เวเนซุเอลาถูกวิพากษ์วิจารณ์มาโดยตลอดว่าไม่เป็นประชาธิปไตย ละเมิดสิทธิมนุษยชน และผู้เห็นต่างทางการเมือง แต่อย่างไรก็ตาม ปฏิบัติการจับกุม ‘มาดูโร’ ผู้นำเวเนซุเอลาของสหรัฐฯ ดูเหมือนจะยังไม่ได้ทำให้เสรีภาพทางการเมืองในเวเนซุเอลาเปลี่ยนแปลงไปมากนัก
เมื่อนักโทษการเมืองยังอยู่ในเรือนจำ
6 ต.ค. ที่ผ่านมา มาเรีย คอรินา มาชาโด ผู้นำฝ่ายค้านของเวเนซุเอลา และผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ปล่อยตัวนักโทษการเมืองทั้งหมดทันที หลังจากที่นิโกลัส มาดูโร ถูกกองกำลังสหรัฐฯ จับตัวไปดำเนินคดีในข้อหายาเสพติด และประธานาธิบดีโดนัล เจ.ทรัมป์ ประกาศว่าจะเข้าไปบริหารเวเนซุเอลาชั่วคราว
'เวนเต เวเนซุเอลา' องค์กรเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยของมาชาโด เผยว่า "ผู้ที่กักขังนักโทษพลเรือน นักโทษทหาร และนักโทษการเมืองอย่างไม่เป็นธรรม ควรปล่อยตัวพวกเขาโดยทันที" สอดคล้องกับข้อเรียกร้องในแถลงการณ์ของสหภาพยุโรป เมื่อ 4 ม.ค.ที่ผ่านมา ทั้งนี้ กลุ่มสิทธิมนุษยชนคาดว่าในเวเนซุเอลา ยังคงมีผู้ถูกกักขังทางการเมืองอยู่ราว 863 คน
สถานการณ์เกี่ยวกับนักโทษการเมืองในเวเนซุเอลา เหมือนจะดีขึ้นเล็กน้อย หลังวันขึ้นปีใหม่ มีรายงานว่าประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร สั่งให้ปล่อยตัวนักโทษการเมืองจำนวน 87 ราย ระหว่างที่สหรัฐอเมริกายังคงปฏิบัติการกดดันเวเนซุเอลา ก่อนที่มาดูโรจะถูกจับกุม
การปล่อยตัวนักโทษการเมืองดังกล่าวเกิดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 ในรอบสัปดาห์ หลังจากที่เมื่อคริสตมาสต์ปีที่แล้ว (2568) ผู้นำเวเนซุลาปล่อยตัวนักโทษการเมือง 99 คน ความเคลื่อนไหวเหล่านี้ ผู้สังเกตการณ์มองว่าเป็นความพยายามของมาดูโรในการแสดงท่าทีสมานฉันท์มากขึ้น ภายใต้แรงกดดันจากสหรัฐฯ
นักโทษเหล่านี้ส่วนใหญ่ถูกจับกุมขณะเข้าร่วมประท้วงใหญ่ในปี 2567 เมื่อมาดูโรประกาศเป็นผู้ชนะเลือกตั้งเป็นสมัยที่ 3 เพื่อปกครองประเทศไปอีก 6 ปี ทั้งที่ผู้สังเกตการณ์เลือกตั้งยืนยันว่าชัยชนะตกเป็นของเอ็ดมุนโด กอนซาเลซ เออร์รูเทีย ซึ่งลงเลือกตั้งแทนมาชาโด หลังจากเธอถูกสั่งห้ามไม่ให้ลงเลือกตั้ง ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชนและนานาชาติว่ามีการทุจริตผลการเลือกตั้งอย่างรุนแรง
หลังจากที่ประธานาธิบดีมาดูโร ถูกจับกุม ยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ เพิ่มเติมเกี่ยวกับนักโทษการเมือง
ไม่เปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตย
หลังจากที่ประธานาธิบดีมาดูโร ถูกจับตัวไป ศาลสูงของเวเนซุเอลาก็ได้แต่งตั้งให้รองประธานาธิบดี เดลซี โรดริเกซ มือขวาของมาดูโร ทำหน้าที่รักษาการแทนประธานาธิบดี ขณะที่ผู้นำคนอื่นๆ ในรัฐบาลของมาดูโร ยังคงดำรงตำแหน่งเดิมตามปกติ ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากฝ่ายค้านและผู้เรียกร้องประชาธิปไตยในเวเนซุเอลา
ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่า มาเรีย คอรินา มาชาโด ผู้นำฝ่ายค้านของเวเนซุเอลา น่าจะขึ้นมาเป็นผู้นำประเทศได้ยาก เนื่องจากเธอไม่ได้รับการสนับสนุนจากภายในประเทศและความเคารพจากภายในประเทศ ด้านมาชาโด ระบุว่า เธอรู้สึกขอบคุณประธานาธิบดีทรัมป์ที่จับกุมมาดูโรด้วยความกล้าหาญ และยืนยันว่าเธอมีความพร้อมในการปกครองประเทศและรับใช้ประชาชน
มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวว่า สหรัฐฯ มีความเห็นใจขบวนการฝ่ายค้านในเวเนซุเอลา อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลานี้ สหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับประเด็นระยะสั้น คือการสร้างความมั่นคงในเวเนซุเอลา และยังไม่มีแผนที่จะสนับสนุนให้ฝ่ายค้านเข้ามาบริหารประเทศในอนาคตอันใกล้
เรื่องนี้สอดคล้องกับรายงานของวอลสตรีทเจอร์นัล ระบุว่า สำนักข่าวกรองกลางของสหรัฐฯ หรือซีไอเอ แนะนำไม่ให้ประธานาธิบดีทรัมป์มอบอำนาจการปกครองให้กับฝ่ายค้านที่มีอุดมการณ์ประชาธิปไตย เพราะรัฐบาลประชาธิปไตยจะเผชิญกับแรงกดดันจากกองทัพเวเนซุเอลา เครือข่ายยาเสพติด และคู่ปรับทางการเมืองที่ยังคงอยู่ในการควบคุมโดยพรรคพวกของประธานาธิบดีมาดูโร
แอลเอไทมส์ รายงานความเห็นของเจ้าหน้าที่คนหนึ่ง ระบุว่า รัฐบาลของประธานาธิบดีทรัมป์พยายามหลีกเลี่ยงความผิดพลาดอย่างร้ายแรงเมื่อครั้งที่รุกรานประเทศอิรัก ขณะนั้นรัฐบาลของประธานาธิบดีจอร์จ บุช ได้สั่งไม่ให้พรรคพวกของประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน เข้าร่วมในรัฐบาลชั่วคราว การตัดสินใจดังกล่าวซึ่งเรียกขานกันว่าเป็นการล้มล้างระบอบพรรคบาธ ส่งผลให้ผู้ควบคุมคลังแสงอาวุธในอิรักจัดตั้งกองกำลัง เพื่อต่อต้านปฏิบัติการของสหรัฐฯ ในเวลาต่อมา ความเห็นนี้สอดคล้องกับมุมมองของผู้เชี่ยวชาญบางส่วนที่เชื่อว่า แม้ประธานาธิบดีทรัมป์จะประกาศเข้าบริหารเวเนซุเอลาชั่วคราว แต่นี่ไม่ใช่ความพยายามในการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลเหมือนอย่างในอดีต
ขณะที่สหรัฐปฏิบัติการทางทหารเหล่านี้ โมนิกา ดัฟฟี ทอฟต์ ศาสตราจารย์ด้านการเมืองระหว่างประเทศ และผู้อำนวยการศูนย์การศึกษายุทธศาสตร์ วิทยาลัยเฟลตเชอร์ มหาวิทยาลัยทัฟส์ ออกมาเตือนว่า หลังสิ้นสุดสงครามเย็น การแทรกแซงด้วยกำลังทหารของสหรัฐอเมริกาได้เพิ่มความถี่มากขึ้น และถูกใช้เพื่อครอบงำการบริหารและกิจการความมั่นคงของประเทศที่ถูกแทรกแซงในระยะยาวมากขึ้น ภายใต้แนวโน้มนี้ก่อให้เกิดคำถามว่าสหรัฐฯ อาจทำผิดพลาดซ้ำรอยในเวเนซุเอลา เหมือนที่เคยทำในอัฟกานิสถาน อิรัก และลิเบีย หรือไม่
แม้อำนาจทางทหารอาจโค่นล้มผู้นำเผด็จการได้ แต่ไม่สามารถสถาปนาความชอบธรรมในการปกครองได้ หากสหรัฐอเมริกาเข้ามาบริหารเวเนซุเอลาจริง ก็จะต้องเข้ามารับผิดชอบต่อความล้มเหลวและวิกฤติสังคมที่เป็นผลพวงมาจากระบอบเผด็จการในเวเนซุเอลา ก่อนหน้านี้มีรายงานว่าการโค่นล้มประธานาธิบดีมาดูโรอาจนำไปสู่ปัญหาความรุนแรง ความไร้เสถียรภาพทางการเมือง และสงครามจรยุทธ์อีกด้วย
นักข่าวถูกจับกุม
ในการประชุมนัดแรกของฝ่ายนิติบัญญัติเวเนซุเอลา นับตั้งแต่การบุกโจมตีของสหรัฐฯ เดลซี โรดริเกซ อดีตรองประธานาธิบดีของมาดูโร ได้เข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีรักษาการของเวเนซุเอลา ขณะที่สมาชิกรัฐสภาประณามการจับกุมนายมาดูโร และเรียกร้องให้ส่งตัวเขากลับประเทศ
ในเหตุการณ์ดังกล่าว ทางการเวเนซุเอลาได้จับกุมผู้สื่อข่าวอย่างน้อย 14 คน ขณะกำลังปฏิบัติงานในบริเวณอาคารรัฐสภาในกรุงการากัส เนื่องจากผู้สื่อข่าวที่อยู่ในอาคารรัฐสภาได้รับคำสั่งห้ามบันทึกภาพ ถ่ายภาพ หรือถ่ายทอดสดการประชุม
ผู้ถูกควบคุมตัวส่วนใหญ่เป็นพนักงานของสำนักข่าวต่างประเทศ และอย่างน้อยหนึ่งคนทำงานให้กับสถานีโทรทัศน์ของเวเนซุเอลา
แถลงการณ์ของสหภาพฯ ระบุว่า ในช่วงหนึ่ง เจ้าหน้าที่ข่าวกรองทางทหารได้เข้าหาผู้สื่อข่าว 3 คน และควบคุมตัวพวกเขาออกไป บุคคลที่มีข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์ให้ข้อมูลกับหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ว่า ในจำนวนนี้ ช่างภาพและช่างวิดีโอรวม 2 รายทำงานให้กับสำนักข่าวเอพี
ทางการได้ตรวจค้นอุปกรณ์ทำงาน โทรศัพท์มือถือ รวมถึงโพสต์รวมถึงข้อความในโซเชียลมีเดียของผู้สื่อข่าว
“การกระทำลักษณะนี้ไม่เพียงละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวและการคุ้มครองแหล่งข่าวเท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของการทำให้การทำงานของสื่อมวลชนกลายเป็นอาชญากรรมด้วย” สหภาพฯ ระบุ
ภายในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวทั้ง 14 คนได้รับการปล่อยตัวทั้งหมด สหภาพฯ ระบุเพิ่มเติมว่ามีผู้สื่อข่าวอย่างน้อยหนึ่งคนถูกเนรเทศออกนอกประเทศ
นอกจากนี้ ยังมีกรณีที่ผู้สื่อข่าวชาวโคลอมเบีย 1 คน และชาวสเปน 1 คน ถูกควบคุมตัวบริเวณชายแดนเวเนซุเอลา-โคลอมเบีย โดยไม่สามารถติดต่อใครได้เป็นเวลาหลายชั่วโมง ก่อนจะถูกปล่อยตัวกลับไปยังโคลอมเบีย
สหภาพแรงงาน ระบุว่า เหตุการณ์ทั้งหมดเหล่านี้น่ากังวลอย่างยิ่ง และเรียกร้องให้รัฐบาลเวเนซุเอลาปล่อยตัวผู้สื่อข่าวอีก 23 คนที่ยังคงถูกควบคุมตัวอยู่ในประเทศด้วย
ขณะที่การปราบปรามของรัฐบาล การเซ็นเซอร์ และการจับกุมนักข่าวเพิ่มในช่วงหลังทำให้นักข่าวเวเนซุเอลาจำนวนมากต้องลี้ภัยออกนอกประเทศ ผู้สื่อข่าวต่างประเทศเผชิญข้อจำกัดในการทำงานในเวเนซุเอลามาโดยตลอด เนื่องจากมีสำนักข่าวเพียงไม่กี่แห่งที่ได้รับอนุญาตให้ขอวีซ่าเข้ามาทำงานในประเทศได้
การปราบปรามสื่ออย่างเป็นระบบระลอกล่าสุดเกิดขึ้นภายหลังการเลือกตั้งในเดือนกรกฎาคม 2567 รัฐบาลพยายามสร้างความหวาดกลัว ด้วยยการจับกุมและควบคุมตัวนักข่าวไว้เป็นเวลาหลายวันหรือหลายเดือนก่อนปล่อยตัว ขณะที่บางรายยังคงถูกควบคุมตัวอยู่ ไม่รวมความพยายามในการดำเนินคดีในข้อหาก่อการร้าย ยุยงปลุกปั่น สมคบคิด ฯลฯ
กลุ่มติดอาวุธลาดตระเวน ดูมือถือประชาชน
การปราบปรามไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ผู้สื่อข่าวเท่านั้น ผู้นำชุมชนคนหนึ่งในย่านเปตาเร กรุงการากัส ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีว่า มีชายคลุมหน้าติดอาวุธ เดินลาดตระเวน ตรวจดูข้อความมือถือของประชาชน
โฮเซ ชาวกรุงการากัสวัย 60 ปี กล่าวว่า ผู้คนไม่สามารถพูดถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างเสรี เนื่องจากมีการตรึงกำลังของตำรวจและทหารบนท้องถนนอย่างหนาแน่น นอกจากนี้ ยังกลุ่มชายคลุมหน้าซึ่งเป็นพลเรือนติดอาวุธที่สนับสนุนประธานาธิบดีมาดูโร
ดิออสดาโด กาเบโย รัฐมนตรีมหาดไทย ได้โพสต์ภาพตนเองถ่ายร่วมกับเจ้าหน้าที่ติดอาวุธราวกับต้องการส่งสัญญาณบางอย่าง การปรากฏตัวของกองกำลังเหล่านี้ตามชุมชนต่างๆ ได้สร้างความหวาดกลัวให้กับประชาชนที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอย่างมาก
หญิงหมอนวด วัย 33 ปีรายหนึ่ง ระบุว่ามีความหวาดกลัวอย่างมากตามท้องถนนและอาคารบ้านเรือน ขณะที่หญิงอีกรายหนึ่งเล่าว่า "มีทหารอยู่แทบทุกหัวมุม และมีกลุ่มพลเรือนติดอาวุธที่สนับสนุนรัฐบาล ซึ่งสร้างความหวาดกลัวให้กับประชาชน"
ฝ่ายค้านในเวเนซุเอลา ได้ประณามการปราบปรามผู้เห็นต่างที่วิพากษ์วิจารณ์ประธานาธิบดีมาดูโรมาโดยตลอด แม้การจับกุมประธานาธิบดีมาดูโรจะก่อให้เกิดการเฉลิมฉลองในหมู่ชาวเวเนซุเอลา แต่ภายในเวเนซุเอลาเองกลับไม่มีการแสดงความยินดีในที่สาธารณะ
ตามรายงานของ Freedom House องค์กรไม่แสวงหากำไรที่วัดระดับเสรีภาพของประเทศทั่วโลกระบุว่าเวเนซุเอลาเป็นประเทศ "ไม่เสรี" โดยในด้านสิทธิทางการเมืองได้คะแนน 0 จาก 40 คะแนนในปี 2568 และเป็นประเทศที่ไม่มีเสรีภาพสื่อมวลชนมานานกว่า 2 ทศวรรษ
