สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เดินหน้าบริการเชิงรุก ตรวจสายตา-มอบแว่นตาเด็ก ปี 2568 เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด

แฟ้มภาพ สปสช.
สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) โดย นพ.ดุสิต ชำชัยภูมิ รองเลขาธิการ สปสช. พร้อมด้วย ดร.ทพญ.น้ำเพชร ตั้งยิ่งยง ผู้อำนวยการฝ่ายสนับสนุนการเข้าถึงบริการปฐมภูมิและการสร้างเสริมสุขภาพป้องกันโรค และคณะทำงานสนับสนุนบริการสายตาและแว่นตาในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ร่วมประชุม Thailand WHO SPECS 2030 Initiative : ร่วมขับเคลื่อนนโยบายด้านสายตาและแว่นตาของประเทศไทย เพื่อออกแบบนโยบายและพัฒนาระบบบริการให้มีความครอบคลุม เท่าเทียม มีคุณภาพและยั่งยืน เนื่องจากการวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพตาจากทั่วโลก โดยองค์การอนามัยโลก พบว่าความผิดปกติของสายตาที่ไม่ได้รับการแก้ไข (Uncorrected refractive error) เป็นสาเหตุหลักของความบกพร่องทางการเห็นในประชากรทั้งเด็กและผู้ใหญ่ทั่วโลก เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา ณ โรงแรมเบสท์ เวสเทิร์น จตุจักร กรุงเทพฯ
ปัจจุบันการบริการสายตาและแว่นตาเป็นสิทธิประโยชน์ภายใต้ระบบประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) ในเด็กอายุ 3–12 ปี ซึ่ง สปสช. ได้พัฒนาการบริการทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพอย่างต่อเนื่อง สืบเนื่องจากการสำรวจสาเหตุของตาบอดและความพิการทางการเห็นในประเทศไทย พบว่าสายตาผิดปกติเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของความบกพร่องทางการเห็นของคนไทย คณะกรรมการพัฒนาระบบบริการสุขภาพสาขาตา จึงร่วมกับภาคีสุขภาพตาจากทุกภาคส่วน ผลักดันนโยบายด้านการบริการสายตาและแว่นตา มาตั้งแต่ปี 2559
นพ.ดุสิต กล่าวถึงการบริหารภารกิจร่วมภายใต้เขตสุขภาพเพื่อเด็กไทยสายดี (1 โรงพยาบาล 1 เขตสุขภาพ) ว่า กระดุมเม็ดแรกในการเพิ่มการเข้าถึงบริการสายตาและแว่นตา คือการจัดสรรสิทธิประโยชน์สำหรับคนไทยภายใต้กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ที่กำหนดขึ้นตามความต้องการของประชาชน ซึ่งกรณีแว่นตานับเป็นอุปกรณ์สำคัญที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิต ส่วนกระดุมเม็ดที่สอง คือมาตรฐานการบริการสุขภาพ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุณภาพ โดยคณะกรรมการกำหนดมาตรฐานเป็นผู้กำหนดตัวชี้วัด ผู้ให้บริการสุขภาพ รวมถึงกำหนดการจ่ายเงินและควบคุมคุณภาพ
นพ.ดุสิต กล่าวต่อว่า ในปีงบประมาณ 2569 สปสช. ตั้งเป้าหมายดำเนินการตรวจวัดสายตาสำหรับเด็กที่มีสายตาผิดปกติ ทั้งในรูปแบบเชิงรับ ผ่านขั้นตอนคัดกรองเด็กสายตาผิดปกติเบื้องต้นโดยครู เพื่อส่งคัดกรองซ้ำโดยโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) และวินิจฉัยและยืนยันโดยหน่วยสายตา เพื่อมอบแว่นตาพร้อมรักษาโรคตาอื่น ๆ และติดตามผลใน 6 เดือน ในส่วนนี้ใช้งบบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค (PPFS) จำนวน 70,987,400 บาท โดยจัดเตรียมเลนส์สำเร็จรูป (Stock lens) 74,563 หน่วย และเลนส์สั่งตัดเฉพาะบุคคล (Lab lens) 11,337 หน่วย
ขณะเดียวกัน สปสช. ยังได้จัดเตรียมบริการเชิงรุก เพื่อเพิ่มอัตราการเข้าถึงที่ครอบคลุม โดยนอกจากกลุ่มเป้าหมายเด็กอายุ 3–15 ปี จะเพิ่มเติมในกลุ่มผู้สูงอายุด้วย ผ่านการคัดกรองโดยจักษุแพทย์ และการคัดกรองโดยบุคลากรที่ไม่ใช่จักษุแพทย์ (ภายในช่วงสายตาที่กำหนด) ใช้งบกองทุนท้องถิ่น จำนวน 29,663,000 บาท โดยจัดเตรียมเลนส์สำเร็จรูป 37,078 หน่วย
ด้าน ดร.ทพญ.น้ำเพชร ได้นำเสนอผลการดำเนินงานและสิทธิประโยชน์บริการแว่นตาเด็กสายตาผิดปกติในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า สปสช. เริ่มให้สิทธิประโยชน์แว่นตาเด็กในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปีแรกเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2565 โดยชดเชยค่าบริการแว่นตาในอัตรา 600 บาทต่ออัน จากนั้นในปีงบประมาณ 2566 ราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทยเสนอปรับราคาแว่นสายตา และในปีงบประมาณ 2567 สปสช. จึงปรับอัตราการชดเชยใหม่ แบ่งเป็นเลนส์สำเร็จรูป 800 บาท และเลนส์สั่งตัดเฉพาะบุคคล 1,000 บาท พร้อมประกาศขับเคลื่อนบริการแว่นตาเด็กโดยท้องถิ่น ในปีงบประมาณ 2568
สำหรับผลการให้บริการในปีงบประมาณ 2565 คาดการณ์จำนวนเด็กสายตาผิดปกติที่ต้องได้รับแว่นตา 365,550 คน ซึ่ง สปสช. ตั้งเป้าหมายให้บริการ 10,210 อัน และสามารถให้บริการแว่นตา 2,046 อัน อย่างไรก็ตาม ภายหลังเพิ่มการดำเนินงานทั้งเชิงรับและเชิงรุก ทำให้เข้าถึงเด็กกลุ่มเป้าหมายและให้บริการแว่นตาเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยในปีงบประมาณ 2568 สามารถให้บริการแว่นตาทั้งสิ้น 63,872 อัน ครอบคลุมจำนวนเด็กที่จำเป็นต้องได้รับแว่นตา ร้อยละ 18.78 จากคาดการณ์จำนวนเด็กสายตาผิดปกติที่ต้องได้รับแว่นตา 340,033 คน ตามตัวเลขคาดการณ์จากผลการให้บริการของโรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ ปี 2567–2568
ส่วนแนวทางการวัดสายตาและตัดแว่นเด็กอายุ 3–12 ปี ตามมติที่ประชุมจักษุยั่งยืน กำหนดอายุ 3–5 ปี VA แย่กว่า 20/50 อายุมากกว่า 5 ปีขึ้นไป ถึง 7 ปี หรือ ป.1 VA แย่กว่า 20/40 และอายุมากกว่า 7 ปีขึ้นไป ถึง 15 ปี VA แย่กว่า 20/30 โดยขั้นตอนการดำเนินงานในหน่วยที่มีจักษุแพทย์ จะวัดสายตาเด็กกลุ่มอายุน้อยกว่า 7 ปีทุกราย ให้ทำ Cycloplegic Refraction หากพบความผิดปกติให้ส่งพบจักษุแพทย์ตรวจวินิจฉัย แต่หากไม่ผิดปกติตามเกณฑ์ให้ดำเนินการตัดแว่น ส่วนหน่วยที่ไม่มีจักษุแพทย์สามารถวัดสายตาในช่วง -1.00 ถึง -3.00 และ +1.75 ถึง +3.00 แต่หากพบความผิดปกติ หรือค่าสายตามากกว่าที่กำหนด ให้ส่งพบจักษุแพทย์
