น่าสังเกตว่าจากยุครัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชาจนถึงวันนี้ เราพูดถึง “สิทธิประกันตัวนักโทษ 112” น้อยลงเรื่อยๆ จนกระทั่งไม่พูดถึงอีกเลย
ในมัยรัฐบาลประยุทธ์ ทั้งพรรคเพื่อไทยและก้าวไกล ต่างออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลประยุทธ์คืนสิทธิประกันตัว และในการเลือกตั้งปี 2566 ทั้งเพื่อไทยและก้าวไกล ต่างพูดถึงเรื่องนี้ในตอนหาเสียง กระทั่ง “อานนท์ นำภา” พูดในเวลานั้นว่า “ผมโคตรจะมีความหวังกับการเลือกตั้งครั้งนี้มากเลย” และในสมัยรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร พรรคประชาชนก็เรียกร้องให้รัฐบาลคืนสิทธิประกันตัว และนิรโทษกรรมคดี 112 ด้วย
ข้อเรียกร้องของพรรคประชาชน สอดรับกับแนวคิด “บันได 3 ขั้น” คือ “คืนสิทธิประกันตัว - นิรโทษกรรม – ปฏิรูปกฎหมาย” แต่น่าเศร้าที่ในการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคประชาชนไม่พูดเรื่องนี้แล้ว ผมเข้าใจข้อจำกัดในเรื่องที่ศาลรัฐธรรมนูญห้ามมี “นโยบายแก้ไข 112” ในการหาเสียง แต่ไม่ได้เท่ากับ “ห้ามแก้” โดยสิ้นเชิง และยิ่งไม่ได้ห้ามพูดถึงการคืนสิทธิประกันตัวและการนิรโทษกรรม 112 แต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม แทบทุกเวทีปราศรัยหาเสียงของพรรคประชาชน มักจะพูดในสาระสำคัญประมาณนี้เสมอๆ ว่า “พรรคอื่นๆ ต่างเคยเป็นรัฐบาลมาแล้ว เคยมีอำนาจ และมีโอกาสจะสร้างความเปลี่ยนแปลง แต่ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรเลย ดังนั้น พ่อแม่พี่น้องควรให้โอกาสพรรคประชาชนได้เป็นรัฐบาล เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เป็นจริง” แน่นอนว่า “การเปลี่ยนแปลง” ที่พูดหาเสียง ย่อมหมายถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจการเมือง และเศรษฐกิจของประเทศให้มีความเป็นประชาธิปไตย มีเสรีภาพ และความเท่าเทียมมากขึ้น
ดังนั้น คำถามที่เราควรถามกับพรรคประชาชนคือ ในเมื่อพรรคเองเคยเรียกร้องให้รัฐบาลประยุทธ์ และรัฐบาลแพทองธารคืนสิทธิประกันตัวแก่นักโทษ 112 มาก่อน ถ้าพรรคประชาชนได้เป็นรัฐบาลหลังการเลือกตั้งครั้งนี้จะดำเนินการคืนสิทธิประกันตัวแก่นักโทษ 112 เป็นเรื่องเร่งด่วนหรือไม่
ที่จริงเรื่องคืนสิทธิประกันตัว เราควรตั้งคำถามกับ “ทุกพรรคการเมือง” แต่พรรคอื่นๆ เหมือนจะถอยเรื่องนี้กันหมดแล้ว มีพรรคประชาชนอยู่พรรคเดียวที่ยังเน้นการหาเสียงเรื่องสร้างความเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการเมือง โดยเฉพาะแนวคิด “ไทยเท่ากัน” จะเป็นไปไม่ได้เลย ถ้าแม้แต่สิทธิประกันตัว ก็ไม่สามารถคืนให้แก่นักกิจกรรมทางการเมืองผู้อุทิศตนต่อสู้เพื่อเสรีภาพและความเสมอภาคได้
อย่างไรก็ตาม เหตุผลในการตั้งคำถามว่า “ถ้าพรรคประชาชนได้เป็นรัฐบาลจะดำเนินการคืนสิทธิประกันตัวแก่นักโทษ 112 เป็นเรื่องเร่งด่วนหรือไม่” ผมไม่ได้ตั้งคำถามจากเหตุผล “เชิงอุดมการณ์” แบบที่บางคนเข้าใจผิดๆ ว่าผมเร่งรัดหรือบีบพรรคการเมืองให้เสี่ยงกับการสร้างความก้าวหน้าในเรื่องเสรีภาพและประชาธิปไตย โดยไม่ดู “เวลา” ว่าเหมาะสมหรือไม่
แต่เหตุผลในการตั้งคำถามของผมคือ “ชีวิต” ซึ่งชีวิตไม่ควรมองเป็นเรื่องที่ต้องรอเวลา หรือถูกจัดลำดับความสำคัญไว้หลังเรื่องอื่นๆ ผมคิดว่าในหลายปีที่ผ่านมา เราเถียงกันเรื่องใครก้าวหน้า-ไม่ก้าวหน้ามากกว่ากันในเชิงความคิดหรืออุดมการณ์ ใครเป็นประชาธิปไตยมากกว่า ใครยึดหลักการมากกว่า ฯลฯ จนมองข้าม “ชีวิต” ของคนแบบอานนท์และคนอื่นๆ ที่อยู่ในคุกอย่างน่าเศร้า
พูดอย่างถึงที่สุด เวลาเรามองไปที่คนแบบอานนท์และเพื่อนๆ ที่อยู่ในคุก เราเคยเห็น “ชีวิต” ของพวกเขาไหม บางทีเราอาจไม่เคยมองเห็นชีวิตของพวกเขาอย่างตรงไปตรงมาเลยด้วยซ้ำ ฝ่ายที่สนับสนุนการต่อสู้ของคนแบบอานนท์ ก็อาจเห็นและชื่นชมอุดมการณ์ ความเสียสละ ความกล้าหาญ หรือวีรกรรมของเขา ซึ่งการชื่นชมยกย่องหรือให้เกียรตินั้นดี แต่ชีวิตของพวกเขาที่ผ่านไปแต่วันๆ เป็นแบบไหน ภรรยา ลูกๆ ครอบครัวพวกเขาเป็นอย่างไร อาจไม่มีใครรับรู้ หรือสนใจที่จะรู้
ขณะที่ฝ่ายต่อต้านการต่อสู้ของคนแบบอานนท์และเพื่อนๆ ก็หัวเราะเยาะเย้ยหยันราวกับว่าพวกเขาไม่มีความเป็นคน คนกลางๆ ก็มองแบบผู้ฉลาดมากกว่าว่าการต่อสู้แบบนั้ช่างโง่เขลา เหมือนเอาหัววิ่งชนกำแพง ซึ่งนี่ย่อมไม่ใช่ “เป็นกลาง” แต่เป็นการเพิกเฉยต่อความอยุติธรรม และเย้ยเยาะเพื่อมนุษย์ผู้แบกรับความอยุติธรรมอยู่ในที
ในสภาวะที่ผู้คนในสังคมถกเถียงกันแต่เรื่อง “คุณค่านามธรรม” จนคุณค่าเหล่านั้นบดบัง “ชีวิต” ตามเป็นจริง แม้แต่คนที่ถูกยกย่องว่าสู้เพื่ออุดมการณ์ ก็ย่อมไม่แม้แต่จะแสดงความอ่อนแอ ความสูญเสีย และความเจ็บปวดใดๆ ให้คนทั่วไปเห็น เพราะคนที่ถูกมองว่าเป็น “บุคคลแห่งอุดมการณ์” ก็ย่อมถูกคาดหวังให้มีภาพลักษณ์ของผู้กล้าหาญ แข็งแกร่ง สง่างาม ไม่ปริปากถึงความเจ็บปวด และความสูญเสียใดๆ ของตนเองและครอบครัว ไม่ใช่เพราะว่าพวกเขาไม่อ่อนแอ ไม่สูญเสีย ไม่เจ็บปวด แต่เพราะโลกที่เป็นจริงโหดร้ายเกินกว่าที่พวกเขาจะรับไหว โลกที่เป็นจริงไม่เคยเข้าใจและโอบรับความเจ็บปวดของคนแบบพวกเขา อีกทั้งไม่ใช่แต่เผด็จการอำมหิตเลือดเย็นเท่านั้นที่จะสะใจทและลุแก่อำนาจสะดวกดายมากขึ้น แม้แต่คนทั่วไปก็ดูเหมือนพร้อมจะซ้ำเติมเย้ยหยันมากกว่าที่จะเห็นอกเห็นใจ
แล้วสิ่งที่เรียกว่า “การเมืองแห่งความหวัง” จะมีความหมายอะไร หากเป็นการเมืองที่มองข้าม “ชีวิตตามเป็นจริง” ของนักโทษทางความคิด เป็นการเมืองที่พูดถึงแต่อุดมการณ์นามธรรม การเปลี่ยนแปลงประเทศ ความเท่าเทียม ความไม่เทา ความดีงาม หรือความเจริญรุ่งเรืองใดๆ พูดอย่างถึงที่สุดแล้วการเมืองแบบนี้มองเห็น “ชีวิต” ของผู้คนที่ปากกัดตีนถีบหาเช้ากินค่ำดิ้นรนเอาชีวิตรอดวันต่อวันอย่าง “ใส่ใจ” จริงจังหรือไม่
เมื่อเราไปศาลในช่วงเวลาพิจารณาคดี 112 หรือตัดสินคดี 112 หรือเราติดตามข่าวนักโทษ 112 ถูกศาลฎีกาตัดสินจำคุก 49 ปี เราแทบจะมองไม่เห็น “ชีวิต” เลย เห็นแต่ “ความถูก ความผิด” จากการที่อุดมการณ์ทางการเมืองสองขั้วปะทะขัดแย้งกันผ่านกฎหมาย และอำนาจศาล
แต่ชีวิตที่ถูกใส่ตรวนเท้าที่เราเห็นในศาลนั้น ผ่านความทุกข์แต่ละวันมาได้อย่างไร สูญเสียโอกาส การงาน รายได้ยังชีพไปมากมายเพียงใด เด็กตัวเล็กๆ ที่เริ่มหัดเดินในศาลจนวิ่งเล่นในศาลได้ ผ่านชีวิตแต่ละวันที่ขาดพ่อมาได้อย่างไร ครอบครัวต้องแบกรับปัญหาอะไรบ้าง ฯลฯ จะมีใครสักคนในโลกของความเป็นจริงที่โหดร้ายนี้สังเกตเห็นชีวิตตามที่เป็นชีวิตจริงๆ
ถ้าเรามองเห็น “ชีวิต” ของนักโทษทางความคิด เราก็จะเข้าใจได้ว่าการคืนสิทธิประกันตัวไม่ใช่เพียงการให้ “สิ่งนามธรรม” ที่เรียกกันว่า “เสรีภาพ” หรือ “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” เป็นต้น แต่มันคือ “การคืนชีวิตเป็นๆ” ด้วยการปลดเปลื้องโซ่ตรวนออกจากชีวิตของคนที่ไม่ควรเป็นนักโทษแต่แรก เพื่อให้เขากลับมามีชีวิตในสายสัมพันธ์ปกติของครอบครัว ให้เขามีชีวิตที่มีโอกาสในการศึกษา การทำงาน การต่อสู้เพื่อความสุขสำหรับตนเองและคนที่เขารักได้ตามปกติ เช่นเดียวกับเราทุกคน
ดังนั้น การเมืองแห่งความหวัง การเมืองแห่งความเปลี่ยนแปลง จะไม่มีความหมายอะไรเลย หากไม่แม้แต่จะ “คืนชีวิต” แก่นักโทษทางความคิดที่ต่อสู้เพื่อเราทุกคนได้จริง
คำถามที่ว่าถ้าพรรคประชาชนได้เป็นรัฐบาลจะเร่งดำเนินการคืนสิทธิประกันตัวแก่นักโทษทางความคิดหรือไม่ จึงเป็นคำถามที่จำเป็นต้องถาม เพื่อปลดโซ่ตรวนให้กับคนที่สู้เพื่อพวกเราได้มีชีวิตเป็นปกติเหมือนเราทุกคน!
