สปสช. ประชุมชี้แจงสภาวิชาชีพ “หน่วยบริการนวัตกรรม” ปรับแนวทางบริหารจัดการ “หน่วยบริการนวัตกรรม” ใช้ “ระบบโควตา” เริ่ม 12 ม.ค. 69 มุ่งคุมงบบริการให้ครอบคลุมทั้งปี พร้อมพัฒนาระบบเพื่อรองรับ ทั้งการเชื่อมต่อข้อมูล–ยืนยันตัวตน–คุมเบิกจ่ายด้วยระบบดิจิทัล ย้ำระหว่างนี้ไม่ปิดระบบบริการ ยังคงให้บริการดูแลประชาชนสิทธิบัตรทองได้
สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จัดการประชุมร่วมกับสภาวิชาชีพ ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา เพื่อชี้แจงแนวทางการปรับประสิทธิภาพการดำเนินงานของหน่วยบริการนวัตกรรม ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) ปีงบประมาณ 2569 โดยมีผู้แทนจากสภาวิชาชีพเข้าร่วม ประกอบด้วย ทันตแพทยสภา สภาการพยาบาล สภาเภสัชกรรม สภากายภาพบำบัด สภาเทคนิคการแพทย์ และสภาการแพทย์แผนไทย โดยมี นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เป็นประธานการประชุม
นพ.จเด็จ กล่าวว่า จากการให้บริการบัตรทองที่หน่วยบริการนวัตกรรม 30 บาทรักษาทุกที่ ที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่า ได้มีบทบาทสำคัญในการเพิ่มการเข้าถึงบริการสุขภาพให้กับประชาชน ซึ่งเป็นทางเลือกเสริม และต้องขอบคุณในความร่วมมือ ขณะเดียวกันยังได้ช่วยลดความแออัดผู้ป่วยนอกในโรงพยาบาล โดยปีงบประมาณ 2568 มีจำนวนการเข้ารับบริการที่หน่วยบริการนวัตกรรมมากกว่า 30 ล้านครั้ง หรือเป็นสัดส่วน 10% ของจำนวนการเข้ารับบริการในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
อย่างไรก็ดี เพื่อให้การบริการที่หน่วยบริการนวัตกรรมเป็นไปอย่างเหมาะสม รวมถึงสอดรับกับการเบิกจ่ายงบประมาณที่เป็นแบบปลายปิด สปสช. จึงมีความจำเป็นต้องปรับแนวทางการให้บริการ เพื่อให้เพียงพอต่อการดำเนินการในปีงบประมาณ 2569 นี้ พร้อมเตรียมที่จะเพิ่มบทบาทการขยายการดูแลที่ครอบคลุมไปยังผู้ป่วยโรค NCDS หรือโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่มีอาการคงที่ ซึ่งสามารถดูแลต่อเนื่องที่หน่วยบริการนวัตกรรมได้ นอกจากเพิ่มความสะดวกในการเข้ารับบริการให้กับผู้ป่วยแล้ว ยังได้รับการติดตามอาการอย่างต่อเนื่องด้วย
ด้าน ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เป็นผลสืบเนื่องจากการหารือร่วมกับสภาวิชาชีพ 2 ครั้งที่ผ่านมา เพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นและสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการบริหารงบประมาณแบบปลายปิด ให้สามารถครอบคลุมการให้บริการตลอดปีงบประมาณ โดยในปีงบประมาณ 2569 หน่วยบริการนวัตกรรมได้รับการจัดสรรงบประมาณ 2,790 ล้านบาท และมีการเบิกจ่ายแล้ว 2,052 ล้านบาท
พร้อมกันนี้ ยังได้หารือร่วมถึงแนวทางพัฒนาเครือข่ายบริการที่เชื่อมโยงระหว่างหน่วยบริการนวัตกรรมกับหน่วยบริการประจำ การเชื่อมโยงข้อมูลผู้ให้บริการกับสภาวิชาชีพ การยืนยันตัวตนผู้รับบริการด้วยระบบสแกนใบหน้า หรือ Face Recognition รวมถึงการปรับหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการให้บริการ ซึ่งจำเป็นต้องมีการสื่อสารทำความเข้าใจกับหน่วยบริการอย่างทั่วถึง โดยข้อเสนอทั้งหมดได้นำเสนอต่อคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2568 เพื่อพิจารณาดำเนินการ โดยเน้นย้ำให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนและหน่วยบริการน้อยที่สุด
“การให้บริการของหน่วยบริการนวัตกรรมตามแนวทางใหม่นี้ จะใช้ระบบโควตาการให้บริการรายสัปดาห์ โดย สปสช. จะกำหนดจำนวนครั้งการเข้ารับบริการที่หน่วยบริการสามารถให้บริการและเบิกจ่ายได้ในแต่ละสัปดาห์ ขณะที่ประชาชนจะใช้บริการจำนวนครั้งตามเงื่อนไขที่กำหนด เช่น หากเป็นอาการเจ็บป่วยเล็กน้อย รับบริการ 2 ครั้ง/คน/ปี เป็นต้น เพื่อให้การจัดบริการและการใช้งบประมาณเป็นไปอย่างเหมาะสม ครอบคลุมตลอดทั้งปีงบประมาณ และควบคู่กันนี้ สปสช. จะมีการพัฒนาระบบสนับสนุนต่างๆ อาทิ การยืนยันตัวตนด้วยระบบ Face Recognition การเชื่อมโยงข้อมูลบริการกับ Health Link หรือแอปพลิเคชันอื่น และการพัฒนาระบบตรวจสอบ (Audit) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการและความโปร่งใสในการเบิกจ่าย” รองเลขาธิการ สปสช. กล่าว
ทพ.อรรถพร กล่าวต่อว่า ขณะนี้การปรับแนวทางการให้บริการของหน่วยบริการนวัตกรรมอยู่ระหว่างการดำเนินการและเตรียมความพร้อมในทุกด้าน รวมถึงการออกประกาศที่เกี่ยวข้องเพื่อรองรับการดำเนินงาน โดยได้กำหนดเริ่มใช้ระบบใหม่ในวันจันทร์ที่ 12 มกราคม 2569 อย่างไรก็ตาม ในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ หน่วยบริการยังคงสามารถให้บริการประชาชนตามแนวทางเดิมได้ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการเข้ารับบริการของประชาชน ทั้งนี้ ข้อมูลสถานการณ์การขึ้นทะเบียนหน่วยบริการและการเบิกจ่ายในปีงบประมาณ 2569 (ณ วันที่ 15 กันยายน – 24 ธันวาคม 2568) พบว่ามีหน่วยบริการขึ้นทะเบียนรวม 16,001 แห่ง โดยมีหน่วยบริการที่มีการเบิกจ่าย 11,471 แห่ง
“การปรับแนวทางการดำเนินงานของหน่วยบริการนวัตกรรมครั้งนี้ สปสช. ให้ความสำคัญสูงสุดกับการคุ้มครองสิทธิของประชาชนและความต่อเนื่องในการให้บริการ โดยประชาชนผู้มีสิทธิบัตรทองยังสามารถเข้ารับบริการได้ตามปกติ และจะไม่ได้รับผลกระทบจากการปรับระบบดังกล่าว ขณะเดียวกัน ในวันนี้ (30 ธันวาคม 2568) สปสช. จะมีการประชุมชี้แจงกับหน่วยบริการเพื่อสื่อสารทำความเข้าใจกับหน่วยบริการอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน มีความชัดเจน โปร่งใส และเอื้อต่อการปฏิบัติงานจริง โดยการปรับระบบในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเสริมความเข้มแข็งของระบบบริการนวัตกรรมให้สามารถดูแลประชาชนได้อย่างมีคุณภาพและยั่งยืนในระยะยาว” รองเลขาธิการ สปสช. กล่าว
