วันที่ 15 ก.ย. 68 ตัวแทนเครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคมที่ทำงานด้านเด็ก เยาวชน และชุมชนเมือง 75 องค์กร เข้ายื่นจดหมายเปิดผนึกถึงประธานศาลฎีกาเพื่อขอให้พิจารณาอนุญาตให้ประกันตัว “ตัน” สุรนาถ แป้นประเสริฐ และจำเลยอีกสี่ราย ซึ่งถูกคุมขังในคดีมาตรา 110 จากเหตุถูกกล่าวหาว่าขวางขบวนเสด็จระหว่างการชุมนุม #ม็อบ14ตุลา ปี 63


หนังสือฉบับดังกล่าวระบุว่าตามรัฐธรรมนูญ สิทธิและเสรีภาพในกระบวนการยุติธรรมได้รับการรับรองไว้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะสิทธิในการได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์ และสิทธิในการประกันตัว เนื่องจากสุรนาถยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่ามีความผิด จึงต้องได้รับการปฏิบัติในฐานะผู้บริสุทธิ์ และการควบคุมตัวในเรือนจำเท่ากับเป็นการลงโทษก่อนการมีคำตัดสิน ซึ่งไม่สอดคล้องกับหลักการพื้นฐานของกฎหมายและสิทธิมนุษยชน การให้สิทธิประกันตัวในกรณีนี้จึงเป็นการคุ้มครองสิทธิ ไม่ใช่การยกเว้นพิเศษเหนือกฎหมาย
ทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน(ชาย)บ้านกาญจนาภิเษก หนึ่งในตัวแทนองค์กรที่มายื่นจดหมายระบุว่าการขอประกันตัวจำเลยทั้งห้าเป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่การใช้สิทธิเกินสิทธิ ใช้เสรีภาพเกินเสรีภาพ หรือการใช้กฎหมู่ ทิชายังระบุว่าสุรนาถเป็นกำลังหลักในฐานะผู้นำครอบครัว และเป็นผู้นำชุมชนที่รับผิดชอบผู้คนจำนวนมาก ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัญหาเศรษฐกิจของแต่ละครอบครัวแยกไม่ออกจากปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ
ทิชาระบุว่าในงานครบรอบ 110 ปี กรมราชทัณฑ์ ดร. ธงทอง จันทรางศุ อดีตปลัดกระทรวงยุติธรรมได้ส่งข้อความถึงสาธารณะว่าขณะนี้นักโทษแน่นเรือนจำ ส่วนกรมราณทัณฑ์เองก็เคยแถลงนโยบายต่อ ครม. เพื่อของบประมาณจัดซื้อกำไลอีเอ็มสำหรับนักโทษที่ได้พักโทษหรือจำเลยที่ได้รับการประกันตัว และได้แถลงอย่างมั่นใจว่ากำไลอีเอ็มจะช่วยลดความแออัดในเรือนจำ ป้องกันการหลบหนี และสิทธิในการประกันตัวของผู้ต้องหาตามที่รับรองในรัฐธรรมนูญ ตัวแทนองค์กรเครือข่ายทั้ง 75 องค์กรจึงต้องการขอให้ใช้นโยบายดังกล่าวกับจำเลยในคดีนี้ด้วย

ทิชา ณ นคร
ด้าน อำนาจ แป้นประเสริฐ พี่ชายของสุรนาถ กล่าวว่าสุรนาถเป็นกำลังสำคัญของเครือข่ายที่ทำงานกับเด็กและเยาวชน แก้ไขปัญหายาเสพติด ความรุนแรงในครอบครัว ปัญหาการพนัน เปิดพื้นที่สร้างสรรค์ให้เด็กและเยาวชน การให้สิทธิการประกันตัวกับสุรนาถจึงเป็นการให้โอกาสกับชุมชน เด็ก เยาวชน และกลุ่มเปราะบาง ไม่ใช่แค่การคืนสิทธิเสรีภาพให้สุรนาถและครอบครัว
อำนาจกล่าวว่าตนและพี่น้องได้เรียนรู้งานพัฒนาชุมชนมาจากพ่อแม่ ซึ่งเป็นประธานชุมชน ส่วนสุรนาถก็อุทิศชีวิตให้งานพัฒนา ครอบครัวของตนไม่เคยคิดลบคิดร้าย เมื่อถึงวันสำคัญก็ได้มีการจัดงานเพื่อแสดงความจงรักภักดี ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่สุรนาถจะทำในสิ่งที่ถูกกล่าวหา
อำนาจยังระบุอีกว่าแม่และภรรยาของสุรนาถมีปัญหาสุขภาพ โดยเขาเป็นกำลังหลักในการดูแลครอบครัว

อำนาจ แป้นประเสริฐ พี่ชายของสุรนาถ
จิรพงษ์ อินกอง แกนนำกลุ่ม “บางกอกฮับ” ที่สุรนาถเป็นผู้ก่อตั้ง ระบุว่าการที่สุรนาถไม่ได้ประกันตัวทำให้งานที่ดำเนินงานอยู่สะดุดลง เพราะสุรนาถเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนงานพัฒนาชุมชน อยากให้เขาได้รับการประกันตัวเพื่อมาดำเนินงานต่อ และที่ผ่านมามั่นใจว่าสุรนาถไม่มีพฤติการณ์จะหลบหนี และเพื่อความมั่นใจ อาจพิจารณาให้ติดกำไลอีเอ็มเพื่อให้ติดตามความเคลื่อนไหวได้ จะได้ออกมาทำงานสาธารณประโยชน์เพื่อสังคมและชุมชนต่อไป

จิรพงษ์ อินกอง
สุรนาถ ซึ่งเป็นนักกิจกรรมด้านพัฒนาชุมชนและเยาวชน ถูกกล่าวหาพร้อมกับ เอกชัย หงส์กังวาน นักกิจกรรมทางการเมือง บุญเกื้อหนุน เป้าทอง อดีตนักกิจกรรมนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยมหิดล และประชาชนอีก 2 คนว่า ร่วมกันขัดขวางขบวนเสด็จของสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ พร้อมด้วยเจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติฯ ระหว่างการชุมนุมทางการเมืองเมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2563 และฟ้อง 3 ข้อหาคือ ประทุษร้ายพระราชินี หรือรัชทายาท ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 110 ข้อหาชุมนุมมั่วสุมตามมาตรา 215 และข้อหากีดขวางจราจรตามพ.ร.บ.จราจรฯ
คดีนี้ศาลชั้นต้นเคยมีคำพิพากษาเมื่อปี 2566ให้ยกฟ้องทั้ง 5 คนทุกข้อหา เพราะเห็นว่าพยานในคดีไม่มีใครทราบมาก่อนว่าจะมีขบวนเสด็จผ่านที่เกิดเหตุ แม้แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งมาทราบก่อนเกิดเหตุเพียง 5 นาทีและตำรวจจากสน.ดุสิต ยังได้มีการแจ้งกลับไปว่าเส้นทางไม่สามารถผ่านได้และไม่ได้มีการจัดเตรียมเส้นทางเอาไว้ก่อน แต่ยังคงได้รับการยืนยันเส้นทางของขบวน ส่วนฝ่ายจำเลยก็ไม่ทราบมาก่อนเช่นกัน นอกจากนี้หลักฐานวีดิโอยังแสดงให้เห็นว่า ขบวนเสด็จผ่านบริเวณดังกล่าวไปได้ในเวลาประมาณ 6 นาที ส่วนรถพระที่นั่งก็สามารถไปได้ในเวลาประมาณ 4 นาที แม้ว่าจะขบวนจะติดขัดบ้างแต่ก็สามารถเคลื่อนตัวไปได้ในเวลาไม่นาน อีกทั้งยังไม่ปรากฏว่ามีผู้ชุมนุมขว้างปาสิ่งของใส่ขบวนด้วย ส่วนข้อหากีดขวางจราจรศาลยังเห็นว่าในที่เกิดเหตุมีรถตู้ตำรวจจอดขวางถนนอยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษากลับให้ลงโทษจำคุกทั้ง 5 คน คนละ 16 ปีในข้อหาตามมาตรา 110 แต่เฉพาะเอกชัยศาลให้เพิ่มโทษอีก 1 ใน 3 เนื่องจากขณะเกิดการกระทำความผิดเอกชัยพ้นโทษจำคุกมาไม่เกิน 5 ปี รวมเป็น 21 ปี 4 เดือน โดยระบุว่าเชื่อได้ว่าจำเลยทั้ง 5 ทราบว่าเป็นขบวนเสด็จของสมเด็จพระราชินี ทั้งห้ามีพฤติการณ์ขัดขวางขบวนเสด็จ การกระทำความผิดสำเร็จแล้ว แต่ไม่บรรลุผล จึงเป็นการพยายามเพราะขบวนเสด็จเคลื่อนผ่านไปได้ กลุ่มผู้ชุมนุมมั่วสุมกันมากกว่า 10 คน โดยมีจำเลยที่ 1-3 เป็นผู้สั่งการให้กีดขวางการจราจร
หลังศาลมีคำพิพากษา ทนายความดำเนินการยื่นขอประกันตัวทั้ง 5 คนระหว่างขอฎีกาคดี ต่อมาศาลฎีกามีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัวทั้ง 5 คน เนื่องจากเชื่อว่าจำเลยจะหลบหนี และเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (13 ก.ย.) ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนรายงานว่าทั้ง 5 ถูกย้ายจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ไปคุมขังที่เรือนจำกลางคลองเปรมเมื่อวันที่ 12 ก.ย. หลังไม่ได้รับการประกันในชั้นฎีกาและถูกลงโทษจำคุกสูงกว่า 15 ปี
