พีมูฟ–เครือข่ายประชาชน เข้ารายงานตัว สน.ดุสิต คดีชุมนุมข้างทำเนียบเมื่อ ต.ค.67 ตำรวจแจ้งเปลี่ยนข้อหา “ร่วมกันชุมนุม” เป็น “ร่วมกันเป็นผู้จัดให้มีการชุมนุม” ด้านทนาย-ประชาชน วิจารณ์ พ.ร.บ.ชุมนุมฯ สร้างอุปสรรคให้ประชาชนที่จะออกมาเรียกร้องรัฐแก้ปัญหาต่างๆ บ่อนทำลายหลักประชาธิปไตย
เมื่อวานนี้ (16 มี.ค. 2569) ที่สถานีตำรวจนครบาลดุสิต ตัวแทนขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) พร้อมสมาชิกเครือข่าย เดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหาเพิ่มเติมในคดี พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ หลังเจ้าหน้าที่ตำรวจมีการเปลี่ยนข้อกล่าวหาจาก “ผู้ร่วมจัดการชุมนุม” เป็น “ร่วมกันเป็นผู้จัดให้มีการชุมนุม” ก่อนส่งสำนวนให้พนักงานอัยการพิจารณาต่อไป
คดีที่สมาชิกพีมูฟเข้ารายงานตัวครั้งนี้ เกี่ยวข้องกับการชุมนุมในช่วงเมื่อวันที่ 8-24 ต.ค. 2567 ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อทวงถามความคืบหน้าของข้อเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาเรื่องที่ดินทำกิน ชาติพันธ์ และรัฐสวัสดิการ
ผู้ที่เข้ารายงานตัวประกอบด้วย จำนงค์ หนูพันธุ์ นักปกป้องสิทธิมนุษยชน ประธานขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) , ธีรเนตร ไชยสุวรรณ รองประธานพีมูฟ และกรรมการสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ (สกต.) รวมทั้งสมาชิกเครือข่ายอีกหลายคนที่ถูกแจ้งข้อกล่าหาพร้อมกันประกอบด้วย สินชัย รู้เพราะจีน ผู้ประสานงานเครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมือง (คปสม.) , สมศักดิ์ บุญมาเลิศ อดีตประธานเครือข่ายสลัม4ภาค , จรัสศรี จันทร์อ้าย ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนและกรรมการบริหารสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.)
ทนายชี้กระทบเสรีภาพการชุมนุม เสนอทบทวนหรือยกเลิก พ.ร.บ.ชุมนุม
ขณะที่ วีรวัฒน์ อบโอ ทนายความจากมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชนชน (CRC) เปิดเผยว่า การเข้าพบพนักงานสอบสวนในครั้งนี้เป็นไปตามนัดหมาย โดยพนักงานสอบสวนแจ้งว่าพนักงานอัยการมีคำสั่งให้แก้ไขข้อกล่าวหา จากเดิมที่ระบุว่า “ร่วมกันชุมนุมในรัศมี 50 เมตรรอบทำเนียบรัฐบาล” เป็น “ร่วมเป็นผู้จัดให้มีการชุมนุมในสถานที่ห้ามชุมนุม”
“วันนี้เป็นเพียงการรับทราบข้อกล่าวหาที่แก้ไขเพิ่มเติม ส่วนคำให้การยังคงยึดตามคำให้การเดิมที่ได้ให้ไว้ก่อนหน้านี้ หลังจากนี้พนักงานสอบสวนจะรวบรวมสำนวนส่งให้อัยการ และพนักงานอัยการจะมีการนัดฟังคำสั่งอีกครั้งว่าจะมีการสั่งฟ้องหรือไม่ และเมื่อใดต่อไป” วีรวัฒน์กล่าว
ทนาย CRC ยังกล่าวเชิญชวนให้ประชาชนติดตามคดีดังกล่าวนี้ เพราะเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับเสรีภาพในการชุมนุมของประชาชน โดยเห็นว่าการชุมนุมของประชาชนเป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ เพื่อสะท้อนความเดือดร้อนและเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหา
“การชุมนุมของประชาชนจำนวนมากเกิดขึ้นบริเวณทำเนียบรัฐบาล เพราะเป็นศูนย์กลางการบริหารประเทศ การรับฟังเสียงของผู้เดือดร้อนจึงเป็นเรื่องสำคัญ มากกว่าการใช้กฎหมายมาดำเนินคดีกับผู้ชุมนุม”
วีรวัฒน์ยังระบุด้วยว่า ก่อนการประกาศใช้พระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ ประชาชนสามารถใช้สิทธิชุมนุมได้ตามรัฐธรรมนูญโดยไม่เกิดปัญหา และหลายกรณีเมื่อมีข้อตกลงกับภาครัฐ ชาวบ้านก็ยุติการชุมนุมโดยสงบ
“จึงอยากชวนให้สังคมร่วมกันติดตามและผลักดันให้มีการทบทวนหรือยกเลิกกฎหมายการชุมนุมสาธารณะ ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าไม่ได้เอื้อให้กับผู้ชุมนุม แต่กลับกลายเป็นเครื่องมือจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน” ทนาย CRC กล่าว
พ.ร.บ.ชุมนุมฯ จำกัดสิทธิประชาชนเรียกร้องรัฐแก้ปัญหา
จำนงค์กล่าวภายหลังเข้ารับทราบข้อกล่าวหาว่า การเปลี่ยนข้อกล่าวหาในคดีครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่ากฎหมายการชุมนุมถูกใช้เป็นเครื่องมือดำเนินคดีกับประชาชนที่ออกมาใช้สิทธิเรียกร้อง และคุ้มครองเจ้าหน้าที่รัฐมากกว่าผู้ออกมาใช้สิทธิเสรีภาพ
“ผู้ที่ออกมาใช้สิทธิยังไม่ได้รับการคุ้มครองอะไรเลย แต่กลับถูกดำเนินคดีซ้ำ ๆ หากกฎหมายฉบับนี้ยังคงอยู่ การชุมนุมใกล้เขตห้ามภายใน 50 เมตรก็มีความเสี่ยงถูกดำเนินคดีได้ตลอด” จำนงค์กล่าว พร้อมยืนยันว่าขบวนการจะเดินหน้าผลักดันให้มีการยกเลิกกฎหมายดังกล่าวในอนาคต
ด้านธีรเนตร ระบุว่า การถูกเรียกตัวมารับทราบการเปลี่ยนแปลงข้อกล่าวหาจากเดิมที่เป็น “ผู้ร่วมจัดการชุมนุม” เป็น “ร่วมกันเป็นผู้จัดให้มีการชุมนุม” ทำให้ผู้ถูกกล่าวหาต้องเดินทางมารับทราบข้อกล่าวหาใหม่ ซึ่งสร้างภาระทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ต่างจังหวัด เขามองว่า คดีลักษณะนี้ไม่เป็นประโยชน์ต่อสังคม และอาจกลายเป็นอุปสรรคต่อประชาชนหรือขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมอื่นๆอีกด้วยที่ต้องการออกมาเรียกร้องสิทธิของตนเอง
ขณะที่จรัสศรีกล่าวว่า การดำเนินคดีต่อผู้ชุมนุมถือเป็นการละเมิดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการชุมนุมโดยสงบ ซึ่งเป็นสิทธิที่รัฐธรรมนูญรับรอง พร้อมตั้งคำถามต่อข้อกำหนดพื้นที่ห้ามชุมนุมในรัศมี 50 เมตรใกล้ทำเนียบรัฐบาล
“พื้นที่อำนาจของรัฐควรเป็นพื้นที่ที่ประชาชนสามารถส่งเสียงได้ แต่กฎหมายกลับกลายเป็นเครื่องมือจำกัดสิทธิของประชาชน” จรัสศรีกล่าว
ด้าน สินชัยระบุว่า เขาต้องเดินทางไกลไปกลับกว่า 1,500 กิโลเมตร เพื่อมารับทราบข้อกล่าวหา ซึ่งการเดินทางมาแต่ละครั้งสร้างภาระค่าใช้จ่ายจำนวนมาก และมองว่าการดำเนินคดีกับกลุ่มชาวบ้านที่ออกมาเรียกร้องให้รัฐดำเนินการแก้ไขปัญหาปัญหาความเดือดร้อน เช่น เรื่องที่ดินทำกิน สิทธิชุมชน และสถานะบุคคล ไม่ควรที่จะเกิดการฟ้องคดีปิดปากเกิดขึ้น
เช่นเดียวกับสมศักดิ์ ที่ระบุว่า ก่อนการบังคับใช้กฎหมายการชุมนุมเมื่อปี 2558 เครือข่ายประชาชนไม่เคยถูกดำเนินคดีในลักษณะนี้ แต่หลังจากมีพ.ร.บ.ชุมนุมฯ กลับมีคดีเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เขายืนยันว่า การรวมตัวของพีมูฟเป็นการใช้สิทธิของประชาชนเพื่อเรียกร้องให้รัฐแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน และเตรียมร่วมกันรณรงค์เพื่อยกเลิกกฎหมายการชุมนุมสาธารณะ ซึ่งถูกมองว่าเป็นกฎหมายปิดปากประชาชนต่อไป
PI เตือนไทยในฐานะสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชน UN ต้องคุ้มครองเสรีภาพการชุมนุม
ขณะที่ปรานม สมวงศ์ จาก Protection International (PI) กล่าวว่าความไม่เป็นธรรมในกรณีนี้เริ่มจากการที่รัฐแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างล่าช้าอยู่แล้ว แต่แทนที่จะเร่งแก้ไข กลับนำคดีมากกว่า 17 คดีมาดำเนินกับสมาชิกพีมูฟออกมาเรียกร้องอย่างสงบ ซึ่งยิ่งซ้ำเติมนักปกป้องสิทธิมนุษยชนและขบวนการประชาชน
ประเทศไทยเป็นสมาชิกของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UN Human Rights Council) รัฐจึงมีพันธกรณีที่จะต้องคุ้มครองสิทธิในการชุมนุมโดยสงบ ไม่ใช่ใช้กฎหมายมาดำเนินคดีกับประชาชนที่กำลังเรียกร้องให้รัฐแก้ปัญหา เราจึงเห็นว่าตำรวจ พนักงานอัยการ และกระบวนการยุติธรรมควรยุติการดำเนินคดีเหล่านี้ทันที และเปิดพื้นที่ให้มีการแก้ไขปัญหาของประชาชนอย่างจริงจัง
พีมูฟยื่น 5 ข้อเรียกร้อง ยกฟ้องคดี ยุติฟ้องปิดปาก และยกเลิก พ.ร.บ.ชุมนุมฯ
ทั้งนี้หลังสมาชิกพีมูฟเข้ารับทราบข้อกล่าวหาเสร็จสิ้นแล้วทั้งหมดได้ร่วมกันอ่านแถลงการณ์หน้า สน.ดุสิต โดยมีใจความสำคัญโดยสรุปว่า การดำเนินคดีต่อประชาชนที่ลุกขึ้นปกป้องที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ และวิถีชีวิตของชุมชน กำลังสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของกระบวนการยุติธรรมไทย ที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชน โดยเฉพาะการใช้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมในลักษณะ “การฟ้องปิดปาก (SLAPP)” เพื่อกดดันและสกัดกั้นการมีส่วนร่วมทางสาธารณะของประชาชน
แถลงการณ์พีมูฟระบุว่า ปัจจุบันมีคดีเกี่ยวกับการชุมนุมของขบวนการมากกว่า 10 คดี และมีประชาชนอย่างน้อย 17 คน ถูกดำเนินคดีจากการใช้สิทธิชุมนุมโดยสงบเพื่อติดตามการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและสิทธิชุมชนบริเวณใกล้ทำเนียบรัฐบาล โดยเห็นว่าการบังคับใช้พระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 ในลักษณะดังกล่าว ได้กลายเป็นเครื่องมือควบคุมและจำกัดเสรีภาพของประชาชน มากกว่าการคุ้มครองสิทธิในการชุมนุมตามหลักประชาธิปไตย
ในแถลงการณ์ พีมูฟได้ยื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐ 5 ข้อได้แก่
1. ยกฟ้องทุกคดีที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมของพีมูฟ และยุติการดำเนินคดีต่อประชาชนที่ใช้สิทธิชุมนุมโดยสงบ
2. ยุติการใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือฟ้องปิดปากประชาชนและนักปกป้องสิทธิมนุษยชน (SLAPP)
3. ยกเลิกพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 และจัดทำกฎหมายที่รับรองเสรีภาพในการชุมนุมของประชาชนอย่างแท้จริง
4. ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมให้เคารพหลักสิทธิมนุษยชน และคุ้มครองผู้ที่ลุกขึ้นปกป้องสิทธิของชุมชน
5. รับรองสิทธิของชุมชนในการจัดการที่ดิน ป่าไม้ และทรัพยากรธรรมชาติ พร้อมเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายสาธารณะ
พีมูฟย้ำว่า การใช้กฎหมายเพื่อคุกคามผู้ที่ลุกขึ้นปกป้องสิทธิของตนเอง ไม่เพียงเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน แต่ยังเป็นการบ่อนทำลายรากฐานของระบอบประชาธิปไตย และประกาศจะเดินหน้าต่อสู้เคียงข้างชุมชนและประชาชนทั่วประเทศเพื่อสร้างสังคมที่เป็นธรรมอย่างแท้จริง
