iLaw และกลุ่มอาสาสมัครเดินหน้าเชิญชวนคนไทย #8กุมภากาเห็นชอบ ให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่แทนที่รัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ของคสช. พวกเขาพูดคุยกับชาวบ้าน กลุ่มพ่อค้าแม่ค้าตามตลาดต่างๆ และประชาชนที่มาฟังปราศรัยตามงานปราศรัยของพรรคการเมือง บรรยากาศการลงพื้นที่พบเจอทั้งคนที่เห็นชอบและไม่เห็นชอบ บางกลุ่มเห็นชอบเพราะเดือดร้อนจากประเด็นประกันสังคม แต่ก็ยังมีประชาชนอีกจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่รู้ว่าการเลือกตั้งรอบนี้มีบัตรให้กาทั้งหมด 3 ใบ
iLaw และกลุ่มอาสาสมัครเริ่มลงพื้นที่เชิญชวนประชาชน ‘กาเห็นชอบ’ การทำประชามติรัฐธรรมนูญใหม่กันตั้งแต่วันที่ 3 ม.ค.ที่ผ่านมา โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้ประชาชนเข้าถึง เข้าใจและ ’เห็นชอบ’ การเลือกตั้งประชามติได้มากที่สุด มีตารางลงพื้นที่ดังนี้
- สัปดาห์แรก วันที่ 7-9 มค. 2569 ได้แก่ ตลาดสำโรง ตลาดเอี่ยมเจริญ ตลาดนิคมนวนคร (ตลาดฉัตรชัยและใกล้เคียง) ตลาดสนามหลวง2 และตลาดธนบุรี
- สัปดาห์ที่ 2 ได้แก่ ตลาดต้นไทร แบริ่ง ตลาดนัดบางปูเซ็นเตอร์ ตลาดเลียบทางรถไฟบางปะอิน ตลาดนัดเคหะบางบัว ตลาดสายใต้เซ็นเตอร์ ตลาดใต้ตึก(โกลด์มาร์เก็ต) ตลาดคลองเตย และตลาดเซฟวัน โคราช
- สัปดาห์ที่ 3 ได้แก่ ตลาดริมสวนหนองจอก ตลาดสดมีนบุรี ร้านค้าซอยรามคำแหง 53 และซอยมหาดไทย ตลาดเอี่ยมสมบัติ ศรีนครินทร์ ตลาดโกสุม ดอนเมือง ตลาดงามวงศ์วาน ตลาดนัดเลียบด่วนรามอินทรา ตลาดอ.ต.ก. ตลาดบางซ่อน ตลาดเตาปูน ตลาดศรีย่าน ตลาดราชวัตร เยาวราชและตลาดน้อย
- สัปดาห์ที่ 4 ได้แก่ ตลาดวังหลัง ย่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ชุมชนย่านคลองเตย ตลาดต้นไม้จตุจักร btsอารีย์ ตลาดพลู ตลาดเลียบด่วนแดนเนรมิต ถนนราชดำเนิน bts มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ mrtสีลม/bts ศาลาแดง สวนลุมพินี

ภาพจาก iLaw
บรรยากาศการลงพื้นที่เพื่อพูดคุยและเชิญชวนประชาชนนั้นแตกต่างกันไป ประชาชน พ่อค้า แม่ค้าที่พบเจอส่วนใหญ่อายุราว 40-50 ปีจนถึงผู้สูงวัย ประเด็นที่น่าสนใจคือ ในเกือบทุกพื้นที่ยังมีประชาชนจำนวนมากยังไม่รู้ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ มีการทำ ‘ออกเสียงประชามติ’ ด้วย
บางคนก็รู้สึกงงตั้งแต่ใบเลือกตั้ง 2 ใบแรกว่าต่างกันยังไง เพราะการให้ข้อมูลไม่ทั่วถึงของ กกต.แม้กระทั่งบางคนยังเข้าใจว่าผิดว่า กลุ่มเด็กเสื้อเขียว (ทีม iLaw และอาสาสมัคร) ที่ไปเดินแจกคู่มือกาเห็นชอบประชามตินั้นเป็นทีมพรรคการเมือง เรียกว่าต้องยืนอธิบายกันอยู่สักพักแล้วแจกคู่มือให้อ่าน ขณะที่บางคนเดินหนีไปเลยก็มี
บรรยากาศการแจกคู่มือแก่ร้านค้าในพื้นที่อย่างตลาดพลู บางร้านอนุญาตให้ติดสติกเกอร์หน้าร้าน บางร้านก็ไม่อนุญาต บางร้านไม่สามารถติดได้ เพราะเจ้าของร้านไม่อยู่ ลูกน้องแรงงานข้ามชาติไม่กล้าตัดสินใจ แต่หากเป็นย่านศรีย่าน-ราชวัตร เยาวราช หรือตลาดวังหลัง บรรยากาศจะเป็นไปอีกแบบ เจ้าของร้านส่วนใหญ่เป็นคนไทย และอาศัยอยู่ละแวกนั้นอยู่แล้ว ท่าทีของร้านค้ามีทั้งการแสดงออกว่าเห็นชอบ และตะโกนมาว่า “ไม่เห็นชอบ” เลยก็มี ขณะที่บางคนแค่รับเอกสารไปดูเท่านั้น

ภาพจาก iLaw
ส่วนบรรยากาศการเชิญชวนผู้คนย่านรถไฟฟ้า อย่าง BTS อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ มีผู้คนเดินผ่านจำนวนมากก็จริง แต่การเชิญชวนค่อนข้างเป็นไปได้ยาก เนื่องจากคนส่วนใหญ่รีบเดินและเป็นเวลาเลิกงาน ใน BTS กลุ่มอาสาสมัครได้เจอกับทีมผู้สมัครจากพรรคเสรีรวมไทย จึงได้มีการเชิญชวนให้พรรคเสรีรวมไทยช่วยประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง กาให้ครบ 3 ใบ เพราะมองเห็นว่าทางพรรคประชาสัมพันธ์เพียงบัตรเลือกตั้ง 2 ใบแรกเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ระหว่างเชื้อเชิญกันอยู่ ทีมอาสาสมัครยังไม่ทันพูดจบ ก็โดนตัดบทด้วยการพูดใส่ไมค์ว่า “ไม่เห็นชอบ” ต้องการให้คนมากาเห็นชอบใช่ไหม แต่พรรคตนไม่เห็นชอบ และจะช่วยไม่ประชาสัมพันธ์ใดๆ ให้
ส่วนคนในชุมชนย่านคลองเตย หรือ ‘สลัมคลองเตย’ เมื่อเข้าไปแรกๆ ชาวบ้านไม่ค่อยกล้าคุยด้วย แต่เมื่อได้เจ้าหน้าที่หน่วยงานใกล้เคียงช่วยพูดทำความเข้าใจว่ากลุ่มคนนี้คือใคร คนในชุมชนก็ต่างให้ความร่วมมือเต็มที่ รอบๆ ชุมชนเต็มไปด้วยป้ายหาเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ รองลงมาเป็นป้ายหาเสียงของพรรคเพื่อไทย ประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพแม่บ้าน คนงานท่าเรือ พนักงานขนส่งสินค้า คนขับรถรับจ้าง ลูกจ้างรายวัน เงินเดือนของพวกเขาอย่างมากก็ 10,000 ต้นๆ ไม่ถึง 15,000 บาท แต่แม้จะมีรายได้น้อย ประชาชนละแวกนั้นต่างให้ความสนใจกับการทำประชามติ หลายคนบอกว่าเดือดร้อนจากกระแสเรื่องประกันสังคม เพราะเงินประกันสังคมที่เขาจ่ายคนละ 700-800 บาทต่อเดือน ก็คือค่าอาหารของเขาเกือบ 1 อาทิตย์


ภาพจาก iLaw
ล่าสุดเมื่อวันที่ 30 ม.ค. ที่ผ่านมา บริเวณสวนลุมพินีและใกล้เคียงก็มีอาสาสมัครไปเดินแจกใบปลิว พูดคุยและเชิญชวนคนไปใช้สิทธิ์กาเห็นชอบ ในเวลานั้นพรรคภูมิใจไทยก็ตั้งเวทีปราศรัยอยู่ในพื้นที่ข้างเคียงด้วย มีสื่อมวลชนและประชาชนมารอฟังปราศรัยอยู่จำนวนมาก คนที่มาฟังส่วนมากเป็นวัยกลางคนจนถึงผู้สูงอายุ ส่วนใหญ่มากันแบบครอบครัว พาลูกหลานมานั่งฟังด้วย ประชาชนในบริเวณนั้นค่อนข้างให้ความสนใจกับคู่มือกาเห็นชอบประชามติที่แจก เมื่อได้รับแล้วก็เปิดอ่านกัน ณ ตรงนั้นเลย ทีมอาสาบางคนประเมินในแง่ดีว่ามีโอกาสสูงที่คนเหล่านั้นจะกาเห็นชอบ

ภาพจาก iLaw
นอกเหนือจากทุกที่ที่เล่ามา iLaw ยังได้รับการเชิญชวนไปจัดตั้งบูธตามงานปราศรัยของพรรคการเมืองด้วย อย่างของพรรคประชาชนตามพื้นที่ กทม.และจังหวัดปทุมธานีก็ได้รับกระแสตอบรับที่ดี มีอดีต สส.จากพรรคประชาชนมาช่วยรณรงค์ ประชาชนที่มาฟังปราศรัยมีอายุตั้งแต่ 15 ปีจนถึงวัยเกษียณอายุ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นคนวัยทำงาน โดยภาพรวมเท่าที่สอบถามคนเห็นชอบกับการทำประชามติ แต่บางส่วนก็ไม่รับเอกสารหรือคู่มือ เพราะรับรู้ข้อมูลข่าวสารมาบ้างแล้ว เขาให้เหตุผลกันว่ายังไงก็เห็นชอบกับการทำประชามตินี้อยู่แล้ว


ภาพจาก iLaw
ฟังเสียงคนลงสนามพูดคุยกับชาวบ้าน
ยูฟ่า สหัสพนต์ สอดส่องวิจิตร หัวหน้าทีมลงพื้นที่ และ สายน้ำ นภสินธุ์ ตรีรยาภิวัฒน์ ตัวแทนจากทีมรณรงค์ผู้ลงพื้นที่คุยกับชาวบ้านและร้านค้า ทั้ง 2 คนเล่าว่า ค่อนข้างกังวล เพราะนี่ถือเป็นแคมเปญแรกที่ต้องวางแผนเวลาการลงพื้นที่เองทั้งหมด หลายครั้งการลงพื้นที่ไม่ค่อยเป็นไปตามแผนที่วางไว้ เวลามีน้อย แต่มีหลายพื้นที่ที่ต้องลง จึงค่อนข้างกังวลว่าจะทำทันหรือไม่ ประชาชนจะได้รับสารที่ทั่วถึงหรือไม่ เพราะชาวบ้านเข้าไม่ถึงข้อมูลจาก กกต.อยู่แล้ว แถมการประชาสัมพันธ์ผ่านทางอินเตอร์เน็ตหรือเทคโนโลยีต่างๆ ผู้สูงอายุก็เข้าไม่ถึง ควรจะใช้วิธีบอกปากต่อปากมากกว่า อีกทั้งทีมอาสาสมัครก็มีน้อยมากเมื่อเทียบกับแคมเปญใหญ่ระดับนี้ ขณะที่ตัวพวกเขาเองก็เหนื่อยล้า ต้องลงพื้นที่ทุกวันตั้งแต่กลางวันกว่าจะได้กลับบ้านก็เที่ยงคืน แถมบางวันเริ่มลงพื้นที่ตั้งแต่ 10 โมงเช้าแล้วไปต่ออีกหลายๆ ที่อีก
ทั้งสายน้ำและยูฟ่าเล่าว่า ตัวพวกเขาเองไม่ได้ตื่นเต้นกับการที่ต้องชวนชาวบ้านคุย แต่จะรู้สึกลุ้นมากกว่าว่าจะชาวบ้านจะเปิดโอกาสให้คุยด้วยมั้ย หน้างานจริงๆไม่รู้ว่าจะเจอคนรูปแบบไหน จะพูดด้วยหรือไม่พูดด้วย หรือเดินไปเฉยๆ
ส่วนที่ประชาชนหลายคนยังเข้าใจผิดกันอยู่มาก คือ มองว่าการมีรัฐธรรมนูญเช่นนี้ พวกเขาไม่ได้เสียหายอะไร ไม่ได้ต้องการจะแก้รัฐธรรมนูญ หรือบางคนมองว่า แก้แค่บางมาตราก็ได้ โดยไม่ได้เข้าใจว่ารัฐธรรมนูญ 1 ฉบับ สำคัญและเกี่ยวข้องต่อปากท้องชาวบ้านแค่ไหน
“ก็จะพยายามบอกว่า มันเป็นต้นตอของกฎหมายทุกอย่าง มันเกี่ยวกับปากท้อง เกี่ยวกับชีวิตเราโดยตรง ถ้าอยากมีส่วนร่วมก็ต้องช่วยกันแก้รัฐธรรมนูญ” ยูฟ่าเล่า
“ถ้าคุณไม่ชอบคนโกงหรือคุณไม่ชอบคนทุจริต การแก้รัฐธรรมนูญมันคือทางออกที่ดีที่สุด” สายน้ำเสริม
ทีมอาสาเล่าว่า มีประชาชนบางส่วนเข้าใจผิดด้วยว่า การแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้จะเกี่ยวข้องกับมาตรา 112 แน่ๆ จึงไม่อยากให้เกิดการแก้รัฐธรรมนูญนี้เลย ซึ่งทั้งยูฟ่าและสายน้ำจึงย้ำว่า เป็นกฎหมายคนละฉบับกัน การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ครั้งนี้ ถ้าหากผ่านชั้นรัฐสภา อย่างไรพระมหากษัตริย์ต้องลงพระปรมาภิไธยรองรับอยู่แล้ว เราไม่สามารถแยกพระมหากษัตริย์ออกจากการรับรองหรือไม่รับรองเรื่องนี้ได้ และหากไม่เห็นกับรัฐธรรมนูญที่จะร่างขึ้นใหม่ในอนาคต ก็สามารถทำประชามติได้อีกครั้งเช่นกัน ในขณะเดียวกัน iLaw เองก็ได้เขียนชี้แจงไว้อีกทาง
“การเชื่อมโยงว่าการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีวัตถุประสงค์เพื่อยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เป็นการจับแพะชนแกะที่ไม่เป็นความจริง รัฐธรรมนูญคือกฎหมายสูงสุดที่วางโครงสร้างอำนาจรัฐและประกันสิทธิเสรีภาพ ในขณะที่มาตรา 112 หรือกฎหมายหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์เป็นบทบัญญัติในประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งมีกระบวนการที่แตกต่างกันการแก้ไขหรือยกเลิก มาตรา 112 ต้องตราเป็นพระราชบัญญัติ เป็นอำนาจหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติที่ต้องกระทำผ่านกระบวนการรัฐสภาตามปกติ ไม่มีความจำเป็นต้องดำเนินการผ่านการทำประชามติ ดังนั้น การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จึงไม่ได้ส่งผลต่อการคงอยู่หรือเปลี่ยนแปลงของมาตรา 112 แต่อย่างใด”

สุดท้ายทั้ง 2 คนมองเห็นตรงกันว่าการทำงานของ กกต.ไม่ได้ทั่วถึงกับประชาชนทุกคน เพราะขนาดเจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมคูหาเลือกตั้งยังเข้าใจผิด คิดว่ากลุ่มอาสาที่มาแจกคู่มือกาเห็นชอบ เป็นทีมสมาชิกจากพรรคประชาชน (ลงพื้นที่เมื่อวันที่ 1 กพ.ที่ผ่านมา)
สิ่งที่สำคัญคือ คนที่มีสิทธิ์เลือกตั้งส่วนใหญ่เป็นวัยผู้ใหญ่จนถึงผู้สูงอายุ ซึ่งอาจไม่ใช่คนที่รับข่าวสารผ่านทางอินเตอร์เน็ตเป็นหลัก ทำให้เข้าใจข้อมูลหลายๆ อย่างบิดเบือนไปเยอะ และหลายคนที่เข้าไม่ถึงข้อมูล ทั้งๆ ที่ประชาชนทุกคนมีสิทธิ์เลือกตั้งอย่างเท่าเทียมกัน และสามารถสร้างอนาคตที่ดีให้แก่ประเทศไทยได้เหมือนกัน จึงเห็นสมควรว่า กกต. ซึ่งมีสาขาประจำอยู่ทุกๆ จังหวัดควรมีทีมลงพื้นที่ทำความเข้าใจแก่ประชาชนด้วย
