิตใจ ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นแม้ประเทศไทยจะมีกฎหมายรองรับในเชิงหลักการแต่ “ช่องว่างในการบังคับใช้” ทำให้ชีวิตแรงงานข้ามชาติจึงยังคงเปราะบางวันนี้ไม่ใช่เพียงการรำลึกถึงแรงงานที่เดินทางจากบ้านเกิด แต่เป็นวันที่เราต้องถามตัวเองว่า กฎหมายแรงงานไทยที่มีอยู่สามารถปกป้องแรงงานทุกคนได้จริงหรือไม่ เหตุการณ์ตึกถล่มที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน เป็นเหตุการณ์ที่สะเทือนใจ และสะท้อนให้เราเห็นว่า แรงงานโดยเฉพาะแรงงานข้ามชาติคือผู้รับภาระความเสี่ยงสูงที่สุดในระบบเศรษฐกิจ
ทวงสิทธิลูกจ้างทุกคนทั้งไทย-ข้ามชาติต้องได้รับสิทธิตามกฎหมาย
นายวรชัย กล่าวถึงข้อเสนอในการแก้ปัญหาในอนาคต ว่านายจ้างต้องจัดสภาพการทำงานที่ปลอดภัย และต้องแจ้งอุบัติเหตุร้ายแรงภายใน 24 ชั่วโมง ซึ่งยังมีปัญหาการบังคับใช้ และหลายครั้งแรงงานไม่กล้าแจ้งเหตุเพราะ กลัวผลกระทบต่อการทำงานจึงไม่กล้าปฏิเสธงานที่มีความเสี่ยง สำหรับ พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ. 2537 แรงงานทุกคนที่เป็นลูกจ้าง ไม่ว่าจะไทยหรือข้ามชาติ ต้องได้รับค่ารักษาพยาบาล เงินทดแทนการขาดรายได้ และเงินชดเชยการเสียชีวิต แต่แรงงานหลายคนไม่ได้รับสิทธิเพราะนายจ้างไม่ขึ้นทะเบียนเข้าระบบประกันสังคม อีกทั้งเอกสารใบอนุญาตการทำงานที่ชื่อนายจ้างไม่ตรงกับทำงานจริง เอกสารที่ถือไว้ก็มีโอกาสไม่ได้รับสิทธิตามกฎหมาย และเมื่อนายจ้างไม่จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุน ลูกจ้างก็จะไม่ได้รับเงินทดแทนในกองทุนพ.ร.บ.เงินทดแทน เมื่อจ่ายเป็นลักษณะจ่ายนอกกองทุนลูกจ้างต่างชาติต้องติดตามบังคับคดีฟ้องแพ่งกับนายจ้างด้วยตนเอง
“นี่คือความจริงของแรงงานข้ามชาติจำนวนมากในประเทศไทย เมื่อเกิดเหตุมักจะเผชิญสภาพปัญหานี้ สิทธิและกฎหมายที่ควรปกป้องแรงงาน แต่ยังเข้าถึงได้ไม่ทั่วถึง ประเทศไทยมีกรอบกฎหมายที่ค่อนข้างชัดเจนและบทบาทการตรวจสถานที่ทำงานไชต์ก่อสร้างของพนักงานตรวจแรงงาน เพราะทราบว่าบางบริษัทจ่ายค่าจ้าง 2 เดือนต่อหนึ่งครั้งก็มี เรามี พ.ร.บ.ความปลอดภัย อาชีวอนามัยฯ พ.ศ. 2554 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ. 2537 ที่ต้องบังคับใช้อย่างเข้มงวด แรงงานคือผู้สร้างเมือง โรงงาน อาคาร และระบบเศรษฐกิจของประเทศ แต่ในหลายครั้งพวกเขาเป็นคนแรกที่ได้รับผลกระทบ และเป็นคนสุดท้ายที่ได้รับความช่วยเหลือ ดังนั้นแรงงานต้องได้รับความปลอดภัยและการปฏิบัติตามหลักสิทธิมนุษยชนด้วย ”นายวรชัย กล่าว
เผยศูนย์การเรียนรู้เด็กข้ามชาติถูกรัฐสั่งปิดแล้ว 26 แห่ง ทำเด็กหลุดจากระบบการศึกษา 7 พันคน
ขณะที่ น.ส.ลัดดาวัลย์ หลักแก้ว มูลนิธิเพื่อเยาวชนชนบท กล่าวในประเด็น “ครบ 1 ปี คำสั่งปิดศูนย์การเรียนเด็กข้ามชาติ ได้มากกว่าเสียหรือเสียมากกว่าได้” ว่า สำหรับผลกระทบจากการปิดศูนย์การเรียนรู้เด็กข้ามชาตินั้น ประเทศไทยมีกฎหมายที่บัญญัติให้รัฐต้องดำเนินการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษา รวมถึงเด็กข้ามชาติ แต่เนื่องด้วยอุปสรรคในการเข้าถึงระบบการศึกษาของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นจำนวนนักเรียนที่รองรับได้ อายุ ภาษา หรือเอกสารประจำตัวของเด็ก และทัศนคติของบางโรงเรียนต่อเด็กข้ามชาติ ทำให้โรงเรียนของรัฐไม่สามารถรับเด็กข้ามชาติเข้าเรียนได้อย่างทั่วถึง ศูนย์การเรียนรู้เด็กข้ามชาติจึงมีบทบาทเข้ามารองรับเด็กเหล่านี้ แต่การจัดการศึกษาในรูปแบบศูนย์การเรียนรู้สำหรับเด็กข้ามชาติเหล่านี้ ต้องเผชิญแรงกดดันจากภาครัฐ กระแสสังคมโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นความมั่นคงของประเทศ ด้วยสถานะที่ยังไม่ถูกต้องตามกฎหมาย จนบางช่วงเกิดกรณีปิดศูนย์การเรียนรู้เด็กข้ามชาติ
ลัดดาวัลย์ กล่าวต่อว่า ในอดีตเมื่อปี 2562 มีคำสั่งปิดศูนย์การเรียน 10 แห่งในจังหวัดระนอง ต่อมาปี 2567 และ 2568 กระทรวงศึกษาธิการ มีคำสั่งปิดศูนย์การเรียนในจังหวัดสุราษฎร์ธานี และให้ตรวจสอบศูนย์การเรียนเด็กข้ามชาติทุกศูนย์ทั่วประเทศ เหตุผลอ้างถึงการจัดการเรียนการสอนโดยไม่ได้รับอนุญาตจากกระทรวงศึกษาธิการ ส่งผลให้ศูนย์การเรียนในหลายพื้นที่ เช่น สมุทรสาคร ปทุมธานี ระนอง ภูเก็ต บางแห่งทยอยถูกปิดและบางแห่งปิดตัวเอง โดยประมาณการว่ามีศูนย์การเรียนถูกปิด 26 แห่ง (ศูนย์การเรียนเด็กข้ามชาติทั้งหมด 93 แห่ง มีนักเรียนทั้งหมด 24,734 คน) มีเด็กในศูนย์ที่ถูกปิดประมาณ 8,000 คน โดยมีเด็กได้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาเพียงแค่ประมาณ 1,000 คน ขณะที่อีก 7,000 คนหลุดจากการศึกษา
เด็กตกหล่นจากระบบการศึกษาเสี่ยงถูกล่วงละเมิด-ยาเสพติด-อาชญากรรม-ค้ามนุษย์
น.ส. ลัดดาวัลย์ เปิดเผยว่า จากการติดตามร่วมกันของเครือข่ายศูนย์การเรียนรู้เด็กข้ามชาติ เห็นว่า การปิดศูนย์การเรียนทำให้เกิดผลกระทบที่เป็นการส่งต่อปัญหามากกว่า เช่น ส่งผลให้เด็กไม่มีที่เรียนทันที ต่อมาแม้เด็กบางส่วนสามารถเข้าเรียนในโรงเรียนและ สกร.ได้ แต่ก็เป็นเด็กส่วนน้อย ทันทีที่ศูนย์การเรียนถูกปิด เด็กบางส่วนติดตามผู้ปกครองไปรับจ้างกรีดยาง ก่อสร้าง หรือรับจ้างในกิจการประมง ความตึงเครียดทางสังคมเกิดขึ้นเป็นระยะ และเป็นวงกว้าง ซึ่งเป็นข้อท้าทายต่อระบบการศึกษาในกลุ่มเด็กข้ามชาติ ทำให้เด็กมีความเสี่ยงจะตกหล่นจากระบบการศึกษาของไทยเพิ่มมากขึ้น เด็กที่ไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษาใดๆ มีความเสี่ยงต่อการถูกล่วงละเมิด ปัญหายาเสพติด อาชญากรรม การถูกแสวงหาผลประโยชน์ การค้ามนุษย์ได้ หรือเข้าสู่การเป็นแรงงานเด็ก
ยันจัดการศึกษาเด็กข้ามชาติเป็นเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระและประหยัดการลงทุนของรัฐ-สร้างภาพลักษณ์ไทยในเวทีโลก
น.ส.ลัดดาวัลย์ กล่าวต่อว่า ส่วนไทยได้อะไรจากการจัดการศึกษาให้กับเด็กข้ามชาตินั้น การให้การศึกษากับเด็กข้ามชาติ นอกจากจะเป็นไปตามหลักการคุ้มครองสิทธิเด็กแล้ว ยังมีความสำคัญต่อประเทศไทยโดยเฉพาะในบริบทที่ไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย และการแข่งขันทางเศรษฐกิจในเวทีโลก การจัดการศึกษาในรูปแบบศูนย์การเรียนรู้เด็กข้ามชาติ เป็นการช่วยแบ่งเบารัฐในการจัดการศึกษา เป็นการพัฒนาทรัพยากรเด็กที่จะเติบโตเป็นแรงงานในอนาคต โดยที่รัฐไม่ได้ลงทุน ในส่วนที่รัฐลงทุนนั้น ส่วนใหญ่เด็กข้ามชาติจะเริ่มเข้าเรียนในชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 และอยู่ในระบบการศึกษาเป็นอย่างมาก 12 ปี หมายความว่า รัฐประหยัดการลงทุนกับเด็กข้ามชาติ และไม่ได้ลงทุนตั้งแต่แรกเกิด อีกทั้งยังมีในเรื่องต้นทุนทรัพยากรมนุษย์ เป็นโอกาสของสังคมไทยในการสร้างอัตรากำลังแรงงานที่มีคุณภาพเพื่อทดแทนในอนาคต ในภาวะที่ไทยมีอัตราการเกิดน้อยลง เป็นโอกาสในการปลูกฝังทัศนคติที่ดีต่อประเทศไทยในหมู่เด็กข้ามชาติ รวมถึงเป็นการลดความเสี่ยงต่อปัญหาอาชญากรรม ค้ามนุษย์ ยาเสพติด และเป็นกลไกการส่งเสริมสุขภาวะในกลุ่มเด็กข้ามชาติอีกด้วย
“นอกจากนั้นยังมีในเรื่องภาพลักษณ์ของไทยในเวทีระหว่างประเทศ การจัดการศึกษาให้กับเด็กข้ามชาติ เป็นมาตรการป้องกันปัญหาการค้ามนุษย์และแรงงานเด็ก ซึ่งเป็นเงื่อนไขหนึ่งในการถูกพิจารณาโอกาสในการส่งสินค้าไปยังผู้ซื้อต่างประเทศ ที่สำคัญยังเป็นผลดีต่อนายจ้าง ผู้ประกอบการ ซึ่งการเข้าถึงการศึกษาของเด็กผู้ติดตามแรงงานข้ามชาติ จะเป็นการสร้างประสิทธิภาพในการทำงานกับแรงงานข้ามชาติ เนื่องจากลดความกังวลของผู้ปกครองขณะทำงาน และลดการเกิดอุบัติเหตุในสถานประกอบการในกรณีที่ผู้ปกครองต้องนำเด็กไปตามสถานที่ทำงานด้วย” น.ส.ลัดดาวัลย์ กล่าว
จากนั้นเป็นการเสวนาในหัวข้อ “โอกาสประเทศไทยด้วยยุทธศาสตร์การบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติทั้งระบบ” วิทยากรประกอบด้วย อดิศร เกิดมงคล ตัวแทนเครือข่ายองค์กรประชากรข้ามชาติ นัฐวุฒิ กาเซ็ม มูลนิธิความยุติธรรมเชิงสิ่งแวดล้อม (EJF) นิลุบล พงษ์พยอม กลุ่มนายจ้างสีขาว ศิรดา เขมานิฏฐาไท อาจารย์ประจำสำนักวิชาการระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ย้ำนโยบายจัดการแรงงานข้ามชาติปี 68 อยู่บนวิกฤต-ขาดทิศทาง-ไร้ยุทธศาสตร์จัดการแรงงานทั้งระบบ
โดยนายอดิศร กล่าวในประเด็นรัฐมนตรีแรงงานกับระบบจัดการแรงงานข้ามชาติที่ไม่เคยสำเร็จ ว่า นโยบายแรงงานข้ามชาติของไทยในช่วงปี 2568 ภายใต้ 3 รัฐมนตรีแรงงาน การบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติ เป็นการจัดการบนพื้นฐานของวิกฤติและการขาดทิศทางที่ชัดเจน ทั้งสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงของประเทศต้นทาง ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ทางการเมืองในพม่า ที่ความขัดแย้งทางการเมืองนำไปสู่สงครามกลางเมือง และเกิดการบังคับเกณฑ์ทหาร ทำให้เกิดการบังคับเกณฑ์ทหารซึ่งส่งผลให้พลเมืองในวัยเกณฑ์ทหารจำนวนไม่น้อยต้องตัดสินใจเดินทางมาประเทศไทย ในขณะเดียวกันสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชา ก็ทำให้แรงงานข้ามชาติกัมพูชาตัดสินใจเดินทางกลับประเทศจนเกิดสถานการณ์การขาดแคลนแรงงานอย่างฉียบพลันขึ้น ในขณะที่นโยบายการบริหารจัดการในประเทศไทย ก็ยังอยู่ในวังวนของการขาดการจัดการที่เข้าใจสถานการณ์และยังพบปัญหาซ้ำ ๆ ที่สำคัญไม่มียุทธศาสตร์การบริหารจัดการแรงงานทั้งระบบ
อดิศร เกิดมงคล (ภาพจาก Migrant Working Group)
เผยแรงงาน MOU สัญชาติเมียนมาเหลือแค่ 2.44 แสน
นายอดิศร กล่าวต่อว่า ในขณะที่การจ้างงานตามข้อตกลงระหว่างรัฐบาลไทยและประเทศต้นทาง หรือการจ้างงานตาม MOU กำหนดอนุญาตให้ทำงาน ครั้งละ 2 ปี ต่ออายุได้ 1 ครั้ง รวมการอนุญาตทั้งหมด 4 ปี เมื่อครบ 4 ปี มีเงื่อนไขว่าแรงงานต้องกลับไปประเทศต้นทางและมีระยะเวลาพัก 30 วัน ถึงจะกลับเข้ามาทำงานในประเทศไทยได้อีกครั้ง แต่จากสถานการณ์ทางการเมือง และการบังคับเกณฑ์ทหารในพม่า ทำให้รัฐบาลพม่ามีมาตรการชะลอการจัดส่งแรงงานเข้ามาทำงานในประเทศไทย โดยกำหนดเงื่อนไขไม่ให้พลเมืองในวัยเกณฑ์ทหารเดินทางออกมาทำงานนอกประเทศ ในขณะที่แรงงาน MoU ที่ทำงานครบ 4 ปี ในประเทศก็ไม่มีความประสงค์จะเดินทางกลับ เดือน ก.พ. 2563 สถิติแรงงานสัญชาติเมียนมาที่จ้างงานภายใต้ระบบ MOU มี 530,998 คน ซึ่งในเดือนเดียวกันของปีต่อ ๆ มา สถิติดังกล่าวมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง และข้อมูล ณ เดือน ส.ค.2568 มีแรงงานในระบบ MOU เหลืออยู่เพียง 244,270 คน การลดลงดังกล่าวเริ่มขึ้นในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 และลดลงต่อเนื่องภายหลังการรัฐประหารเมื่อปี 2564 ทำให้การนำเข้าแรงงานอย่างถูกต้องตามนโยบายของกระทรวงแรงงาน ไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการแรงงานของไทย และกลายเป็นภาระในท้ายที่สุด และเมื่อเกิดสถานการณ์ความไม่สงบในชายแดนไทย-กัมพูชา จนนำไปสู่การปิดด่านชายแดน และไม่สามารถนำเข้าแรงงาน MoU เข้ามาได้ ดังนั้นปัจจุบันมีเพียงประเทศลาวเท่านั้นที่สามารถจัดส่งแรงงาน MoU เข้ามาทำงานได้ตามปกติ
ระบบขออนุญาตทำงานผ่านออนไลน์ของรัฐล่ม ทำแรงงานพม่ากว่า 1 ล้านเสี่ยงกลายเป็นคนผิดกฎหมาย
นายอดิศร กล่าวต่อไปว่า อีกประเด็นหนึ่งที่กลายเป็นข้อท้าทายในการบริหารจัดการ กรมการจัดหางานได้มีการเปิดให้มีการยื่นขออนุญาตทำงาน และการดำเนินการเกี่ยวกับแรงงานต่างด้าว ผ่าน E-workpermit.doe.go.th ตามโครงการจ้างเหมาเอกชนผลิตใบอนุญาตทำงานและให้บริการรับคำขอ และการแจ้งการทำงานของคนต่างด้าว Outsourcing Service ตั้งแต่วันที่ 13 ต.ค. 2568 อย่างไรก็ตามก็พบว่ามีปัญหาในการใช้ระบบในการดำเนินการทั้งในเรื่องการเข้าใช้ระบบ การดำเนินการขออนุญาตทำงาน และการแจ้งการทำงาน ซึ่งส่งผลกระทบต่อการดำเนินการของนายจ้าง แรงงานข้ามชาติ และบริษัทนำคนต่างด้าวเข้ามาทำงานกับนายจ้าง (บนจ.) ที่ไม่สามารถดำเนินการได้ และอาจจะมีผลกระทบต่อการจ้างแรงงานข้ามชาติอย่างร้ายแรง ในขณะที่การแก้ไขปัญหาของกรมการจัดหางานยังเป็นไปอย่างล่าช้า ทำให้ปัจจุบันมีแรงงานข้ามชาติกลุ่มแรงงานพม่าที่ต้องต่ออายุให้เสร็จภายใน 13 ธ.ค. 2568 กลุ่มแรงงานทักษะและแรงงาน MoU ที่จะต้องต่อใบอนุญาตทำงาน ไม่สามารถดำเนินการได้ ซึ่งอาจจะมีแรงงานข้ามชาติมากกว่า 1 ล้านคนมีความเสี่ยงจะกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมาย
ซัด ‘รัฐบาล- 3 รัฐมนตรี’ ล้มเหลวทำไทยขาดแคลนแรงงานเฉียบพลัน ซ้ำแฝงคอร์รัปชั่น
“ดังนั้นภายใต้การบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติในช่วงปี 2568 ภายใต้การบริหารงานของ รมว.แรงงานถึง 3 ท่าน สะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวในการบริหารจัดการ เมื่อเปรียบเทียบจำนวนแรงงานข้ามชาติจากพม่าในเดือน ต.ค. 2567 และเดือนต.ค. 2568 มีจำนวนแรงงานข้ามชาติลดลง 256,323 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานกลุ่มต่ออายุตามมติ ครม. ในขณะที่แรงงาน MoU มีแนวโน้มลดลงไปเรื่อย ๆ ส่วนแรงงานกัมพูชาเดินทางกลับประเทศไม่น้อยกว่า 300,000 คน ทำให้เกิดภาวะการขาดแคลนแรงงานอย่างเฉียบพลัน ในขณะที่การบริหารจัดการในช่วงรอยต่อของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ก็แฝงฝังด้วยมาตรการที่ทำให้เกิดการแสวงหาประโยชน์จากการบริหารจัดการดังที่ปรากฏเป็นข่าว”นายอดิศร กล่าว
“EJF”ห่วงอุตสาหกรรมอาหารทะเลไทยถูกจำกัดตลาด หากระบบตรวจสอบย้อนกลับไม่เคลียร์
ขณะที่นายนัฐวุฒิ กล่าวในประเด็น แรงงานข้ามชาติและอุตสาหกรรมอาหารทะเลไทยในโลกเศรษฐกิจสีน้ำเงิน ว่า อุตสาหกรรมอาหารทะเลมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจ การจ้างงาน และสถานะทางการค้าระหว่างประเทศของประเทศไทย โดยประเทศไทยมีการส่งออกอาหารทะเลซึ่งเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจ คิดเป็นมูลค่าประมาณร้อยละ 1.4 ของ GDP ปี 2567 แต่กำลังเผชิญกับความท้าทายที่เพิ่มขึ้นในตลาดโลก แม้ว่าปี 2568จะมีศักยภาพในการเติบโต แต่ตลาดหลัก เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป และเกาหลีใต้ กำลังบังคับใช้กฎระเบียบการนำเข้าอาหารทะเลที่เข้มงวดมากขึ้น ในปี 2567 การส่งออกอาหารทะเลของประเทศไทยมีมูลค่ารวม 174.9 พันล้านบาท ( 5.38 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) จากมูลค่ารวม 88.52 พันล้านบาท (ร้อยละ 50.3) ของการส่งออกทั้งหมดถูกส่งไปยังตลาดที่มีกฎระเบียบเข้มงวดเกี่ยวกับการทำประมงผิดกฎหมาย การละเมิดสิทธิมนุษยชน และการตรวจสอบความโปร่งใสของห่วงโซ่อุปทาน 29.0 พันล้านบาท (ร้อยละ 14.2) ของการส่งออกทั้งหมดถูกส่งออกผ่านประเทศตัวกลาง (countries of consignment) ซึ่งเพิ่มขั้นตอนการตรวจสอบและความเสี่ยงต่อการถูกจำกัดการเข้าตลาด หากไม่สามารถรับรองความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับได้
ชี้ประมงไทยพึ่งพาแรงงานข้ามชาติกว่า 2 แสนคน ขณะที่มาตรการคุ้มครองแรงงานอ่อนแอ
นายนัฐวุฒิ ยังระบุอีกว่า อุตสาหกรรมอาหารทะเลไทยพึ่งพาแรงงานข้ามชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตั้งแต่เรือประมงในทะเล ท่าเรือ ไปจนถึงโรงงานแปรรูปเพื่อการส่งออก ตัวเลขอย่างไม่เป็นทางการระบุว่าอุตสาหกรรมอาหารทะเลของไทยพึ่งพิงแรงงานข้ามชาติมากกว่า 200,000 คนตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดย 50,000คนเป็นแรงงานประมงที่เหลือจะอยู่ในกิจการต่อเนื่องประมง แรงงานเหล่านี้คือรากฐานของห่วงโซ่อุปทานอาหารทะเลที่หล่อเลี้ยงรายได้มหาศาลให้ประเทศ แต่ในทางกลับกัน พวกเขากลับเป็นกลุ่มที่เผชิญความเสี่ยง การเอารัดเอาเปรียบ และการคุ้มครองที่เปราะบางที่สุด ในทางตรงกันข้าม ข้อเสนอและทิศทางนโยบายบางประการในปัจจุบันกลับส่งสัญญาณของการถอยหลัง ทั้งแนวคิดนำการขนถ่ายสัตว์น้ำกลางทะเลกลับมา การลดบทลงโทษสำหรับการทำประมงผิดกฎหมาย และการทำให้มาตรการคุ้มครองแรงงานอ่อนแอลง
แรงงานประมงข้ามชาติถูกละเมิด-แสวงหาประโยชน์ ยึดเอกสารประจำตัว-ทำร้ายร่างกาย
นายนัฐวุฒิ ยังกล่าวอีกว่า การสืบสวนของมูลนิธิความยุติธรรมเชิงสิ่งแวดล้อม (EJF) ยังคงพบการละเมิดและการแสวงหาประโยชน์จากแรงงานอย่างต่อเนื่องในภาคการประมงของประเทศไทย จากการสัมภาษณ์แรงงานประมงข้ามชาติในกองเรือประมงพาณิชย์จำนวน 153 คน บนเรือประมง 70 ลำ ในช่วงปี 2024–2025 โดยใช้ดัชนีตัวชี้วัดแรงงานบังคับขององค์การแรงงานสากลแห่งสหประชาชาติ (International Labour Organization's Forced Labour Indicators) พบว่าแรงงานประมงข้ามชาติยังคงต้องเผชิญกับการใช้ความรุนแรงทางร่างกาย (ร้อยละ 18.3 ของการสัมภาษณ์) การใช้วาจาคุกคามหรือดูหมิ่น (ร้อยละ 80.4) การทำงานเกินชั่วโมงอย่างหนัก (ร้อยละ 87.6) การยึดเอกสารประจำตัว (ร้อยละ 98) และสภาพความเป็นอยู่และสภาพการทำงานที่ไม่เหมาะสม (ร้อยละ 80.4 ) สะท้อนว่าการปฏิรูปเชิงโครงสร้างยังไม่ฝังรากลึกพอในทางปฏิบัติ
จี้รัฐรับรองอนุสัญญาระหว่างประเทศ ปกป้องตลาดส่งออก-ศักดิ์ศรีแรงงาน
นายณัฐวุฒิ กล่าวย้ำว่า เงื่อนไขแรงงานเช่นนี้ไม่เพียงขัดกับหลักสิทธิมนุษยชน แต่ยังไม่สอดคล้องกับกฎระเบียบการนำเข้าอาหารทะเลของสหภาพยุโรป และพันธกรณีระหว่างประเทศที่ไทยประกาศยึดถือ ปัจจุบันประเด็นธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของการเจรจาการค้าเสรี (FTA) และการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งรายงานผลสำรวจของ OECD ที่เปิดเผยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาถึงกับระบุว่าประมงไทยยังคงจับปลาเกินขนาดและแรงงานยังคงเผชิญกับสภาพการทำงานเลวร้าย นอกจากนี้ ไทยยังมีบทบาทเป็นประเทศแปรรูปอาหารทะเลจากประเทศอื่น ซึ่งบางแห่งมีประวัติด้านสิทธิแรงงานที่น่ากังวล ยิ่งทำให้ความโปร่งใสและการบังคับใช้กฎหมายตลอดห่วงโซ่อุปทานมีความสำคัญยิ่งขึ้นหากไทยต้องการปกป้องทั้งตลาดส่งออกและศักดิ์ศรีของแรงงาน ถึงเวลาที่รัฐต้องเลือกเสริมความเข้มแข็ง ไม่ใช่บั่นทอนมาตรการกำกับดูแล การทำให้อนุสัญญา ILO ฉบับที่ 188 และพิธีสาร P29 มีผลในทางปฏิบัติ การเร่งให้สัตยาบันอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98 ว่าด้วยเสรีภาพในการรวมกลุ่มและการเจรจาต่อรองร่วม รวมถึงการให้การรับรองกฎบัตรสากลว่าด้วยความโปร่งใสในกิจการประมง (Global Charter for Fisheries Transparency) ของภาคีเครือข่ายเพื่อความโปร่งใสด้านการประมง (Coalition for Fisheries Transparency)
“วันแรงงานข้ามชาติสากลปีนี้ควรเป็นมากกว่าวันรำลึก แต่เป็นจังหวะที่สังคมไทยต้องหันกลับมาฟังเสียงจากกลางทะเล เสียงของแรงงานข้ามชาติที่ยืนหยัดอยู่บนคลื่นลม เพื่อหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจสีน้ำเงินของประเทศ หากประเทศไทยยังปล่อยให้การเติบโตลอยลำไปบนความเปราะบาง การละเมิด และความเงียบของผู้ทำงานในห่วงโซ่อาหารทะเล วิกฤติที่ถูกมองว่าเป็นเพียงเรื่องชั่วคราวย่อมจะทับถมลึกลงไปเหมือนตะกอนใต้ทะเล จนกลายเป็นความอยุติธรรมที่ฝังรากข้ามรุ่น อนาคตของทะเลไทย อุตสาหกรรมอาหารทะเล และศักดิ์ศรีของแรงงานข้ามชาติ จะขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเราในวันนี้ ว่าเราจะปล่อยให้กระแสน้ำแห่งผลกำไรพัดพาไป หรือเลือกกำหนดทิศทางใหม่ ที่มนุษย์ไม่ถูกทิ้งไว้กลางคลื่น”
เชื่ออ้าง‘ผลเลือกตั้ง’สร้างความชอบธรรมควบคุมการเดินทางออกนอกประเทศ
ศิรดา กล่าวว่า 2.การควบคุมข้ามชาติจากรัฐบาลทหารหลังการเลือกตั้ง รัฐบาลทหารที่เกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งจะใช้ผลการเลือกตั้งเป็นข้ออ้างในการสร้างความชอบธรรม และดำเนินนโยบายควบคุมการเดินทางออกนอกประเทศหรือการควบคุมข้ามชาติอย่างเข้มงวดมากขึ้น โดยเริ่มเห็นสัญญาณมาตลอดในการควบคุมประชาชนที่อยู่นอกประเทศ ซึ่งจะทวีความรุนแรงมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงและขยายประเภทของหนังสือเดินทาง เพื่อใช้เป็นกลไกในการควบคุม และปัจจุบันพบกรณีการไม่ต่ออายุหนังสือเดินทาง 3.แรงกดดันต่อผู้ย้ายถิ่นฐานในประเทศไทย เมื่อผลการเลือกตั้งได้รับการรับรองหรือถูกมองว่ามีความชอบธรรมจากบางฝ่าย จะทำให้การเลือกตั้งอาจถูกนำมาใช้เป็นเหตุผลในการสร้างแรงกดดันต่อผู้ย้ายถิ่นฐานชาวเมียนมาในไทย ด้วยความเข้าใจที่ไม่ครบถ้วนในความซับซ้อนทางการเมืองของเมียนมา ทางการไทยอาจพิจารณาการให้ความคุ้มครองลดลง หรือร่วมมือกับรัฐบาลเมียนมาหลังการเลือกตั้งในการผลักดันการส่งคนเมียนมากลับประเทศ หรือบังคับให้ชาวเมียนมาต้องมีเอกสารที่ออกโดยรัฐบาลเมียนมาอย่างเคร่งครัด นอกจากนี้ยังมีแนวโน้มที่กลุ่มอนุรักษนิยมสุดโต่งของไทยอาจใช้การเลือกตั้งเป็นเหตุผลเพื่อเพิ่มแรงต่อต้านต่อต่อแรงงานข้ามชาติและผู้ลี้ภัย
ศิรดา กล่าวต่อว่า 4.ความสนใจจากนานาชาติที่ลดลง ประชาคมโลกตะวันตกมีแนวโน้มที่จะลดความสนใจในการช่วยเหลือทางมนุษยธรรมลง ทั้งในแง่ของการให้สถานะคุ้มครอง และการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ ซึ่งปัจจัยนี้จะส่งผลให้ผู้พลัดถิ่นเลือกที่จะเดินทางเข้ามาในประเทศไทยมากขึ้น เพื่อแสวงหาความอยู่รอด 5.การแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์และรูปแบบการพลัดถิ่นใหม่ การแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการที่ระบอบทหารเมียนมากระชับความสัมพันธ์กับรัสเซียและจีน อาจจะนำไปสู่การพลัดถิ่นรูปแบบใหม่ ๆ เพิ่มเติม เช่น โครงการพัฒนาขนาดใหญ่ เขตเศรษฐกิจพิเศษ การสร้างโรงไฟฟ้า และเหมืองแร่ เป็นต้น
อัดภาครัฐทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยากเปิดช่องสร้างเงื่อนไขวงจรทุจริต
นางนิลุบล พงษ์พยอม กลุ่มนายจ้างสีขาว กล่าวในหัวข้อวิบากกรรมนายจ้างจากนโยบายล้มเหลวและคอร์รัปชั่น ว่า นโยบายที่ล้มเหลวและการการคอร์รัปชั่นกระทบต่อนายจ้างที่สุจริต โดยเฉพาะเรื่องการต่ออายุแรงงานที่จะต้องง่าย ทุกคนสามารถทำได้เอง มีแค่การต่อใบอนุญาตทำงาน มีพาสปอร์ต มีวีซ่า ก็จบแล้วง่ายๆ แต่ที่ทำอยู่ตอนนี้มันยุ่งยากไปหมด ตั้งแต่ในส่วนของกรมการจัดหางานที่ให้ประเทศต้นทางมาอนุมัติบัญชีรายชื่อก่อนถึงจะทำในขั้นตอนอื่นต่อ หรือการทำหนังสือรับรองสถานะบุคคล (CI) ของแรงงานพม่า เพื่อต่อวีซ่า ก็พบว่ามีการหาประโยชน์เรื่องคิว ที่ต้องจ่ายต้องจ่ายค่าคิวเพิ่มไปตรงวันนัด ทำให้ทุกอย่างวุ่นวาย สร้างเงื่อนไขและภาระไปเต็มไปหมด และกลายเป็นช่องทางในการหาผลประโยชน์ทำให้มีเรื่องของการคอร์รัปชั่นเข้ามา ความยุ่งยากทำให้ต้องจ่ายเงิน ต้องพึ่งพานายหน้า คนที่เขาไม่รู้กฎหมายก็ไม่รู้จะไปคุยอย่างไร ยังมีปัญหากรมการจัดหางานที่เตะถ่วง ทำให้เอกสารล่าช้า หรือไม่อนุมัติบ้าง บางทีนานเป็นเดือนๆ ก็ต้องพึ่งนายหน้า ประสานเจ้าหน้าที่ทำให้เร็วขึ้น มันจึงเป็นวงจรอุบาทว์อยู่อย่างนี้
นิลุบล พงษ์พยอม (ภาพจาก Migrant Working Group)
"สถานการณ์ตอนนี้มันแย่ลงไปเรื่อยๆ จะบอกว่าวิธีการที่มันยุ่งยากมาก ยิ่งส่อเห็นเห็นว่าอธิบดีหรือผู้บริหารในกระทรวงแรงงาน ที่เป็นคนเขียนนโยบาย ผลักดันนโยบาย หรือเป็นคนจัดการทุกอย่าง ดูแลทุกอย่างคือทำให้เกิดคอร์รัปชั่น ถ้ามันมีช่องทำให้เกิดความยุ่งยากมากๆ ก็ยิ่งทำให้คอร์รัปชั่นมาก เป็นเรื่องปกติธรรมดาที่ใครๆ ก็เห็น แต่เราไม่สนับสนุนการคอร์รัปชั่น ใครที่ทำแล้วคิดว่าได้เปรียบก็เป็นเรื่องของเขา เป็นการทำผิดกฎหมายและเป็นคอร์รัปชั่นที่เราไม่เห็นด้วย เพราะทุกคนต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ที่สำคัญในเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่นนั้นคิดว่าเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องช่วยกันดู ไม่ว่าจะเป็นนายจ้างที่ไปติดสินบน หรือตัวเจ้าหน้าที่ที่ไปรับสินบนต้องโดนด้วยกันทั้งคู่" นางนิลุบล กล่าว
อยากช่วยนายจ้างข้าราชการต้องเปลี่ยนตัวเองก่อน โปร่งใส-ตรวจสอบได้
นางนิลุบล ระบุอีกว่า สิ่งแรกที่ภาครัฐควรทำหากอยากช่วยเหลือนายจ้างอย่างจริงจัง เขาต้องบอกกับตัวเองก่อนว่าเลิกทำนโยบายคอร์รัปชั่นและทำตัวให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ ลดปัญหาภาระทั้งหมดของนายจ้าง คือถ้าบอกว่าตัวเองไม่คอร์รัปชั่นแล้วทุกวันนี้นายหน้าเอาเงินไปจ่ายใคร ส่วนฝ่ายการเมืองหรือรัฐมนตรีแรงงานต้องดำเนินการเรื่องนี้อย่างไรนั้น ตนคิดว่าคนที่ดูแลกระทรวงแรงงานจริง ๆ ก็คือข้าราชการประจำ หรือกรมต่างๆ รัฐมนตรีมาแล้วก็ไป แต่คนที่ทำงาน ขับเคลื่อน ผลักดันนโยบายต่างๆ คือข้าราชการ ตนไม่ค่อยคาดหวังจากตัวรัฐมนตรีเท่าไร เพราะมันเป็นเรื่องของการเมือง การเลือกตั้ง มีเรื่องของการซื้อ ขายเสียง ส่วนมากมาแล้วก็ไม่ค่อยได้อยู่นาน แต่ข้าราชการประจำที่มีปัญหาอยู่ มันไม่ได้มีการตรวจสอบกันจริงจังในองค์กรตัวเองว่ามันมีเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชัน ทำเป็นตรวจกันไปอย่างนั้น อยากบอกว่าไม่เห็นหรือ เขาเห็นกันทั้งประเทศ มันไม่มีความจริงใจ หรือเกรงกลัวในเรื่องของข้อกฎหมายใด หากอยากจะเปลี่ยนแปลงก็ต้องเริ่มจากข้าราชการก่อน
เสนอล่มกระทรวงแรงงาน-ยุบกรมการจัดหางานตั้ง “กรมใหม่”รวมภารกิจด้านแรงงานไว้ที่เดียว
ส่วนภาครัฐต้องเปลี่ยนทิศทางการทำงานเรื่องแรงงานข้ามชาติอย่างไรบ้างนั้น นางนิลุบล มองว่า ถ้าอธิบดีหรือผู้บริหารของกระทรวงแรงงานทำอย่างที่เป็นอยู่ก็ไม่รู้ว่าจะต้องมีผู้บริหารหรือกระทรวงแรงงานไว้จัดการทำไม ตนคิดว่ามันเป็นภาระยุ่งยากมากกว่า ควรมีการวางยุทธศาสตร์หรือจัดวางเรื่องของกรม ที่มีหน้าที่ดูแลแรงงานข้ามชาติ ให้มันอยู่ในระบบเดียวไปเลย ให้เป็นกรมเดียวรับผิดชอบทุกด้าน ไม่ใช่แยกกัน ทำหลายแบบหลายกรมหลายหน่วยงานแล้วมันวุ่นวายไปหมด ต้องมีสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) มาตีวีซ่า เป็นต้น จึงขอให้รวบมาอยู่ที่เดียวไปเลย เป็นหน่วยงานเดียวหรือกรมเดียวที่ทำเรื่องนี้โดยเฉพาะ
"ถ้าทุกคนคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องแก้ไม่ได้ และทุกคนไม่อยากทำ มันก็จะอยู่กันอย่างนี้ ดังนั้นทุกคนต้องช่วยกัน ทั้งนี้ขอเสนอให้ปรับเปลี่ยนอธิบดีกรมการจัดหางานที่รับผิดชอบในเรื่องนี้ออก เพราะมีปัญหาในการบริหารจัดการที่สร้างภาระให้ประชาชน ถามว่าสิ่งที่คุณจะทำแก้เรื่องคอร์รัปชั่น เรื่องของระบบแรงงาน ที่ขาดแคลนอยู่ในทุกประเภทกิจการ ทุกคนต้องการแรงงาน แต่มาเจอกระทรวงแรงงาน ซึ่งถูกประชาชนหลายคนให้ฉายาว่าเป็นกระทรวงค้ามนุษย์ไปแล้ว ก็ควรทำระบบขั้นตอนให้มันง่าย ทุกคนทำได้ ลบคำครหาที่คนเขาพูดกัน ยังมีเรื่องการตรวจโรคที่เอาโรงพยาบาลเอกชน บริษัทประกันเอกชนเข้ามา ทำไมคุณไม่สนับสนุนโรงพยาบาลรัฐ เรื่องการตีวีซ่า ในเมื่อทุกคนพาสปอร์ตไม่มี ทำไม่ได้ เพราะประเทศต้นทางยังสู้รบกันอยู่ แล้วยังจะมาแค่นให้ทำหนังสือชั่วคราวอยู่ ทุกคนก็คิดได้อยู่แล้วว่ามันเป็นปัญหา แต่ทำไมไม่ยกเลิกไปก่อน ทำไมประเทศอื่นเขาไม่มีพาสปอร์ตเขาก็ยังอยู่และทำงานได้ ยังมีปัญหาในเรื่องระบบขออนุญาตทำงานอันใหม่ ก็พบว่าข้อมูลคนที่ขออนุญาตทำงานเดิมก็ไม่เคยอยู่ในระบบ และหลุดจากระบบตลอด พอทำระบบใหม่ก็พบว่าคนงานไม่มีข้อมูลเดิม หรือข้อมูลผิด ทำให้ไม่สามารถขอต่อใบอนุญาตทำงานในระบบใหม่ ทำให้แรงงานข้ามชาติหลุดจากระบบอีก หรือแรงงานข้ามชาติเข้าไม่ถึงระบบใหม่ สุดท้ายถ้าจะให้เสนออะไร ขอเสนอว่าให้ล่มหรือกระทรวงแรงงานไปเลย เพราะมีปัญหาทั้งประกันสังคม ทั้งกรมการจัดหางาน ยุบแล้วก็ตั้งกรมเดียวขึ้นมาก็พอแล้ว ที่รวมขั้นตอนเกี่ยวกับแรงงานทุกอย่างไว้ที่กรมนี้" นางนิลุบล กล่าว
