Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

กรณีไฟไหม้หว่องฝุกคอร์ท ที่ย่านไทโป กลายเป็นหนึ่งในโศกนาฎกรรมร้ายแรงที่สุดของฮ่องกง ขณะเดียวกันก็เป็นสิ่งสะท้อนเหตุอัคคีภัยครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ของฮ่องกง ที่หลายครั้งมักจะนำมาสู่การปฏิรูปกฎหมายและการปรับเปลี่ยนนโยบายรัฐ ไม่ว่าจะเป็นกรณีไฟไหม้สนามแข่งม้าแฮปปี้วัลเลย์ปี 1918 หรือ กรณีไฟไหม้ชุมชนแออัดจำนวนมากช่วงทศวรรษ 1950s ซึ่งเร่งให้เกิดระบบเคหะสาธารณะ การยกระดับมาตรฐานอาคาร และการเตือนภัย

ตั้งแต่ยุคสมัยที่ฮ่องกงยังอยู่ภายใต้รัฐบาลอาณานิคมอังกฤษ ก็เคยมีเหตุการณ์เพลิงไหม้หลายครั้งที่นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงนโนบายด้านที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง และการกำกับดูแลป้องกันไฟไหม้ หลังจากเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้หว่องฝุกคอร์ท ย่านไทโป ที่ถูกจดจำไว้ในฐานะหนึ่งในโศกนาฏกรรมที่ร้ายแรงที่สุด สื่อฮ่องกงฟรีเพรสก็ได้ย้อนรอยไปสำรวจเหตุไฟไหม้ครั้งใหญ่ตลอด 100 ปีที่ผ่านมาในฮ่องกง ว่าได้นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง

ย้อนไปตั้งแต่ยุคปี 1918 เกิดเหตุไฟไหม้ครั้งใหญ่ที่ถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ฮ่องกง นั่นคือเหตุไฟไหม้สนามแข่งม้าแฮปปี้วัลเลย์ ที่คร่าชีวิตผู้คนมากกว่า 600 คน ในตอนนั้นที่สนามม้ามีผู้คนนั่งชมการแข่งขันอยู่ราว 10,000 คน พวกเขาแออัดกันอยู่บนสแตนด์ที่ปลูกสร้างจากไม้ไผ่และใบปาล์ม จนกระทั่งสแตนด์ที่มีคนแออัดกันพังลงมาใส่ร้านขายอาหารข้างล่างที่มีไฟจุดอยู่ จนลุกลามเป็นเหตุเพลิงไหม้ใหญ่โตในที่สุด

เหตุการณ์ที่สนามแข่งม้าแฮปปี้วัลเลย์ส่งผลให้มีการสร้างอนุสรณ์สถานรำลึกถึงเหตุการณ์มาจนถึงทุกวันนี้ที่เนินเขาใกล้กับสนามกีฬาฮ่องกง

กรณีต่อมาคือกรณีระเบิดและเพลิงไหม้ที่โกดังห้างสรรพสินค้าวิงออนทางตะวันตกของเกาะฮ่องกงเมื่อปี 1948 เหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้มีผู้เสียชีวิต 176 ราย และต้องใช้เวลาถึง 6 วันในการดับเพลิงทั้งหมด

ในยุคทศวรรษที่ 1950s เป็นช่วงเวลาที่เกิดเหตุไฟไหม้บ่อยมากในฮ่องกง ในช่วงนั้นเป็นเวลาเดียวกับที่มีผู้ลี้ภัยจากจีนจำนวนมากหนีจากสงครามกลางเมืองและจากการปกครองของพรรคคอมมิวนิสต์จีนไปอยู่ที่ฮ่องกง ทำให้ฮ่องกงมีประชากรเพิ่มขึ้นจำนวนมากอย่างรวดเร็ว กลุ่มชาวจีนที่อพยพไปยังฮ่องกงตอนนั้นมักจะอาศัยกันอยู่ในย่านแออัด มีการสร้างบ้านจากเศษไม้และเศษเหล็ก มีเหตุไฟไหม้เกิดขึ้นหลายครั้งจนทำให้ผู้อาศัยในแหล่งแออัดกลายเป็นคนไร้บ้านหลายหมื่นราย มีตัวอย่างเช่น กรณีเพลิงไหม้เกาลูน

เหตุการณ์เหล่านี้ได้เร่งให้เกิดระบบใหม่ภายใต้การปกครองของอาณานิคมอังกฤษ คือระบบการเคหะแบบราคาย่อมเยาที่พลิกโฉมประวัติศาสตร์ที่ดินของฮ่องกง อีกทั้งยังมีการปฏิรูปเรื่องสิ่งปลูกสร้างกับการกำกับดูแลป้องกันเพลิงไหม้ด้วย

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

จุดเปลี่ยนที่สำคัญ

สิ่งที่เป็นจุดเปลี่ยนคือกรณีไฟไหม้เช็กกิปเมยในวันคริสต์มาส ปี 1953 ซึ่งเป็นเหตุทำให้คนไร้ที่อยู่อาศัยมากกว่า 60,000 คน เหตุการณ์ในครั้งนั้นเกิดขึ้นจากการที่ช่างทำรองเท้าสะดุดตะเกียงแอลกอฮอล ทำให้ตะเกียงล้มจนเกิดไฟลุกไปที่กาวติดรองเท้าแล้วจากนั้นก็ลามไปทั่วบ้าน ลามต่อไปยังบ้านเรือนอื่นๆ ที่สร้างอยู๋ติดกันอย่างแออัด เปลวเพลิงโหมไหม้บ้านเรือนหลายร้อยหลังคาเรือนอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่นาที เป็นเหตุให้มีผู้บาดเจ็บราว 51 ราย และมีผู้เสียชีวิต 3 ราย

สาเหตุที่เรื่องนี้กลายเป็นจุดเปลี่ยนเพราะมันทำให้รัฐบาลอาณานิคมอังกฤษรับรู้ว่าการปล่อยให้คนอยู่อาศัยอย่างแออัดแบบนี้ต่อไปจะยิ่งเสี่ยงต่อการเกิดภัยพิบัติไฟไหม้ใหญ่ๆ ขึ้นอีก พวกเขาจึงทำการสร้างที่พักคอนกรีต 6 ชั้นไว้สำหรับคนที่ประสบเหตุไฟไหม้จนกลายเป็นคนไร้บ้าน แฟลตเช็กกิปเมย กลายมาเป็นหนึ่งในแฟลตสาธารณะแห่งแรกของฮ่องกง และตลอดช่วงเวลาหลายสิบปีถัดจากนั้นก็มีการสร้างที่อยู่อาศัยจากภาครัฐแบบนี้อีกหลายสิบแห่ง โดยที่ในปัจจุบันมีชาวฮ่องกงราวร้อยละ 30 เช่าที่พักอาศัยอยู่ในการเคหะจากภาครัฐ

นอกจากนี้ในช่วงทศวรรษที่ 1960 ก็เริ่มมีการพัฒนาเรื่องระบบเตือนไฟไหม้ในฮ่องก โดยในปี 1964 มีการสร้างระบบเตือนภัยไฟไหม้ 5 ระดับ ที่นำมาใช้กันอยู่จนถึงทุกวันนี้ เป็นระบบแบบที่ช่วยให้รู้ว่าระดับของไฟไหม้อยู่ที่ระดับไหน และต้องวางกำลังนักดับเพลิงในระดับไหน

หลังจากนั้นเป็นต้นมาตั้งแต่ราวยุค 1960s-1990s ก็มีความสูญเสียจากเหตุเพลิงไหม้น้อยลงในฮ่องกง เพราะผู้คนไม่ได้อาศัยอยู๋อย่างแออัดเท่าเดิม รวมถึงมีเครื่องเตือนภัยจากเหตุุการณ์แบบนี้

จนกระทั่งในปี 1996 ก็มีเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่อีกครั้งในอาคารแกลลี่ย์ ที่ถนนนาธาน เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 41 ราย ต้นเพลิงมาจากช่องลิฟต์ที่กำลังอยู่ในระหว่างการปรับปรุง ผู้ว่าการฮ่องกงในตอนนั้นคือ คริส แพตเทน ได้จัดตั้งคณะกรรมการสืบสวน จนกระทั่งพบว่าสาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้เหตุเพลิงไหม้ครั้งนี้ร้ายแรงคือการขาดการนำที่ดีและขาดการประสานงานที่ดีจากหน่วยดับเพลิงเองด้วย

กรณีใหญ่อีกกรณีหนึ่งที่มีการใช้สัญญาณเตือนภัยระดับที่ 5 คือในปี 2008 มีเหตุเพลิงไหม้คอร์นวอลล์คอร์ท ที่มงก๊ก ต้นเพลิงมาจากไนท์คลับที่อยู่ภายในอาคาร เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 4 ราย มี 2 รายในจำนวนนี้ที่เป็นนักดับเพลิง เหตุการณ์นี้ยังมีผู้บาดเจ็บ 55 ราย และทำให้การจราจรของมงก๊กเป็นอัมพาตไปเกือบทั้งวัน

ถึงแม้ว่าฮ่องกงในยุคปัจจุบันจะมีการปรับปรุงระบบต่างๆ เพื่อรับมือจากเหตุไฟไหม้มากขึ้น แต่ก็ยังเกิดเหตุร้ายแรงขึ้นจากกรณีล่าสุด คือกรณีไฟไหม้หว่องฝุกคอร์ทที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อปลายเดือน พฤศจิกายน ที่ผ่านมา นับเป็นภัยร้ายแรงที่ส่งผลให้ผู้คนเสียชีวิตในหลักร้อย มีการตรวจพบโดยหน่วยดับเพลิงของฮ่องกงในเวลาต่อมาว่า ระบบเตือนภัยไฟไหม้ในอาคารทั้ง 8 แห่งของคอร์ทแห่งนี้ "ไม่สามารถใช้งานได้"


เรียบเรียงจาก
Explainer: How Hong Kong’s history of deadly fires shaped housing policy and triggered reform, HKFP, 30-11-2025
 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง