5 ม.ค. 2569 หลังจากเกิดเหตุการณ์กองทัพสหรัฐฯ บุกเข้าไปจับกุมนิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลาถึงในคารากัส
ตรีเทพ ศรีสง่า นักศึกษาปริญญาเอก สาขารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยฟลอริด้า มีประสบการณ์การทำวิจัยเกี่ยวกับการเมืองเวเนซุเอลา โพสต์เล่าถึงที่มาของสถานการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศเวเนซุเอลา และประเมินสถานการณ์การเมืองหลังจากนี้ที่ดูแล้วอาจจะไม่จบง่ายราบรื่นอย่างที่ทรัมป์หวังจากเพียงแค่จัดการอุ้มตัวหัวของระบอบการเมืองที่มีอยู่มานานเกือบ 3 ทศวรรษแต่โครงสร้างของระบอบยังเหลืออยู่

ตรีเทพ ศรีสง่า
มาถึงจุดนี้ได้อย่างไร
เวเนซุเอลาเป็นประเทศที่ผลิตน้ำมันส่งออกมาตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 20 รัฐบาลเผด็จการสมัยนั้นก็ให้สัมปทานกับบรรษัทข้ามชาติเข้ามาสำรวจ ลงทุน แล้วก็ขุดเจาะ จนกระทั่งมีการเปลี่ยนผ่านมาสู่ประชาธิปไตยช่วง 1960 รัฐบาลเวเนซุเอลา มีเสถียรภาพมากขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นดาวของลาตินอเมริกาตลอดช่วงสงครามเย็น
ในขณะที่เพื่อนบ้านอย่างโคลอมเบียเจอปัญหาเหตุการณ์ไม่สงบทั้งจากกองโจรฝ่ายซ้าย แก๊งค้ายา กองกำลังติดอาวุธฝ่ายขวา หรือประเทศอย่างบราซิล เปรู อาร์เจนตินา เจอการรัฐประหารโดยกองทัพ เวเนซุเอลามีการเลือกตั้ง มีการเปลี่ยนรัฐบาลผ่านการเลือกตั้ง (แม้จะวนๆ ไปอยู่แค่สองพรรค เพราะเค้าทำข้อตกลงระหว่างกัน) แถมยังรับผู้ลี้ภัยสงครามจากเพื่อนบ้านมาอีก บ้างก็เป็นที่ไว้หนีภัยการเมืองจากประเทศที่มีรัฐบาลเผด็จการทหาร ชนชั้นกลางมีการศึกษา มีอันจะกินกันอย่างดี ถึงขนาดว่าคนที่รวยมากหน่อยก็บินไปออร์แลนโด้ ไปเที่ยวดิสนี่แลนด์ แล้วก็กลับ
ยิ่งในช่วงทศวรรษ 1970 ที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงมาก รัฐบาลก็ยิ่งมีเงินไปพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน ปัญหาการทุจริตก็สะสมอยู่เรื่อยๆ จนกระทั่งราคาน้ำมันเข้าสู่ช่วงขาลงอย่างรุนแรงราวๆ ทศวรรษ 80-90 ประกอบกับมีการขึ้นดอกเบี้ยกันทั่วโลกเพื่อลดปัญหาเงินเฟ้อ เวเนซุเอลา ก็เลยเจ๊ง ชนชั้นกลางที่เคยอยู่ดีกินดีจนลง จนมีการออกมาประท้วงเรื่องปัญหาการทุจริต บานปลายถึงขนาดมีการพยายามทำรัฐประหารล้มรัฐบาลเลยทีเดียว
ผู้นำการรัฐประหารที่ล้มเหลวนั้นคืออูโก้ ชาเวซ หลังพลาดท่าก็โดนเข้าคุก แต่ก็ได้รับอภัยโทษออกมา ต่อมาก็ตั้งพรรคแล้วก็ลงเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีช่วงปี 98 ซึ่งผลคือชนะถล่มทลาย ชาเวซมีนโยบายเรือธงคือการจะฉีกรัฐธรรมนูญฉบับเก่าทิ้งแล้วเขียนฉบับใหม่ขึ้นให้มีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น มีความเป็นสังคมนิยมมากขึ้น เมื่อชนะเลือกตั้งได้ ก็มีการจัดให้เลือกสมาชิกสภายกร่างฯ จนออกมาเป็นรัฐธรรมนูญฉบับ "แบบชาเวซ" (Chavista) แล้วก็เอาลงสู่ประชามติ ซึ่งด้วยคะแนนนิยมของชาเวซในหมู่คนยากคนจนและชนชั้นกลางตอนนั้น ก็ผ่านแบบไม่มีปัญหา แต่ปัญหาคือรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้อำนาจกับฝ่ายบริหารหรือรัฐบาล มากเกินไปเหนือฝ่ายอื่นๆ อย่างตุลาการและนิติบัญญัติ
ในปีต่อๆ มาที่ชาเวซเจอพลังฝ่ายค้านมากขึ้นและต้องการกระชับอำนาจมากขึ้น เพราะชาเวซเชื่อว่าจากผลเลือกตั้งถล่มทลายทั้งหลายประชาชนได้ให้อำนาจเขาสร้างประเทศชาติขึ้นใหม่ กำลังก่อการปฏิวัติทางสังคมที่ว่ากันว่าจะทำให้ประชาชนเท่าเทียม มีแต่พวกชนชั้นนำและสหรัฐฯ ที่ไม่ยอมให้เขาทำได้ ก็มีการแก้รัฐธรรมนูญและทำประชามติอีก ที่สุดโต่งที่สุดคือการแก้ให้รัฐธรรมนูญยกเลิกเพดานการจำกัดวาระของประธานาธิบดีกล่าวคือ จะลงเลือกตั้งกี่สมัยก็ได้ จะเป็นผู้นำกี่วาระก็ได้ ตราบใดก็ตามที่ชนะเลือกตั้ง
ชาเวซก็เลยเป็น ประธานาธิบดี มาจนถึงปี 2013 ระหว่างทางก็มีการตั้งให้พวกพ้องฝั่งตนเองเข้าไปนั่งในศาล แล้วใช้กฎหมายในการตัดสิทธิ์ไม่ให้ฝ่ายค้านตัวเป้ง ๆ ลงเลือกตั้งได้ บ้างก็โกงเลือกตั้งเห็น ๆ มีการออกนโยบายโครงการต่างๆ ที่มุ่งเน้นบรรเทาความยากจน (เช่นบ้านเอื้ออาทร หมอประจำชุมชน ฯลฯ) โดยใช้เงินจากการขายน้ำมันมาเป็นงบประมาณหลัก (ซึ่งก็ต้องไม่ลืมว่าคนจนเมืองและในชนบทมีอยู่จำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังจากที่รัฐบาลชุดก่อนๆ ชาเวซปรับใช้นโยบายรัดเข็มขัดช่วงยุค 90) แปลว่า ณ ขณะนี้ ชาเวซมีทั้งอาวุธจากฝั่งสถาบันทางการเมืองในรูปของสถาบันการเมืองและกฎหมาย มีกลุ่มที่ภักดีจากภายในพรรคสังคมนิยมที่ตนเองตั้งขึ้นมาและจากในกองทัพ (ต้องไม่ลืมว่าพื้นเพชาเวซเป็นคนจากกองทัพ คนชอบเรียกติดปากว่า "el coronel") แล้วก็มีฐานเสียงที่เหนียวแน่นสุดๆ เพราะประชาชนจำนวนมหาศาลช่วงนั้นเชื่อว่าตนลืมตาอ้าปากได้ก็เพราะชาเวซ
ครั้งหนึ่ง ฝ่ายอีลีทที่เกลียดชาเวซทั้งหลายเคยเกือบชนะด้วยการกวักมือเรียกกองทัพเข้ามารัฐประหารเมื่อปี 2002 ชาเวซโดนล้มจริง มีการจับกุมไป แล้วมีการเอาประธานหอการค้าฯ ขึ้นเป็น ประธานาธิบดี รักษาการแทน รัฐบาลสหรัฐฯ (บุชคนลูก) ตอนนั้นก็ออกมายอมรับพร้อมสนับสนุนการรัฐประหารครั้งนั้นทันที แต่หลังจากนั้นไม่นาน ประชาชนจำนวนมหาศาลออกมาประท้วงต่อต้านรัฐบาลรัฐประหาร เกิดการนองเลือดขึ้น จนกระทั่งว่าฝ่ายก่อการต้องยอมปล่อยตัวชาเวซกลับเข้ารับตำแหน่ง วันที่เกิดการก่อการ (11-12 เมษายน 2002) ทุกวันนี้ถือเป็น "Día del Pueblo Comunicador" หรือวันแห่งการรำลึกถึงประชาชนผู้พากันออกมาเรียกร้องให้ชาเวซกลับสู่ตำแหน่ง
อีกสิ่งหนึ่งที่ชาเวซ (และต่อมามาดูโร) ทำนอกจากมีเอาเงินจากการขายน้ำมันมาหนุนนโยบายกระจายรายได้ คือการยึดเอากิจการของเอกชนกลับมาเป็นของรัฐ (expropriation) ซึ่งก็มีตั้งแต่บริษัทผลิตกระดาษเช็ดก้นอย่าง Kimberly-Clark ไปจนถึงบริษัทผลิตน้ำมันอย่าง Petróleos de Venezuela (PDVSA) ซึ่งจริงๆ สร้างขึ้นเป็นรัฐวิสาหกิจคล้ายๆ ปตท ตั้งแต่ 1976 ช่วงที่ราคาน้ำมันสูง (เพราะปัญหาในตะวันออกกลาง) แต่พอถึงยุคชาเวซ เกิดปัญหาบอร์ดบริหารขัดใจชาเวซ มีการ strike ชาเวซจึงพูดออกทีวีไล่บอร์ดบริหารทั้งหมดออก แล้วส่งคนของตนเข้าไปนั่งเองทั้งหมด
เคราะห์ร้ายว่าชาเวซป่วยเป็นมะเร็งในอุ้งเชิงกราน เลยตายคาตำแหน่ง แต่ก่อนตายชาเวซชี้ให้ฐานเสียงตนลงคะแนนเสียงให้นิโกลัส มาดูโร หากตนตายแล้ว ฝ่ายค้านก็ส่งตัวจี๊ดมา (เอนริเก กาปริเลส) แต่สุดท้าย 2013 มาดูโรก็ชนะไปแบบเฉียดฉิวมาก หลังจากนี้เองที่เวเนซุเอลา ค่อยไหลลงคลอง
หลัง 2013 เป็นต้นมา ราคาน้ำมันจากที่เคยพีกช่วงชาเวซ กลับปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง เวเนซุเอลา ซึ่งมีรายได้กว่า 90% จากการส่งออกน้ำมันจึงเจอปัญหาเศรษฐกิจอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง รวมถึงประเด็นที่ว่าตั้งแต่ครึ่งหลัง ศตวรรษที่ 20 มาจนถึงชาเวซและมาดูโร รัฐบาลเวเนซุเอลา ไม่เคย diversify รายได้ตัวเองเลยและไม่เคยพัฒนาอุตสาหกรรมหรือเกษตรกรรมมากเท่าที่ควรเลย สาเหตุก็เพราะว่ารายได้ที่ได้จากการส่งออกน้ำมันสามารถนำมาซื้อของนำเข้าได้ง่ายๆ และรัฐก็สามารถควบคุมเพดานราคาสินค้าให้ต่ำกว่าราคาจริงเพื่อเอาใจคนยากคนจนได้
ดังนั้นเมื่อไม่มีเงินซื้อของเข้ามาให้คนจับจ่ายใช้สอย แต่มีการควบคุมราคาเช่นเดิม ปัญหาตลาดมืดและเงินเฟ้อจึงตามมาอย่างเลี่ยงไม่ได้ ส่งผลให้ช่วง 2016-2019 สถานการณ์เศรษฐกิจและการเมืองเวเนซุเอลา มืดมนมากเสียจนคนเป็นล้านๆ ต้องอพยพไปอยู่ตามประเทศเพื่อนบ้านบ้าง สหรัฐฯ บ้าง สเปนบ้าง
ขณะเดียวกันกับที่ เศรษฐกิจ แย่ลง รัฐบาลมาดูโรและพรรคสังคมนิยมก็ขยับตัวเป็นเผด็จการเต็มใบ เมื่อมีการประท้วงใหญ่ช่วงที่ เศรษฐกิจ แย่ๆ เงินเฟ้อทะลุหลักแสนเปอร์เซ็น รัฐบาลก็ใช้ความรุนแรงปราบปรามผู้ประท้วง ขณะเดียวกันพรรคสังคมนิยมกับมาดูโรก็ควบคุมกองทัพให้อยู่ใต้บัญชาผ่านหลายๆ วิธีการ เพื่อที่ว่าจะได้ไม่มีใครทำรัฐประหารล้ม นอกจากนี้ก็มีการแก้กฎหมายเลือกตั้งให้ตัวผู้นำและพรรคฝ่ายค้านหมดสิทธิ์ทางการเมือง ฉะนั้นการเลือกตั้งยังมีอยู่ จนปีที่แล้วก็ยังมี ฝ่ายค้าน (ที่ยังเหลือ) ก็ยังลงได้ และฝ่ายค้านที่นำโดยมาเรีย โกรินา มาชาโด และกอนซาเลส ก็อ้างว่าฝ่ายตนชนะ แต่กฎมันไม่ยุติธรรมเสียจนว่ายังไงๆ ฝ่ายพรรคสังคมนิยมและมาดูโรก็เป็นฝ่ายชนะอยู่วันยังค่ำ
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
สหรัฐฯ ทำอะไรไป? ทำไมต้องทำแบบนี้?
หลังประท้วงใหญ่และปัญหาเงินเฟ้อ ก็มีการดันคนที่ดูจะเอาเรื่องอย่าง Delcy Rodríguez ขึ้นมานั่ง รัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจบ้าง มีการปฏิรูประบบเศรษฐกิจ แบบที่เอาภาคเอกชนกลับเข้ามาร่วมงานด้วย สภาพการเมืองเวเนซุเอลา จึงอยู่แบบที่ทางรัฐศาสตร์เรียกว่า "stable dictatorship" มาสักพัก จนกระทั่งราวๆ 3-4 เดือนที่ผ่านมา ทรัมป์มีการส่งเรือรบไปในทะเลแคริบเบียน มีการระเบิดเรือเล็กๆ ที่ทรัมป์บอกว่าเป็นเรือลักลอบขนยาเสพติดอยู่หลายต่อหลายครั้ง จนงานวิเคราะห์หลายๆ ชิ้นบอกว่านี้ฉากหน้า จริงๆ นี้คือการเตรียมพร้อมบุกเวเนซุเอลา ต่างหาก ที่ชัดที่สุดคือมีการส่งเรือบรรทุกอากาศยานที่ใหญ่ที่สุดของทัพเรือ (USS Gerald Ford) เข้ามาในน่านน้ำใกล้ๆ เวเนซุเอลา
สุดท้ายก็เกิดการบุกจริง แต่เป็นการชิงเอาตัวมาดูโรและภรรยาไป หลายคนชอบวิเคราะห์ว่าสาเหตุที่แท้จริงเป็นการพยายามแย่งชิงน้ำมันของเวเนซุเอลา และทรัมป์เองก็พูดแบบนั้นใน press conference โดยทรัมป์บอกว่าสหรัฐฯ จะส่งทีมเข้าไปบริหารประเทศ แล้วก็จะส่งบริษัทอเมริกันเข้าไปจัดการกับอุตสาหกรรมน้ำมัน ไปเรียกเอาค่าเสียหายจากการถูกยึดกิจการน้ำมันคืน ซึ่งส่วนตัววิเคราะห์ว่ามีส่วนจริง แต่มันน่าจะไม่ใช่ภาพทั้งหมด
ปัจจัยเรื่องโหวตเตอร์ภายในสหรัฐฯ เองก็มีส่วนสำคัญมากๆ โดยเฉพาะกลุ่มลาติโน่และคนที่ไม่ซื้อเรื่องผู้อพยพ ทรัมป์ชนะรอบล่าสุดก็เพราะปลุกประเด็นเรื่องนี้ ทรัมป์เชื่อว่าถ้าคุมเวเนซุเอลาได้ จะส่งผู้อพยพเวเนซุเอลากลับไปได้ทั้งหมด ที่มากไปกว่านั้นก็มีไอเดียเรื่องการเชือดไก่ให้ลิงดูว่าสหรัฐฯ มีแสนยานุภาพทางทหารและ resolve ที่จะกลับมาเป็นเจ้าของเขตอิทธิพลของสหรัฐฯ ในทวีปอเมริกา (Western Hemisphere) แล้ว คนอื่นอย่าแตะ และ "คนหลังบ้าน" ที่เป็นหอกข้างแคร่อย่างคิวบาหรือโคลอมเบีย จงอย่าหือ
แล้วจะเป็นอย่างไรต่อจากนี้?
ทรัมป์บอกว่าสหรัฐฯ จะจัดทีมเข้าไปบริหารประเทศเอง เขาบอกว่าอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ อย่าง โจ ไบเดนทำสหรัฐฯ เละเทะ แต่ฉันยังทำกลับมาให้ยิ่งใหญ่ได้ ฉะนั้นกับเวเนซุเอลา ฉันก็ทำได้ แล้วจะเอาบริษัทอเมริกันเข้าไปผลิตน้ำมันด้วย
แต่พอนักข่าวถามต่อว่าจะทำยังไงกันแน่ในเชิงการเมือง มีกลไกอะไร ทั้งทรัมป์และมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศตอบไม่ได้ (หรืออาจจะไม่อยากตอบ) พอถามต่อว่าจะให้ฝ่ายค้านคนไหนขึ้นรักษาการณ์ไหม อย่างเช่นมาชาโดที่เพิ่งได้รางวัลโนเบลไป ทรัมป์บอกว่าไม่ควรเป็นมาชาโด เธอไม่ได้รับความเคารพในประเทศ ซึ่งก็พาให้นักข่าวเหวอกันไปหมด เพราะต่างก็คิดว่าทุกอย่างคือการปูทางมาให้มาชาโดแล้ว
ฉะนั้นในฝั่งสหรัฐฯ ก็ยังเป็นที่งง ๆ อยู่ว่า แล้วจะทำอย่างไรกับเวเนซุเอลา ที่บอกว่าตนจะเข้าไปบริหารเอง ที่ย้อนแย้งไปกว่านั้นคือ ฝ่ายทรัมป์ก็ยอมรับว่าคุยกับรอง ประธานาธิบดี เวเนซุเอลา คนปัจจุบันแล้วอย่าง เดลซี่ โรดริเกซ มือขวาของมาดูโร และบอกว่าเดลซีน่าจะเจรจาด้วยได้ แต่แค่เวลาไม่นาน ทั้ง 3 ตัวท็อปของรัฐบาลมาดูโร คือ เดลซี่, วลาดิมีร์ ปาดริโน โลเปซ, ดิโอสดาโด กาเบโย ก็ออกมาบอกว่าพวกตนยังไม่ได้ยอมรับอะไรใดๆ จากสหรัฐฯ และมาดูโรและพรรคสังคมนิยมยังคงเป็นฝ่ายที่กุมอำนาจอยู่เช่นเดิม
ดังนั้นหากมองที่การเมืองภายในของเวเนซุเอลา แล้ว ส่วนตัวคิดว่านี้ยังไม่ใช่การเปลี่ยนผ่านระบอบทันทีในลักษณะที่ว่าฝ่ายตรงข้ามมาดูโรจะได้เป็นรัฐบาล เพราะสิ่งที่เรียกว่า "state apparatus" หรือกลไกและสถาบันการเมืองของรัฐอย่างท่าเรือ กองทัพ ฯลฯ ยังคงอยู่ในมือของพรรคสังคมนิยม และฝ่ายนี้มีความยึดแน่นทางอุดมการณ์ที่เรียกว่า "Chavismo" (แบบชาเวซ) สูงมาก และหากทรัมป์จัดระลอกสองให้เวเนซุเอลา ในลักษณะว่าเป็นการเอาตัวท็อป 3 คนที่เหลือออก ส่วนตัวเราคิดว่าก็ไม่ได้จะทำให้การเปลี่ยนผ่านราบรื่นแบบในปานามา 1989 อย่างแน่นอน ถ้าเกิดการโจมตีเพื่อตัดหัวแบบนี้อีกครั้ง สิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นแทนคือกลุ่มพรรคสังคมนิยมที่เหลือและหัวรุนแรง อาจจะหยิบจับอาวุธแล้วเข้าป่าทำสงครามกองโจร ต้องไม่ลืมว่ากลุ่มกองโจรฝ่ายซ้าย ELN ของโคลอมเบียก็ยังมีการปฏิบัติการอยู่ตามชายแดนโคลอมเบีย-เวเนซุเอลา หากจะเข้าร่วมหรือขอความช่วยเหลือ ก็ไม่ได้เป็นการยากอะไร
สรุป
ฝ่ายประชาชนที่อพยพออกมาก็แสดงความยินดีที่มาดูโรโดนจับ ทรัมป์ยิ้มแฉ่งว่าตัวเอง "did the impossible" แต่ปฏิบัติการนี้มันเป็นแค่การตัดหัวออก แต่ตัวมันยังเดินได้ อาจจะไม่ได้ดีเท่าเดิม แต่มันไม่ได้เป็นอะไร ไม่ได้หายไปไหน รัฐบาลทรัมป์กำลังพยายามวางเดิมพันว่าการบุกจับมาดูโรนี้จะทำให้ลูกไล่ทั้งสามตัวท็อปนั้นยอมนั่งโต๊ะเจรจา เรามองว่าทรัมป์หวังว่าจะชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้ กับแกนนำเหล่านี้ แต่ก็ต้องจับตาดูกันต่อไปว่าพวกเขาจะยอมทรัมป์ทั้งหมดนั้นหรือไม่ โดยส่วนตัวแล้วคิดว่าไม่ if anything, ถ้าทั้งเดลซี่, วลาดิมีร์ และดิโอสดาโด รวมความเป็นเอกภาพภายในพรรคสังคมนิยมได้ผ่านการเน้นย้ำอุดมการณ์ Chavismo/Bolivarianism ระบอบก็อาจจะกลับมาแกร่งแบบเดิมก็ได้ และสุดท้ายสหรัฐฯ ก็อาจจะไม่ได้เปลี่ยนระบอบการเมืองเวเนซุเอลา ในเชิงลึกแบบที่ตนต้องการก็ได้
