Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

112 Watch เผยแพร่บทความของ Prem Singh Gill นักวิชาการเยือน ณ มหาวิทยาลัย Muhammadiyah Yogyakarta ประเทศอินโดนีเซีย และมหาวิทยาลัยของรัฐหลายแห่งในประเทศไทย เรื่อง ‘เกราะศักดิ์สิทธิ์แห่งสยาม : ปกป้องหรือพิษภัย? (Thailand's Sacred Shield: Protection or Poison?) โดยเขาขี้ว่ากฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในประเทศไทยไม่ใช่เครื่องมือปกป้องอำนาจของสถาบันกษัตริย์ หากแต่เป็นการจุดชนวนกลไกภูมิคุ้มกันทำร้ายตนเองทางรัฐธรรมนูญ เปลี่ยนการ ‘ปกป้อง’ ทางกฎหมายให้กลายเป็นการทำลายสังคมที่กฎหมายเหล่านั้นอ้างว่าปกป้อง

เขายังระบุด้วยว่า ความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับผู้คนจากกลไกทางกฎหมายนี้ไม่อาจมองข้ามได้ มีชีวิตมากมายที่ต้องพังทลายหรือสิ้นสุดลง นำไปสู่การเรียกร้องให้มีการพิจารณาการปฏิรูปกฎหมายอย่างจริงจัง หรืออย่างน้อยที่สุด การเปิดพื้นที่ในสถาบันการศึกษาได้มีการถกเถียงวิพากษ์อย่างเสรี หากเราต้องการรักษาความเป็นปึกแผ่นของสังคมและความชอบธรรมของสถาบันฯ ไว้ การแบ่งแยกระหว่างกลุ่มอนุรักษนิยมฝ่ายขวากับกลุ่มผู้เรียกร้องประชาธิปไตยยังคงดำรงอยู่มาหลายทศวรรษ ก่อให้เกิดผู้ลี้ภัยทางการเมืองจำนวนมาก และดึงดูดความสนใจจากองค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ นั่นคือสิ่งที่เป็นภัยต่อสถานะของประเทศไทยในเวทีโลก และสร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวที่กัดกร่อนความไว้วางใจในสังคม

เปรมใช้กรอบแนวคิดใหม่ในการวิเคราะห์ โดยเทียบระบบของรัฐเป็นร่างกายการเมือง และมี ‘ภูมิคุ้มกัน’ ต่างๆ (เช่น ม.112) แนวคิดนี้มาจาก Roberto Esposito แล้วนำมาขยายเพื่อวิเคราะห์การใช้มาตรา 112 ที่กลายเป็นภูมิคุ้มกันทำร้ายตัวเอง

กรอบแนวคิดเรื่อง ‘ภูมิคุ้มกัน–ภูมิคุ้มกันทำร้ายตนเอง’ นี้ ผู้เขียนระบุว่า ได้ก้าวข้ามเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์ที่ซ้ำซากเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านจากอำนาจศักดิ์สิทธิ์สู่ประชาธิปไตยที่ไม่สมบูรณ์ กรณีของประเทศไทยต้องการเครื่องมือทางทฤษฎีใหม่ เพราะที่จริงแล้วมันไม่ได้สะท้อนความล้มเหลวหรือความไม่สมบูรณ์ของความเป็นสมัยใหม่ หากแต่เป็นชีววิทยารัฐธรรมนูญ ที่ซึ่ง ‘แอนติบอดีทางกฎหมาย’ (เช่น มาตรา 112) พัฒนาคุณสมบัติล้นเกินและหันมาทำลาย ‘เนื้อเยื่อพลเมือง’ ที่มันจะต้องปกป้องเสียเอง แนวคิดดั้งเดิมเรื่อง ‘ธรรมราชา’ ไม่ได้เพียงแค่หลอมรวมอย่างน่าอึดอัดกับรัฐธรรมนูญแบบยุโรปเท่านั้น แต่มันได้กลายพันธุ์ในระดับโมเลกุล จนเกิดสิ่งที่เรียกว่า ‘กลุ่มอาการภูมิคุ้มกันทางกฎหมายเกินขนาด’ ก่อให้เกิด ‘แอนติบอดีทางสังคม’ เช่น ขบวนการต่อต้าน การวิพากษ์จากนานาชาติ และการอพยพของปัญญาชน ซึ่งท้ายที่สุดแล้วล้วนเป็นภัยต่อความชอบธรรมของสถาบันกษัตริย์

นอกจากนี้เปรมยังอภิปรายขยายความแนวคิดและข้อเสนอของเขาไว้ดังต่อไปนี้

เกราะทางกฎหมายกลายเป็นยาพิษแห่งรัฐธรรมนูญได้อย่างไร?

เปรมระบุว่า จะวางกรอบที่ท้าทายลึกไปกว่าการวิเคราะห์วิกฤติรัฐธรรมนูญของไทยในแบบดั้งเดิม โดยใช้กรอบแนวคิดใหม่ นั่นคือ สถาบันกษัตริย์ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นแค่ ‘ข้อยกเว้นอธิปไตย’ ตามที่ Agamben กล่าวไว้ แต่ยังเป็นความย้อนแย้งทางภูมิคุ้มกันภายในร่างกายการเมือง แนวคิดนี้นำมาจาก ‘กรอบภูมิคุ้มกัน’ ที่เอามาขยายออกไปเพื่อวิเคราะห์ปรากฏการณ์ที่ไม่เคยได้รับการวิเคราะห์มาก่อนเกี่ยวกับกลไกการป้องกัน (เช่น มาตรา 112) ซึ่งกระตุ้นปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันในร่างสังคมที่มันตั้งใจจะคุ้มครอง ตำแหน่งแห่งที่ของสถาบันกษัตริย์จึงไม่ได้เป็นเพียงข้อยกเว้นต่อระเบียบทางกฎหมาย แต่เป็นตัวการของความสับสนทางภูมิคุ้มกันภายในโครงสร้างรัฐธรรมนูญของไทย กรณีของไทยมีความโดดเด่นในแง่ที่ข้อยกเว้นนี้ได้รับการประมวลไว้ในมาตรา 112 ซึ่งสร้างสิ่งที่อาจเรียกว่า "เกราะคุ้มกันอันศักดิ์สิทธิ์ในทางตุลาการ" (judicial halo) รอบสถาบันกษัตริย์ ทำให้ไม่สามารถแตะต้องผ่านวิธีการประชาธิปไตยปกติ

ข้อแบ่งแยกระหว่าง ‘อำนาจ’ กับ ‘ความรุนแรง’ ของฮันนาห์ อาเรนท์ มอบมุมมองที่ลึกซึ้งให้แก่บริบทนี้ ในกรอบความคิดของอาเรนต์ อำนาจเกิดจากการกระทำร่วมกันและความยินยอมของประชาชน ขณะที่ความรุนแรงสะท้อนถึงการล่มสลายของอำนาจที่ชอบธรรม กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของไทยเป็นตัวอย่างชัดเจนของความแตกต่างนี้—แทนที่จะเสริมสร้างอำนาจที่แท้จริงผ่านความยินยอมของประชาชน กลับอาศัยการคุกคามด้วยความรุนแรงในการธำรงไว้ซึ่งอำนาจ ความกลับตาลปัตรนี้ทำให้ความเคารพอย่างแท้จริงกลายเป็นเพียงการยอมจำนนโดยถูกบังคับ และท้ายที่สุดก็ทำลายสถาบันที่กฎหมายนี้ตั้งใจจะปกป้องเสียเอง

นักปรัชญาอัตถิภาวนิยมอย่าง อัลแบร์ กามูอาจนิยามสถานการณ์ของประเทศไทยว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของ ‘ความไร้สาระร่วม’—ประชาชนมีส่วนร่วมในพิธีกรรมแห่งความเคารพ ในขณะที่ตระหนักถึงความขัดแย้งภายในระบบประชาธิปไตยซึ่งมีบางหัวข้อที่ถูกกันไม่ให้รื้อพิจารณาอย่างเป็นประชาธิปไตย สถานการณ์นี้ก่อให้เกิดเงื่อนไขทางสังคมคล้ายกับสิ่งที่ ฌอง-ปอล ซาร์ตร์ เรียกว่า ‘ความไม่จริงใจต่อตนเอง’ (bad faith) ที่ทั้งปัจเจกบุคคลและสถาบันต่างดำรงอยู่กับจุดยืนที่ขัดแย้งกันเองโดยไม่ยอมรับแรงตึงเครียดพื้นฐานนั้นอย่างตรงไปตรงมา

สถาบันกับมายาคติแห่งความจงรักภักดีโดยปราศจากเสรีภาพ

หากมองในเชิงเปรียบเทียบ การเปลี่ยนผ่านของสเปนจากระบอบเผด็จการภายใต้ฟรังโกสู่ระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ ถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ พระเจ้าฮวน คาร์ลอส ทรงวางพระองค์เองไว้ในฐานะผู้พิทักษ์กระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตย ไม่ใช่อุปสรรคต่อมัน ส่งผลให้ราชวงศ์สามารถดำรงอยู่ต่อไปได้ด้วยการละทิ้งอภิสิทธิ์เด็ดขาดและได้รับการสนับสนุนจากสาธารณชน สถาบันกษัตริย์ของสเปนยังคงได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย แต่ภายใต้ขอบเขตที่เหมาะสมและสอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตย สมดุลที่ละเอียดอ่อนนี้แม้จะเผชิญความท้าทาย โดยเฉพาะในช่วงวิกฤติการแยกตัวของแคว้นกาตาลุญญา แต่ก็ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งที่ไม่อาจประนีประนอมภายในระเบียบรัฐธรรมนูญของสเปนได้

ส่วนแนวทางการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์แบบค่อยเป็นค่อยไปของสวีเดน แสดงให้เห็นว่าสถาบันดั้งเดิมสามารถปรับตัวเข้ากับคุณค่าของประชาธิปไตยได้โดยไม่จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง สถาบันกษัตริย์สวีเดนได้ทยอยลดบทบาททางการเมืองลงอย่างต่อเนื่องตลอดศตวรรษที่ 20 ขณะเดียวกันก็ยังคงไว้ซึ่งความหมายทางวัฒนธรรมที่สำคัญ ประเด็นสำคัญคือ กฎหมายของสวีเดนเปิดให้มีการอภิปรายและวิพากษ์วิจารณ์เรื่องของราชวงศ์ได้อย่างเสรี โดยตระหนักว่าการถกเถียงในสังคมประชาธิปไตยจำเป็นต้องมีเสรีภาพในการตั้งคำถามต่อทุกสถาบัน แม้จะเป็นสถาบันที่ได้รับการเคารพบูชาก็ตาม แนวทางนี้กลับกลายเป็นการเสริมสร้างสถานะของสถาบันกษัตริย์ให้แข็งแกร่งขึ้น ด้วยการทำให้มันสอดคล้องกับค่านิยมของประชาธิปไตยยุคใหม่ แทนที่จะตั้งอยู่ในฐานะที่ขัดแย้งกับค่านิยมเหล่านั้น

ประเทศญี่ปุ่นก็เป็นอีกกรณีศึกษาที่ดี หลังสงครามโลกครั้งที่สอง สถาบันจักรพรรดิญี่ปุ่นได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง โดยละทิ้งสถานะความเป็นเทพ และเหลือไว้เพียงบทบาทเชิงพิธีการ การเปลี่ยนแปลงครั้งนั้น แม้จะเกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขของการยึดครอง แต่ได้ค่อย ๆ พัฒนาไปสู่ระบบที่มั่นคง ซึ่งองค์จักรพรรดิทำหน้าที่เป็น ‘สัญลักษณ์ของรัฐ’ มิใช่ผู้มีอำนาจทางการเมืองโดยตรง ประชาชนญี่ปุ่นสามารถอภิปรายและแม้แต่ตั้งคำถามหรือวิจารณ์สถาบันจักรพรรดิได้โดยไม่ต้องกลัวผลทางกฎหมาย ซึ่งเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับบริบทของประเทศไทยอย่างชัดเจน

ตัวอย่างเปรียบเทียบเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าสถาบันกษัตริย์ไม่จำเป็นต้องเป็นฝ่ายตรงข้ามกับพัฒนาการประชาธิปไตย ซึ่งขึ้นอยู่กับว่า สถาบันนั้นเลือกจะวางตนเองไว้ในฐานะส่วนหนึ่งของโครงการประชาธิปไตยหรือเป็นข้อยกเว้นจากมัน เมื่อสถาบันยอมรับการเปลี่ยนผ่านสู่บทบาทเชิงสัญลักษณ์และบทบาทรวมศูนย์ทางวัฒนธรรมก็ยิ่งสามารถเสริมสร้างการสถาปนาประชาธิปไตยได้มากกว่าที่จะบ่อนทำลายมัน

แนวคิด ‘เหตุผลเชิงสื่อสาร’ (communicative rationality) ของนักปรัชญา เยอร์เก้น ฮาเบอร์มาส มอบมุมมองอีกประการหนึ่งต่อสถานการณ์ของไทย ฮาเบอร์มาสเสนอว่าการปกครองที่ชอบธรรมต้องตั้งอยู่บนพื้นที่การสื่อสารสาธารณะที่ไม่มีข้อจำกัด ซึ่ง ‘พลังของเหตุผลที่ดีกว่า’ จะมีชัยเหนืออำนาจหรือจารีต มาตรา 112 เป็นการละเมิดหลักการนี้อย่างรุนแรง เพราะทำให้สถาบันพ้นไปจากขอบเขตของการอภิปรายสาธารณะ จึงปิดกั้นไม่ให้เกิดการให้ความชอบธรรมผ่านกระบวนการถกเถียง ซึ่งเป็นหัวใจของระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม่

การวิเคราะห์เรื่องอำนาจของมิเชล ฟูร์โกต์ ที่มองอำนาจว่าเป็นสิ่งที่ ‘ผลิตสร้าง’ (productive) ไม่ใช่เพียง ‘ปราบปราม’ (repressive) ก็สามารถนำมาอธิบายสถานการณ์ของไทยได้เช่นกัน กฎหมายหมิ่นฯ ไม่เพียงห้ามการพูดบางประเภทเท่านั้น หากแต่ยังผลิตสร้างพลเมืองในแบบเฉพาะขึ้นมา นั่นคือ บุคคลที่รับเอาข้อจำกัดต่อจินตนาการและการแสดงออกทางการเมืองมาไว้ในตัวเองโดยสมัครใจ การสร้างพลเมืองผู้เซ็นเซอร์ตนเองนี้ เป็นรูปแบบหนึ่งของอำนาจชีวะการเมือง (biopower) ที่มีอิทธิพลในการกำหนดขอบเขตความเป็นไปได้ทางการเมืองของไทยลึกซึ้งยิ่งกว่าการบังคับด้วยกำลังเพียงอย่างเดียว

ปิดกั้นเสรีภาพวิชาการ สมองไหลปัญญาชนผลัดถิ่น

ผลกระทบต่อเสรีภาพทางวิชาการในประเทศไทยนั้นรุนแรงเป็นพิเศษ มหาวิทยาลัยทั่วโลกมีบทบาทสำคัญในฐานะพื้นที่สำหรับการตั้งคำถามอย่างมีวิจารณญาณและการพัฒนาจิตสำนึกของพลเมือง แต่เมื่อหัวข้อบางประเด็นถูกกำหนดให้อยู่นอกเหนือขอบเขตการศึกษาทางวิชาการ ระบบนิเวศทางปัญญาทั้งหมดก็จะเสียหาย นักวิชาการไทยที่ทำงานเกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์จำเป็นต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ หรือไม่ก็ต้องย้ายไปทำงานวิจัยในต่างประเทศ ส่งผลให้เกิดการ ‘พลัดถิ่นทางปัญญา’ (intellectual diaspora) ซึ่งพรากมุมมองอันมีค่าที่สุดบางประการออกไปจากสังคมไทย การอพยพของทุนทางความคิดนี้เป็นรูปแบบหนึ่งของ ‘สมองไหล’ (brain drain) ที่บั่นทอนศักยภาพของประเทศไทยในการทบทวนตนเองและดำเนินการปฏิรูป

ในระดับสากล บรรทัดฐานด้านสิทธิมนุษยชนได้ให้การยอมรับมากขึ้นว่าเสรีภาพในการแสดงออกครอบคลุมถึงสิทธิในการวิพากษ์วิจารณ์สถาบันของรัฐ รวมถึงสถาบันกษัตริย์ด้วย คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติได้มีจุดยืนอย่างต่อเนื่องว่ากฎหมายที่คุ้มครองประมุขแห่งรัฐจากการวิจารณ์นั้นไม่สอดคล้องกับพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ สถานะที่แปลกแยกของประเทศไทยในประเด็นนี้ทำให้ไทยกลายเป็นข้อยกเว้นจากฉันทามติระดับโลกที่กำลังพัฒนา และถูกจัดกลุ่มอยู่เคียงข้างกับระบอบที่ถูกยอมรับในวงกว้างว่าเป็นเผด็จการ มากกว่าจะเป็นประชาธิปไตย

ประเพณีทางปรัชญาของแนวคิดสาธารณรัฐพลเมือง (civic republicanism) ตั้งแต่ซิเซโรจนถึงนิโคโล มาเคียเวลลี และ Philip Pettit เน้นย้ำว่าเสรีภาพไม่ได้หมายถึงแค่การไม่ถูกรบกวน แต่ยังหมายถึงการไม่ถูกครอบงำ พลเมืองไม่ได้ไร้เสรีภาพเพียงเพราะถูกจำกัดการแสดงออกโดยตรงเท่านั้น แต่ยังอยู่ในสภาวะภายใต้การครอบงำของมาตรา 112 ด้วย เพราะพลเมืองต้องคอยประเมินตลอดเวลาว่าการแสดงออกทางการเมืองของพวกเขาจะขัดกับข้อห้ามที่คลุมเครือหรือไม่ ต้องอยู่ภายใต้ความเป็นไปได้ที่อาจถูกลงโทษตลอดเวลาแทนที่จะเป็นกฎที่ชัดเจนและคาดการณ์ได้

จากอาวุธทางกฎหมายสู่การยึดมั่นในประชาธิปไตย

การข้ามขีดจำกัดระหว่าง การกระทำเพราะหน้าที่ กับ การกระทำที่สอดคล้องกับหน้าที่ ตามแนวคิดของ Kant, กรอบคิดระเบียบภูมิคุ้มกัน-ภูมิคุ้มกันที่ทำร้ายตัวเอง แสดงให้เห็นว่าปัญหาของประเทศไทยต้องการการบำบัดด้วยระบบภูมิคุ้มกันในระดับรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่เพียงแค่การรักษาอาการ ‘ภูมิคุ้มกันล้นเกินทางตุลาการ’ (juridical hyperimmunity syndrome) ซึ่งทำงานผ่านสิ่งที่เรียกว่า ‘ความย้อนแย้งของการเคารพ-การบังคับ’ ปรากฏการณ์นี้ไม่เคยมีทฤษฎีมาก่อน มันทำให้เกิดเป็นความผิดปกติทางภูมิคุ้มกันในรัฐธรรมนูญที่กลไกป้องกันกลายเป็นภัยคุกคามหลักไปแทน สถานะของสถาบันกษัตริย์จึงไม่เพียงแค่ต้องการการปฏิรูปกฎหมายใหม่ แต่ต้องการการแทรกแซงทางภูมิคุ้มกันแบบครบวงจร นั่นคือ การเปิดให้สถาบันกษัตริย์ได้รับคำวิจารณ์อย่างระมัดระวังจากที่เคยถูกห้าม ซึ่งอาจจะทำให้สถาบันแข็งแกร่งขึ้นแทนที่จะอ่อนแอลง

การปฏิรูปการศึกษาเป็นส่วนสำคัญที่ไม่สามารถมองข้ามในการแก้ปัญหาที่ยั่งยืนได้ แทนที่จะถ่ายทอดเรื่องราวที่ไม่วิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ สถาบันการศึกษาควรส่งเสริมความเข้าใจที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับพัฒนาการทางรัฐธรรมนูญของประเทศไทย รวมถึงมุมมองเปรียบเทียบว่าอีกหลายราชอาณาจักรจัดการการเปลี่ยนผ่านสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตยอย่างไร การศึกษาเช่นนี้จะไม่ทำลายการเคารพประเพณี แต่จะช่วยให้เข้าใจในบริบทของพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ที่กว้างขึ้น

ประเทศไทยยืนอยู่ที่ทางแยกระหว่างวิสัยทัศน์ที่ขัดแย้งกันเกี่ยวกับอธิปไตย วิสัยทัศน์หนึ่งมองอำนาจสูงสุดไว้ในแหล่งที่มาของอำนาจที่เหนือกว่าการแข่งขันทางประชาธิปไตย ในขณะที่อีกวิสัยทัศน์หนึ่งยึดมั่นความชอบธรรมในอธิปไตยของประชาชนที่แสดงออกผ่านกระบวนการถกเถียงสาธารณะที่ต่อเนื่อง การจัดระเบียบรัฐธรรมนูญในปัจจุบันพยายามรักษาทั้งสองแนวทางพร้อมกัน ซึ่งสร้างความตึงเครียดที่ไม่สามารถแก้ไขได้ การเดินหน้าต่อไปไม่จำเป็นต้องละทิ้งสถาบันกษัตริย์ แต่ต้องมีการปรับทัศนคติใหม่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันกษัตริย์กับการปกครองระบอบประชาธิปไตย

นักปรัชญา ชาร์ลส เทย์เลอร์ กล่าวถึง ‘จินตนาการทางสังคม’—วิธีที่ผู้คนทั่วไปจินตนาการถึงการดำรงอยู่ทางสังคมของตนและวิธีที่พวกเขาเชื่อมโยงกับผู้อื่น ความท้าทายของประเทศไทยคือการเปลี่ยนแปลงจินตนาการทางสังคมที่ในปัจจุบันวางสถาบันกษัตริย์ให้อยู่เหนือการเมืองปกติไปสู่จินตนาการที่บูรณาการสถาบันดั้งเดิมเข้ากับกรอบประชาธิปไตย การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้เพียงแค่ผ่านการกำหนดทางกฎหมาย แต่ต้องอาศัยการพัฒนาทางวัฒนธรรมที่ได้รับการสนับสนุนจากการขยายพื้นที่สำหรับการถกเถียงสาธารณะ

ค้นหามุมมองที่แตกต่าง

ประสบการณ์ของประเทศไทยมีความหมายที่กว้างขวางกว่าทฤษฎีประชาธิปไตย มันท้าทายสมมติฐานเรียบง่ายเกี่ยวกับการพัฒนาประชาธิปไตยในลักษณะเส้นตรงและเน้นย้ำถึงการปฏิสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างแหล่งที่มาของความชอบธรรมแบบดั้งเดิมกับหลักการประชาธิปไตยสมัยใหม่ แทนที่จะมองสถานการณ์ของไทยเป็นเพียงแค่ ‘การประชาธิปไตยที่ไม่สมบูรณ์’ เราน่าจะเข้าใจมันได้ดีขึ้นว่าเป็นการเปิดเผยความตึงเครียดที่มีอยู่ในประชาธิปไตยเอง—ความตึงเครียดระหว่างอธิปไตยของประชาชนกับข้อจำกัดในรัฐธรรมนูญ ระหว่างการปกครองโดยเสียงข้างมากกับสิทธิที่ได้รับการคุ้มครอง ระหว่างการเปลี่ยนแปลงที่มีพลวัตรกับเสถียรภาพของสถาบัน

ความสำคัญที่ยาวนานของสถาบันกษัตริย์ในประเทศไทยบ่งชี้ว่า นักทฤษฎีประชาธิปไตยอาจได้ประโยชน์จากการมีส่วนร่วมในการศึกษาอย่างจริงจังเกี่ยวกับวิธีที่แหล่งอำนาจแบบดั้งเดิมสามารถเสริมสร้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยได้ แทนที่จะขัดแย้งกับมัน ในทางกลับกัน ผู้สนับสนุนสถาบันดั้งเดิมต้องยอมรับว่า ความยั่งยืนของสถาบันขึ้นอยู่กับการปรับตัวให้เข้ากับค่านิยมทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป มากกว่าการรักษาอภิสิทธิ์ทางประวัติศาสตร์อย่างตายตัว

วิกฤตการณ์รัฐธรรมนูญของประเทศไทยจึงไม่ใช่เพียงแค่ความท้าทายทางระดับชาติ แต่ยังเป็นความท้าทายทางปรัชญาที่มีความหมายในระดับโลก มันเชิญชวนให้เราจินตนาการถึงการจัดระเบียบทางการเมืองที่ให้เกียรติประเพณีที่แท้จริงพร้อมกับหลักการประชาธิปไตย—ไม่ใช่เป็นข้อกำหนดที่ขัดแย้งกัน แต่เป็นแหล่งที่สามารถเสริมสร้างการรวมกลุ่มทางสังคมและการปกครองที่ชอบธรรมได้ คำตอบไม่ได้อยู่ที่การเลือกระหว่างประเพณีกับประชาธิปไตย แต่คือการจินตนาการใหม่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของทั้งสองอย่าง


เรียบเรียงจาก https://112watch.org/thailands-sacred-shield-protection-or-poison/

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง