เมื่อ 12 พ.ค.2568 112WATCH เผยแพร่บทความของเปรม ซิงก์ กิลล์ นักวิชาการเยือนที่คณะนิติศาสตร์ของมหาวิทยาลัย Muhammadiyah Yogyakarta ประเทศอินโดนีเซียที่วิเคราะห์บทบาทของกองทัพไทยต่อการใช้ข้อหาหมิ่นประมาทกษัตริย์ตามประมวลกฎหมายมาตรา 112 มาดำเนินคดีกับคู่ขัดแย้งทางการเมืองของกองทัพ
เปรมชี้ว่าการรัฐประหารของ คสช. เมื่อปี 2557 ที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ในขณะนั้นเป็นผู้บัญชาการกองทัพบกไม่เพียงแต่เป็นการยึดอำนาจชั่วคราว หากแต่กลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ฝังอิทธิพลทหารไว้ในโครงสร้างรัฐธรรมนูญอย่างถาวร ผ่านการแต่งตั้งวุฒิสภาและเข้ามาคุมกระบวนการเลือกนายกรัฐมนตรีในรัฐธรรมนูญปี 2560 โดย สว.250 คนที่ถูกแต่งตั้งมาจากคณะรัฐประหาร
บทความวิจารณ์ถึงการใช้มาตรา 112 เป็นเครื่องมือกดปราบทางการเมือง พร้อมยกกรณีตัวอย่าง เช่น อัญชัญ ปรีเลิศ ที่ถูกตัดสินจำคุกสูงกว่า 40 ปีแม้ว่าโทษจำคุกนี้ลดมาจาก 87 ปีแล้วก็ตาม เพียงเพราะการแชร์คลิป และกรณีพอล แชมเบอร์ส นักวิชาการที่ถูกฟ้องและถอดจากมหาวิทยาลัย ฐานวิจารณ์กองทัพในเชิงวิชาการ ซึ่งสะท้อนการลิดรอนเสรีภาพทางปัญญาอย่างเป็นระบบ
เปรมนิยามปรากฏการณ์นี้ว่าเป็น ‘เผด็จการโดยการออกแบบ’ ตามแนวคิดของ เชลดอน โวลิน ที่เรียกว่า ‘ประชาธิปไตยกลับด้าน’ (inverted totalitarianism) โดยที่ระบอบการปกครองยังเป็นประชาธิปไตยในเชิงสถาบัน แต่เนื้อหาภายในกลับถูกควบคุมโดยอำนาจที่ไม่ได้มาจากประชาชน ทำให้สังคมขาดพื้นที่ถกเถียงและแสดงออกอย่างเสรี
เปรมยังได้ทิ้งประเด็นท้าทายในแง่มุมระหว่างประเทศไว้ด้วยว่า ในขณะที่ประชาคมโลกยังคงนิ่งเฉยด้วยเหตุผลเชิงยุทธศาสตร์ที่การเมืองระหว่างประเทศขับเคลื่อนด้วยผลประโยชน์มากกว่าหลักการในสภาวะที่ไทยยังคงมีความสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์ของภูมิภาคนี้ ทำให้เกิดคำถามว่า สังคมไทยจะสามารถทวงคืนหลักการประชาธิปไตยที่ถูกบั่นทอนมานับตั้งแต่ปี 2557 ได้หรือไม่ และหากทำไม่ได้ ระบอบทหารถาวรที่ถูกออกแบบไว้ในรัฐธรรมนูญและการใช้อำนาจเหนือกลไกรัฐเช่นนี้อาจกลายเป็นความเสี่ยงที่อาจทำให้การใช้อำนาจแบเผด็จการกลายเป็นเรื่องปกติ
