Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ห้ามเผาแล้วคนเฒ่าคนแก่จะทำยังไง? ไม่ใช่ทุกกองไฟคือการเผาป่า หรือเผาไร่ ในชนบทหลายแห่ง ไฟกองเล็กๆ หน้าบ้านคือวิถีจัดการเศษใบไม้กิ่งไม้ที่ทำกันมาทั้งชีวิต แต่วันนี้ถูกทำให้กลายเป็นสิ่งผิดกฎหมายภายใต้นโยบายห้ามเผาที่ใช้เกณฑ์เดียวกันแบบ ‘เสื้อโหล’ โดยที่ทางเลือกทดแทนยังไม่มาถึง รถขยะไม่รับเศษไม้ ไม่มีใครมาช่วยเก็บ ถูกประจานผ่านเสียงตามสาย ถูกตีตราจากสังคมว่าเป็นต้นเหตุหมอกควัน แม้แต่ถูกจับกุมดำเนินคดี ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นกับผู้สูงอายุในชนบทและมีทางเลือกน้อยที่สุด สำรวจช่องว่างของนโยบายห้ามเผา ผ่านเสียงของผู้สูงอายุ ผู้นำชุมชนตัวเล็กๆ ที่ถูกบีบจากทั้งสองด้าน


ภาพจาก : เพจเฟซบุ๊กตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่

"เปิ้นประกาศห้ามเผาปาวๆ คนเฒ่านี๊หยังมาหลึกแต๊ว่า" – โพสต์ต่อว่าผู้สูงอายุในกลุ่มโซเชียลของชุมชนแห่งหนึ่งในภาคเหนือ สะท้อนถึงช่องว่างระหว่างนโยบาย "ห้ามเผา" กับความเป็นจริงของคนที่ใช้ไฟมาทั้งชีวิตอย่างกลุ่มผู้สูงอายุ เมื่อภาครัฐออกคำสั่ง แต่ไม่ได้ส่งมอบ "ทางเลือก" ไปพร้อมกัน คนที่ถูกตีตราว่าเป็นต้นเหตุของปัญหาหมอกควันจึงกลายเป็นผู้สูงอายุในชนบท ซึ่งถือเป็นคนกลุ่มที่มีทรัพยากร ข้อมูล และทางเลือกน้อยที่สุด

"ช่วงนี้ของทุกปี การไปขอความร่วมมือผู้สูงอายุไม่ให้เผาเศษใบไม้เป็นเรื่องปกติไปแล้ว มีคนทำตามบ้าง ไม่ทำตามบ้าง" แม่หลวงเอ (แม่หลวง หมายถึง ผู้ใหญ่บ้านหญิง) ผู้นำชุมชนแห่งหนึ่งใน อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ระบุ

เธอซึ่งขอใช้นามแฝง กล่าวต่อไปว่า ในพื้นที่ อ.สารภี แทบจะไม่เคยเกิดจุดความร้อนจากเหตุไฟไหม้ลุกลามรุนแรง เพราะส่วนใหญ่เป็นชุมชนเมืองกึ่งชนบทที่ไม่มีพื้นที่ป่าหรือไร่ขนาดใหญ่ สิ่งที่เผากันคือเศษใบไม้และกิ่งไม้แห้ง โดยเฉพาะจากสวนลำไยซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของพื้นที่ ไม่ใช่การเผาไร่นาหรือไร่ข้าวโพดบนพื้นที่กว้างที่ไฟอาจลุกลามจนควบคุมไม่ได้ การเผาเศษไม้จากสวนลำไยเป็นการเผากองเล็กๆ ในบริเวณบ้านที่สามารถควบคุมได้ และเป็นสิ่งที่ผู้สูงอายุหลายคนมองว่าเป็นเรื่อง "ปกติ" ที่ทำกันมาตลอดชีวิต

"แค่เผาใบไม้เศษไม้นิดเดียว ไม่ได้เผาป่าเผาอะไร" คือคำอธิบายที่เธอได้ยินซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากผู้สูงอายุในหมู่บ้าน และนี่คือจุดที่การสื่อสารระหว่างนโยบายกับชีวิตจริงมักสะดุด เพราะในสายตาของผู้สูงอายุ "การเผาใบไม้ในบ้าน" กับ "การเผาป่า" เป็นคนละเรื่องกัน แต่ในสายตาของคนยุคปัจจุบันกลับมองว่า “ควันไฟทุกกองล้วนมีส่วนซ้ำเติมปัญหา PM 2.5”

ยายบี (นามแฝง) วัย 65 ปี ชาว อ.สารภี จ.เชียงใหม่ อาชีพรับจ้างทั่วไป เป็นอีกคนหนึ่งที่ยังคงเผาเศษใบไม้เป็นครั้งคราว เธออาศัยอยู่บ้านคนเดียว หลังจากลูกทั้งสองคนแยกไปมีครอบครัว บนที่ดินราว 2 งาน ที่ปลูกลำไยไว้ประมาณ 10 ต้น ตามวิถีของคนสารภี ซึ่งเป็นแหล่งปลูกลำไยที่สำคัญของจังหวัดเชียงใหม่ ใบลำไยและเศษกิ่งก้านที่หล่นร่วง คือปัญหาที่คนปลูกลำไยต้องเผชิญ และวิธีที่ง่ายที่สุดสำหรับผู้สูงอายุที่อยู่ตัวคนเดียวก็คือการเผา

เธอยอมรับว่ารู้ว่ามีประกาศห้ามเผาจากการประกาศเสียงตามสายของผู้นำชุมชน แต่รู้สึกว่าทางเลือกอื่นไม่สะดวกสำหรับคนวัยอย่างเธอ

"กวาดกองไว้แล้วจะให้เอาไปไหน รถเก็บขยะ อบต. ก็ไม่ให้เอาใบไม้เศษไม้ใส่ถุงขยะ" ยายบี อธิบาย

สำหรับยายบี ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่ "ไม่ยอมเปลี่ยน" แต่อยู่ที่ "เปลี่ยนแล้วจะทำยังไง" คำถามที่นโยบายห้ามเผาหลายฉบับยังไม่มีคำตอบให้ผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ลูกหลานปล่อยให้อยู่กับบ้านตามลำพัง

ในช่วงต้นปี 2569 มาตรการห้ามเผาถูกยกระดับความเข้มข้นขึ้นทั่วประเทศเช่นเคย ในจังหวัดเชียงใหม่ซึ่งเป็นพื้นที่วิกฤตหมอกควันซ้ำซากมาหลายปี มาตรการเหล่านี้ยิ่งถูกบังคับใช้อย่างเข้มงวดเป็นพิเศษ

ในระดับพื้นที่ จังหวัดเชียงใหม่ได้ออกประกาศห้ามเผาในที่โล่งทุกชนิดตลอดช่วง 1 มกราคม - 31 พฤษภาคม 2569 ครอบคลุมถึงการเผาขยะ เศษกิ่งไม้ใบไม้ในพื้นที่ชุมชน โดยระบุชัดว่าจะ "บังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด" หากมีการฝ่าฝืน

ขณะเดียวกันในระดับประเทศ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ออกประกาศมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ - 31 มีนาคม 2569 กำหนดมาตรการที่ไปไกลกว่าการปรับหรือจับกุม โดยเกษตรกรที่มีประวัติเผาในพื้นที่เกษตรจะถูกตัดสิทธิ์เข้าร่วมโครงการสนับสนุนของรัฐทุกโครงการเป็นเวลา 2 ปี โดยใช้ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมพื้นที่เผาไหม้ (Burn Scar) เป็นหลักฐาน กล่าวคือ หากเผา ไม่ใช่แค่ถูกปรับแล้วจบ แต่อาจสูญเสียสิทธิ์ทุกอย่างตั้งแต่เงินอุดหนุน โครงการส่งเสริมอาชีพ ไปจนถึงการสนับสนุนเทคโนโลยีการเกษตร

แม้ประกาศฉบับเดียวกันของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะระบุว่าหน่วยงานรัฐควรสนับสนุนองค์ความรู้ เทคโนโลยี และเครื่องจักรกลเพื่อช่วยเกษตรกรลดการเผา แต่คำถามสำคัญคือ ในทางปฏิบัติ สิ่งเหล่านี้ไปถึงมือเกษตรกรรายย่อยและผู้สูงอายุในชนบทแล้วหรือยัง?

‘ผู้สูงอายุ’ เหยื่อของ ‘สังคมกลัวไฟ’

เมื่อนโยบายห้ามเผาเข้มข้นขึ้น สังคมก็ยิ่งไม่ยอมรับควันไฟในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นไฟป่าบนดอยหรือกองใบไม้หน้าบ้าน โดยเฉพาะในหลายพื้นที่ของจังหวัดเชียงใหม่และใกล้เคียงที่มีลักษณะเป็นชนบทกึ่งเมือง ที่การเผาส่วนใหญ่เป็นเพียงเศษใบไม้กิ่งไม้จากสวนลำไยหรือต้นไม้ในบ้าน ไม่ใช่การเผาป่าหรือไร่ขนาดใหญ่ แต่ภายใต้บรรยากาศของ "สังคมกลัวไฟ" ความแตกต่างเหล่านี้กลับถูกมองข้าม ผู้สูงอายุที่เคยเผาเศษไม้ได้อย่างปกติ จึงค่อยๆ ถูกผลักให้กลายเป็น "ผู้ต้องหา" ของวิกฤตหมอกควัน ทั้งในสายตาของกฎหมาย ของเพื่อนบ้าน และแม้แต่ของลูกหลานตัวเอง

ในช่วงที่รัฐพยายามควบคุม PM 2.5 ภาพของผู้สูงอายุถูกจับกุมคดีลักลอบเผาในที่โล่ง ปรากฏซ้ำแล้วซ้ำเล่าในหน้าข่าวท้องถิ่น สิ่งที่ตามมาไม่ใช่แค่ค่าปรับ แต่คือความอับอายในชุมชน ถูกมองว่าเป็น "ตัวร้าย" และ "คนผิด" ทั้งที่ทำในสิ่งที่เคยทำมาตลอดชีวิต และบางกรณีคือความสัมพันธ์ในครอบครัวที่ร้าวลึกลงไปอีก เมื่อลูกหลานหันมาตำหนิว่า "บอกแล้วไม่ฟัง"


ตัวอย่างภาพข่าวการจับกุมผู้สูงอายุวัย 64 ปี ที่ อ.บ้านธิ จ.ลำพูน เมื่อเดือนธันวาคม 2564 (ที่มาข่าว)


ตัวอย่างภาพข่าวการจับกุมผู้สูงอายุวัย 77 ปี ที่ อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ เมื่อเดือนมีนาคม 2568 (ที่มาข่าว)


ตัวอย่างภาพข่าวการจับกุมผู้สูงอายุวัย 63 ปี ที่ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ เมื่อเดือนมกราคม 2569 (ที่มาข่าว)

ขณะที่มุมมองจากภาคประชาสังคมก็สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่อยู่เบื้องหลัง

สภาลมหายใจเชียงใหม่และเครือข่าย เคยออกมาแถลงจุดยืนเมื่อช่วงปี 2568 ว่านโยบายห้ามเผาไม่ควรเป็น "แบบเสื้อโหล" ที่ใช้เหมือนกันทั้ง 77 จังหวัด พร้อมเรียกร้องให้รัฐแยกแยะไฟแต่ละประเภทออกจากกัน แทนที่จะห้ามเผาทุกอย่างแบบเหมารวม เพราะบริบทของการเผาในแต่ละพื้นที่มีความจำเป็นและความเสี่ยงที่แตกต่างกัน

เครือข่ายยังชี้ว่า ในขณะที่ทั่วโลกกำลังหันมาใช้แนวทาง Fire Management หรือการบริหารจัดการไฟอย่างเป็นระบบ ทั้งการชิงเผา การตัดแนวกันไฟ และการจัดการเชื้อเพลิงสะสมในป่า แต่นโยบายห้ามเผาเด็ดขาดของไทยกลับทำให้ชุมชนไม่สามารถจัดการไฟในพื้นที่ของตัวเองได้ ผลที่ตามมาคือเชื้อเพลิงสะสมจนเกิดไฟใหญ่ที่ควบคุมไม่ได้ในช่วงปลายฤดูแล้ง และคนที่ต้องแบกรับภาระทั้งหมดคือคนในพื้นที่ ตั้งแต่ผู้นำชุมชน อาสาดับไฟป่า เกษตรกร ไปจนถึงผู้สูงอายุที่ไม่มีทางเลือกอื่น

"PM 2.5 เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง สะท้อนถึงความไม่เป็นธรรมด้านสิ่งแวดล้อม ฝั่งชาวบ้านโดนหนักในช่วงที่ผ่านมา ค่าปรับกรณีที่ชาวบ้านโดนจับถึง 4 แสนบาท โทษหนักยิ่งกว่าอาชญากร แล้วโรงงานอุตสาหกรรม โรงไฟฟ้า เรามีโทษอะไรบ้าง" ชัชวาลย์ ทองดีเลิศ ตัวแทนสภาลมหายใจเชียงใหม่ กล่าวไว้เมื่อปี 2568

ทางออกอยู่ตรงไหน?

แม้การเผาจะเป็นวิถีที่สืบทอดกันมา แต่ท้ายที่สุดก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าบริบทของชุมชนเปลี่ยนไปแล้ว พื้นที่ที่เคยโล่งกลายเป็นชุมชนที่มีการอยู่อาศัยหนาแน่น ควันจากการเผาใบไม้กองเดียวอาจลอยเข้าบ้านเรือนรอบข้างหลายหลัง สร้างความเดือดร้อนรำคาญให้เพื่อนบ้าน และในยุคที่ค่าฝุ่น PM 2.5 พุ่งทำลายสถิติซ้ำแล้วซ้ำเล่า ควันทุกกองล้วนมีส่วนซ้ำเติมปัญหาในวงกว้าง คำถามจึงไม่ใช่ว่าควรห้ามเผาหรือไม่ แต่คือจะช่วยให้คนที่เคยเผามีทางเลือกอื่นได้อย่างไร

เมื่อถามถึงทางออก คำตอบจากทั้งสองฝั่ง ทั้งผู้สูงอายุที่ถูกห้าม และผู้นำชุมชนที่ต้องบังคับใช้ กลับไม่ได้ห่างกันมากอย่างที่คิด

"ช่วงหลังพอเผา นายก อบต. ก็ประกาศออกเสียงตามสาย เราก็อายเหมือนกัน ส่วนแม่หลวงก็มาบอกว่าห้ามเผา ช่วงหลังนี้เลยไม่ได้เผา เศษใบไม้กิ่งไม้ก็กองเต็มหลังบ้าน" ยายบี กล่าว

"แต่ถ้ามีคนมาช่วยเก็บไปทิ้งนี่ก็ดีเลย จะไม่เผาอีกเลย" ยายบี ระบุถึงทางออก

คำตอบของยายบีสะท้อนให้เห็นว่าผู้สูงอายุหลายคนไม่ได้ปฏิเสธการเปลี่ยนแปลง แต่ต้องการ "มือ" ที่ยื่นมาช่วย ไม่ใช่แค่ "คำสั่ง" ที่สั่งให้หยุด และนี่คือสิ่งที่ ภาคประชาสังคมพยายามผลักดันเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 สภาลมหายใจเชียงใหม่ร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน เปิดตัว "กองทุนชุมชนจัดการไฟ" ภายใต้แคมเปญ Liveable Chiangmai โดยมีชุมชนนำร่อง 20 หมู่บ้านใน 6 ตำบลรอบเมืองเชียงใหม่ หัวใจสำคัญของแนวทางนี้คือการยอมรับว่าแต่ละพื้นที่มีบริบทที่แตกต่างกัน จึงต้องออกแบบแผนจัดการไฟที่สอดคล้องกับความเป็นจริงของแต่ละชุมชน ไม่ใช่ใช้คำสั่งเดียวกันทั้งหมด ซึ่งถือเป็นโมเดลที่พิสูจน์ว่าทางออกของปัญหาฝุ่นควันอาจไม่ได้อยู่ที่การห้ามแบบบนลงล่าง แต่อยู่ที่การเปิดพื้นที่ให้คนในชุมชนซึ่งเข้าใจพื้นที่ของตัวเองดีที่สุดได้มีส่วนร่วมในการจัดการ

แต่สำหรับผู้สูงอายุอย่างยายบีที่อยู่บ้านคนเดียว ทางออกเชิงนโยบายอาจยังเป็นเรื่องไกลตัว ปัญหาเรื่องการห้ามเผายังสะท้อนให้เห็นช่องว่างสำคัญของนโยบายที่ถูกออกแบบจากส่วนกลาง โดยอาจไม่ได้เข้าใจว่าบริบทของแต่ละพื้นที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่กลับถูกจัดการด้วยคำสั่งเดียวกัน

ส่วน แม่หลวงเอ ชี้ว่าในฐานะผู้นำชุมชน เธออยู่ตรงกลางระหว่างแรงกดดันสองด้าน ทั้งคำสั่งจากข้างบนที่ต้องปฏิบัติตาม และความเป็นจริงในพื้นที่ที่ไม่ได้ขาวหรือดำ

"เราถูกสั่งการจากข้างบนมาด้วย และต้องปะทะกับคนในชุมชนด้วย เรื่องนี้เป็นเรื่องยาก ดีที่การประกาศห้ามเผาไม่ได้ครอบคลุมทั้งปี ทางออกที่เห็นตอนนี้ก็คือขอความร่วมมือคนในพื้นที่ห้ามเผาในช่วงที่เขาห้าม และไปเผาในช่วงที่เขาไม่ห้าม คงพยายามพูดคุยกัน ส่วนเรื่องจะไปจับคนเฒ่าคนแก่มันก็เกินไป" แม่หลวงเอ กล่าวทิ้งท้าย.

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง