Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

เผยสำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (PMCU) มีนโยบายคืนเงินจองห้องชุดในโครงการพัฒนาพื้นที่ “หมอน 33” เต็มจำนวนแก่ผู้จองทั้งหมด ภายหลังโครงการมีความล่าช้า และยังไม่มีกำหนดการเปิดโครงการหรือเปิดจองรอบใหม่อย่างชัดเจน


โครงการพัฒนาพื้นที่หมอน 33 (Block 33) | แฟ้มภาพ

19 เมษายน 2569 ประชาไทได้รับแจ้งว่า สำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (PMCU) มีนโยบายคืนเงินจองห้องชุดในโครงการพัฒนาพื้นที่ “หมอน 33” เต็มจำนวนแก่ผู้จองทั้งหมด ภายหลังโครงการมีความล่าช้า และยังไม่มีกำหนดการเปิดโครงการหรือเปิดจองรอบใหม่อย่างชัดเจน

ตัวแทน PMCU ระบุว่า การคืนเงินเป็นความประสงค์ของผู้บริหาร เพื่อให้ผู้จองได้รับเงินคืนไปก่อน ขณะที่ความคืบหน้าโครงการยังต้องรอการพิจารณาและข้อตกลงในอนาคต

สำหรับพื้นที่โครงการ “หมอน 33” ดังกล่าวตั้งอยู่ในบริเวณเดิมของ “ชุมชนเซียงกง” ซึ่งถูกปรับเปลี่ยนเพื่อการพัฒนาเชิงพาณิชย์ตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 2550 อย่างไรก็ตาม ภายในพื้นที่ยังคงมีศาลเจ้าแม่ทับทิมสะพานเหลือง โดยผู้ดูแลศาลเจ้ายืนยันสิทธิในพื้นที่และอยู่ระหว่างการต่อสู้คดีในศาล

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ในด้านข้อกฎหมายเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2568 ศาลปกครองกลางมีคำสั่งรับคำฟ้องกรณีที่กลุ่มนิสิตจุฬาฯ และประชาชนยื่นฟ้องกรุงเทพมหานคร เกี่ยวกับการออกใบอนุญาตก่อสร้างโครงการหมอน 33 ซึ่งอาจขัดต่อกฎหมายควบคุมอาคาร

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2568 ตัวแทนนิสิตและประชาชนได้ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) โดยระบุผลกระทบจากการก่อสร้าง เช่น ฝุ่นละออง เสียงรบกวน ทางเท้าที่ถูกรุกล้ำ และความปลอดภัยในพื้นที่

ต่อมาเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568 สผ. มีหนังสือถึงผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ขอให้พิจารณาเพิกถอนรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ของโครงการ โดยระบุว่าพบ “ความไม่สอดคล้องอย่างรุนแรง”
ข้อมูลจากระบบ e-GP ของกรมบัญชีกลางระบุว่า โครงการมูลค่า 2,941 ล้านบาท มีสถานะ “ส่งงานล่าช้ากว่ากำหนด/ผูกพัน” โดยล่วงเลยกำหนดสิ้นสุดสัญญา (8 มีนาคม 2567) มาแล้วกว่า 700 วัน และมีการเบิกจ่ายประมาณ 45.57% ของวงเงินทั้งหมด

นอกจากนี้ ในปี 2568 มียอดผู้จองโครงการประมาณ 20–25%

เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล อดีตนายกสโมสรนิสิตจุฬาฯ กล่าวว่า การคืนเงินสะท้อนผลจากการตรวจสอบของภาคประชาชนต่อโครงการนี้มาหลายปี

“...การเรียกร้องนี้ในที่สุดก็เป็นที่รับรู้อย่างกว้างขวาง และก็ไม่พ้นการตรวจสอบของภาคประชาชนและสาธารณะที่นำไปสู่ความไม่แน่นอนทางกฎหมายที่อนุญาตสร้างคอนโดนี้ ผมหวังว่านี่จะเป็นบทเรียนให้จุฬาฯ ถอยกลับมาทบทวนความสัมพันธ์ของตนกับชุมชน และต่อศาลเจ้าแม่ทับทิมที่เป็นหัวใจของการพัฒนาที่ยั่งยืน แต่ขณะเดียวกันเราก็ประมาทไม่ได้ เพราะบทเรียนมีมาก ต้องก้าวเรียกร้องต่อไป” เนติวิทย์กล่าว

จิรปรียา แซ่บู่ นิสิตเก่าจุฬาฯ กล่าวว่าเหตุการณ์ในครั้งนี้ “จะเป็นการเซ็ตมาตรฐานการปฏิบัติตามกฎหมายในโครงการพัฒนาที่ดินต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ว่าจะต้องรับฟังเสียงผู้ใช้งานอย่างมีความหมาย ไม่ใช่จัดประชาพิจารณ์แบบเร่งๆ ให้พอผ่านไปได้อย่างที่เคยทำ”

ขณะที่ กฤตภาส เชษฐเจริญรัตน์ นิสิตเก่าจุฬาฯ กล่าวว่ากรณีนี้ “ทำให้นิสิตได้เข้าใจ ‘อีกด้านหนึ่ง’ ของการพัฒนาเมือง ที่เลวร้ายกับคนธรรมดา เพราะการที่มหาวิทยาลัยอ้างกรรมสิทธิ์ไล่ที่ สร้างนู่นสร้างนี่ ที่รวมๆ แล้วคือการยกระดับค่าครองชีพครั้งใหญ่ให้คนที่มีฐานะเท่านั้นถึงอยู่ได้ สิ่งเหล่านี้มันสะท้อนชัดเป็นรูปธรรมยิ่งกว่าในหนังสือเรียนหรือบทความวิชาการต่างๆ”

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง