Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน ร่ายเหตุผลหนุน ปธ.ศาลฎีกา ยกเลิกหลักสูตร บ.ย.ส. และงดให้ผู้พิพากษาเข้าร่วมหลักสูตรของหน่วยงานอื่นๆ หวั่นกระทบความเป็นกลาง และความน่าเชื่อถือของสถาบันตุลาการ 

 

17 ม.ค. 2568 สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.) ออกแถลงการณ์สนับสนุนให้ประธานศาลฎีกา ยกเลิกการอบรมหลักสูตรผู้บริหารกระบวนการยุติธรรมระดับสูง (บ.ย.ส.) ตามที่มีรายงานเมื่อวันที่ 14 ม.ค.ที่ผ่านมา ผู้พิพากษาระดับสูง 2 ท่าน ได้ทำบันทึกข้อความถึงประธานศาลฎีกา ในฐานะประธานกรรมการบริหารศาลยุติธรรม และประธานกรรมการตุลาการ เพื่อขอให้ ดำเนินการยกเลิกหลักสูตรผู้บริหารกระบวนการยุติธรรมระดับสูง (บ.ย.ส.) และกำหนดไม่ให้ผู้พิพากษาเข้าร่วมอบรมหลักสูตรการปองกันราชอาณาจักร (ว.ป.อ.) หลักสูตรการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิบไตยสำหรับนักบริหาระดับดับสูง (ป.ป.ร.) หลักสูตรผูบริหารระดับสูงสถาบันวิทยาการตลาดทุน (วตท.) หรือหลักสูตรอื่นๆ ในลักษณะเดียวกัน เนื่องจากเห็นว่า หลักสูตรอบรมต่างๆ ไม่ก่อเกิดประโยชนใดแก่การปฏิบัติงานของข้าราชการตุลาการศาลยุติธรรม ส่งเสริมระบบอุปถัมภ์ ซึ่งนำไปสูการเลือกปฏิบัติ และเพิ่มความเหลื่อมล้ำในสังคม นอกจากนี้ ยังเป็นการใชงบประมาณที่ไม่คุ้มค่าไม่เกิดประโยชนใดๆ แก่ประเทศชาติ ที่สำคัญที่สุด หลักสูตรนี้ทำให้ความเชื่อถือที่สาธารณชนมีต่อศาลยุติธรรมลดลง

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

 

นอกจากนี้ ทาง สสส. ระบุด้วยว่า ข้อเสนอดังกล่าวยังสอดคล้องกัยหลักการสากล โดยเฉพาะความเป็นอิสระของสากลของผู้พิพากษา หรือตุลาการ และสอดคล้องกับจริยธรรมตุลาการ ดังนี้ 1. หลักการว่าด้วยความเป็นอิสระของศาล (Basic Principle on the Independence of the Judiciary 1985) รับรองโดยองค์กรสหประชาชาติ ว่าด้วยการป้องกันอาชญากรรม และกรปฏิบัติต่อผู้กระทำผิด กำหนดหลัก “ความเป็นอิสระของผู้พิพากษา” คือความอิสระของศาลในฐานะที่เป็นสถาบันหนึ่งของอำนาจอธิปไตย และความอิสระของผู้พิพากษาหรือคณะตุลาการในการตัดสินคดี

ความเป็นอิสระเชิงสถาบัน หมายถึงอิสระจากอำนาจฝ่ายอื่นๆ โดยศาลจะต้องได้รับการประกันโดยรัฐ และจะต้องมีการกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายระหว่างประเทศ เป็นหน้าที่ของรัฐบาลและองค์กรอื่นๆ ทุกองค์กรที่จะต้องให้ความเคารพและปฏิบัติตามหลักการว่าด้วยความเป็นอิสระของศาลและผู้พิพากษารายบุคคล (รวมถึงความเป็นอิสระจากสมาชิกตุลาการคนอื่นๆ ด้วย)

ความเป็นอิสระในเชิงคดี หมายถึงทั้งตุลาการและผู้พิพากษาที่ประกอบเป็นคณะตุลาการจะต้องไม่อยู่ภายใต้อำนาจรัฐอื่นๆ ในขณะเดียวกัน “การทรงความเที่ยงธรรม” หมายถึงสภาพจิตใจของผู้พิพากษา หรือคณะตุลาการต่อคดีและต่อคู่คดีศาล พึงตัดสินคดีด้วยความยุติธรรมบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและเป็นไปตามกฎหมาย โดยปราศจากการตัดทอน การใช้อิทธิพลโดยมิชอบ การชักนำ การกดดัน การข่มขู่หรือแทรกแซง ไม่ว่าด้วยโดยตรงหรือโดยอ้อมจากบุคคลใดๆ หรือเพื่อวัตถุประสงค์ใด

2. ประมวลจริยธรรมตุลาการ กำหนดหนาที่สำคัญของผู้พิพากษาคือ การประสาทความยุติธรรมแก่ผู้มีอรรถคดี ซึ่งจักต้องปฏิบัติดวยความซื่อสัตย์สุจริต เที่ยงธรรม ถู้กตองตามกฎหมาย และนิติประเพณี ทั้งจักต้องแสดงให้เป็นที่ประจักษ์แก่สาธารณชนด้วยว่า ตนปฏิบัติเช่นนี้อย่างเคร่งครัดครบถ้วน เพื่อการนี้ผู้พิพากษาจักต้องยึดมั่นในความเป็นอิสระของตนเอง และเทิดทูนไว้ซึ่งเกียรติศักดิ์แห่งสถาบันตุลาการ

3. หลักสูตรการอบรมผู้บริหารกระบวนการยุติธรรมระดับสูง (บ.ย.ส.) อาจส่งผลกระทบตอความ เป็นอิสระของตุลาการ หรือผู้พิพากษาตามหลักการพื้นฐานและประมวลจริยธรรมดังกล่าว ในการบังคับใช้กฎหมายและการอำนวยความเป็นธรรม แม้การพัฒนาบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม โดยมีบุคลากรทุกฝ่ายในกระบวนการยุติธรรม รวมถึงสื่อสารมวลชน ภาคธุรกิจเอกชน องค์การประชาชน เข้าร่วมกัน จะเป็นประโยชนในการช่วยเพิ่มสมรรถนะการปฏิบัติงานของบุคลากร และเกิดเครือข่ายความร่วมมือในการประสานงาน แต่การอบรม บ.ย.ส.อาจมีความเสี่ยงอย่างยิ่งต่อการสร้างเครือข่ายและการช่วยเหลือกันในทางที่มิชอบ อันจะกระทบตอหลักความยุติธรรมได้

แนะจัดฝึกอบรมเอง-เชิญวิทยากรภายนอกมาบรรยาย

นอกจากยกเลิกการจัดหลักสูตรอบรม บ.ย.ส. และงดส่งตุลาการเข้าร่วมหลักสูตรอบรมหน่วยงานอื่นๆ แล้ว แถลงการณ์ของ สสส.เสนอให้ศาลยุติธรรม อาจจัดการฝึกอบรม หรือให้มีหลักสูตรการเรียน หรือฝึกอบรมของตัวเอง โดยจัดเป็นหลักสูตรเฉพาะสำหรับตุลาการ หรือผู้พิพากษา และมีการเชิญวิทยากรหรือผู้ทรงคุณวุฒิจากหน่วยงานหรือภาคส่วนต่างๆ มาเป็นผู้บรรยายหรือแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์กับตุลาการหรือผู้พิพากษาได้ และควรกำหนดกรอบการดำเนินงานของหลักสูตรการอบรม สำหรับตุลาการหรือผู้พิพากษาให้มีเป้าหมายเพื่อเสริมสรางความรู้ความเข้าใจในหลักสิทธิมนุษยชน นิติธรรม และประชาธิปไตย การพัฒนาประสิทธิภาพในการทำงานของหนวยงานศาลยุติธรรม โดยการสรางทัศนคติของ ตุลาการ หรือผูพิพากษาที่เปดกวางตอประชาชนทุกกลุมและสังคม และที่สำคัญเพื่อให้ยึดมั่นในกรอบ จรรยาบรรณของตุลาการ หรือผู้พิพากษาอย่างเคร่งครัด

สำหรับสมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน ก่อตั้งเมื่อปี 2516 เดิมชื่อ ‘สหภาพเพื่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน’ แต่หลังจดทะเบียนในฐานะ ‘สมาคม’ จึงเปลี่ยนชื่อเป็นสมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน เมื่อปี 2526

สมาชิกองค์กรเป็นการรวมตัวของนักศึกษา นักวิชาการ ทนายความ และประชาชนในสาขาวิชาชีพต่างๆ ที่ตระหนักถึงสิทธิและเสรีภาพ เพื่อให้เป็นองค์กรที่ช่วยเหลือและพิทักษ์สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน ตลอดจนเผยแพร่แนวคิด และจัดทำข้อเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหาสิทธิมนุษยชนให้แก่องค์กรรัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง