Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

Protection International เปิดตัวงานวิจัยระดับโลกชี้ “นักปกป้องสิทธิฯ สิ่งแวดล้อมเสี่ยงหนัก” ท่ามกลางวิกฤตโลก 3 ด้าน ขณะที่ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิฯด้านสิ่งแวดล้อมฯไทยจี้รัฐยุติฟ้องปิดปาก-และเรียกร้องให้ค่าตอบแทนของแม่และคนทำงานดูแล (CARE INCOME) บรรจุในรัฐธรรมนูญ พร้อมวิจารณ์หน่วยงานรัฐบิดนิยาม “นักปกป้องสิทธิฯ” เรียกร้องภาคธุรกิจเปิดแหล่งทุนของโครงการที่ทำลายสิ่งแวดล้อมและให้สถาบันการเงินร่วมรับผิดหากโครงการก่อผลกระทบให้เกิดกับสิ่งแวดล้อม

องค์กร Protection International (PI)  เปิดตัวงานวิจัยระดับโลกในหัวข้อ “แนวทางเชิงวิพากษ์ต่อการคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อมผ่านเวทีออนไลน์ในวันที่ 25 มีนาคม 2569 ท่ามกลางบริบทวิกฤตโลกสามด้าน (triple planetary crisis) ที่กำลังทวีความรุนแรง และส่งผลกระทบต่อชุมชนทั่วโลก

โดยสาระสำคัญของงานวิจัยชี้ว่า โลกกำลังเผชิญวิกฤตซ้อนวิกฤตทั้งด้านมลพิษ ความหลากหลายทางชีวภาพที่เสื่อมถอย และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งนำไปสู่ความท้าทายระยะยาวและภาวะล่มสลายของสิ่งแวดล้อมในหลายพื้นที่ ขณะที่นักปกป้องสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อมกลับต้องเผชิญความเสี่ยงรุนแรง ทั้งภัยคุกคาม การติดตาม และความไม่ปลอดภัยในชีวิต ทำให้การคุ้มครองกลุ่มบุคคลเหล่านี้เป็นประเด็นเร่งด่วน  โดยผลการศึกษาถูกแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก โดยส่วนแรกว่าด้วยกรอบกฎหมายและกลไกระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองสิทธิ แม้จะมีพัฒนาการ เช่น มติของรัฐสภายุโรป และสนธิสัญญาระหว่างประเทศที่กล่าวถึงการคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อม แต่กลไกเหล่านี้ยังไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย ส่งผลให้หลายรัฐไม่ปฏิบัติตามอย่างจริงจัง ขณะที่ในพื้นที่ต่างๆ ยังพบการละเมิดสิทธิและการลอยนวลพ้นผิดของผู้ก่อผลกระทบจำนวนมาก

รายงานส่วนที่สองยังระบุถึงปัจจัยบั่นทอนที่ทำให้สภาพแวดล้อมไม่เอื้อต่อการทำงานของนักปกป้องสิทธิฯ เช่น การอยู่ในพื้นที่ห่างไกล การถูกกันออกจากกระบวนการตัดสินใจ และความไม่มั่นคงในชีวิตและความเป็นอยู่ นอกจากนี้ ยังชี้ว่ารัฐบาลจำนวนมากให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมากกว่าสิทธิมนุษยชน ส่งผลให้เกิดการเพิกเฉยต่อการคุ้มครองนักปกป้องสิทธิด้านสิ่งแวดล้อม

ในส่วนของข้อเสนอเชิงนโยบาย งานวิจัยเน้นย้ำถึงความจำเป็นของการมีกฎหมายรองรับการคุ้มครองอย่างชัดเจน การยอมรับสิทธิของชนพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่นในทางกฎหมาย รวมถึงการเปิดพื้นที่ให้กลุ่มนักปกป้องสิทธิสามารถมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายที่เกี่ยวข้องกับชีวิตและทรัพยากรของตนเอง

ขณะเดียวกัน รายงานยังเสนอกลยุทธ์การคุ้มครองแบบรวมหมู่ โดยมองว่านักปกป้องสิทธิฯทำงานเป็นเครือข่าย การคุ้มครองจึงต้องยึดโยงกับการเสริมสร้างความเข้มแข็งของกลุ่ม ทั้งในมิติการถ่วงดุลอำนาจ การรับมือความรุนแรง และการสร้างเครือข่ายสนับสนุนทั้งภายในและภายนอก

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือการสร้างเรื่องเล่าเชิงบวก ผ่านการสื่อสารที่นำโดยชุมชน เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์การต่อสู้ในชีวิตประจำวัน อันจะนำไปสู่ความเข้าใจและความเห็นอกเห็นใจจากสังคมในวงกว้าง

นอกจากนี้ รายงานส่วนที่สามยังให้ความสำคัญกับมิติความสัมพันธ์และการดูแลกันภายในกลุ่ม เช่น การสร้างพื้นที่ปลอดภัย การทำกิจกรรมร่วมกัน ซึ่งช่วยเสริมพลังใจและความยืดหยุ่นของขบวนการเคลื่อนไหว  ตัวแทน PI ย้ำว่า รายงานฉบับนี้เป็นเพียง แนวทางตั้งต้น ที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนให้เกิดผลจริง โดยเน้นว่า นักปกป้องสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อมควรเป็นแกนกลางของการออกแบบระบบคุ้มครอง เพราะการปกป้องพวกเขาไม่ใช่เพียงเรื่องสิทธิมนุษยชนเท่านั้น แต่เป็นการปกป้องอนาคตของโลกโดยรวม

เวทีเปิดตัวครั้งนี้มีผู้ร่วมเสวนาจากหลากหลายภูมิภาค ได้แก่ แมรี ลอว์เลอร์ ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยนักปกป้องสิทธิมนุษยชน จุฑามาส ศรีหัตถผดุงกิจ ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อมจากประเทศไทย และเจมส์ วาคีเบีย นักปกป้องสิทธิจากประเทศเคนยา ที่ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองทั้งในระดับนโยบายและระดับชุมชน

ผู้รายงานพิเศษยูเอ็นชี้ “นักปกป้องสิทธิฯสิ่งแวดล้อม” เผชิญความรุนแรงเชิงโครงสร้าง โยงทุนโลก-รัฐหนุน


แมรี่ ลอว์เลอร์ ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติ

แมรี่ ลอว์เลอร์ ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติ กล่าวสะท้อนว่า นักปกป้องสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อมทั่วโลกกำลังเผชิญทั้งการโจมตีทางกายภาพ การดำเนินคดีทางกฎหมาย และการคุกคามในหลายรูปแบบอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทุกปีมีนักปกป้องสิทธิฯด้านสิ่งแวดล้อมถูกสังหารอย่างต่อเนื่อง นี่ไม่ใช่เหตุการณ์เฉพาะราย แต่เป็นรูปแบบความรุนแรงที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในระดับโลก ความรุนแรงเหล่านี้เชื่อมโยงกับโครงสร้างเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะบทบาทของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมที่ละเมิดสิทธิชุมชนและผลักคนออกจากพื้นที่

“ไม่ว่าจะเป็นแรงผลักดันในรูปแบบใด สิ่งที่เกิดขึ้นล้วนเชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจโลก ที่เอื้อให้เกิดการแสวงหากำไรเหนือสิทธิมนุษยชน” พร้อมชี้ว่า การปกป้องสิ่งแวดล้อมกลับถูกมองเป็นปัญหาภายใต้ระบบที่เน้นกำไรเป็นศูนย์กลาง

เธอตั้งคำถามว่า โลกจะคุ้มครองนักปกป้องสิทธิได้อย่างไร หากยังปล่อยให้โครงการพัฒนาดำเนินต่อโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบ พร้อมระบุว่า ปัจจุบันยังมีการฟ้องปิดปากควบคู่ความรุนแรงทางกายภาพ และสะท้อนการสมรู้ร่วมคิดระหว่างรัฐกับธุรกิจ

แมรีย้ำว่า ปัญหานี้เกิดขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะในพื้นที่ชนพื้นเมือง

“ต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมถูกผลักไปให้กับชุมชน โดยเฉพาะชนพื้นเมือง ขณะที่ผลประโยชน์กลับกระจุกอยู่กับกลุ่มทุน”ผู้รายงานพิเศษยูเอ็นย้ำว่า การเปลี่ยนผ่านด้านสิ่งแวดล้อมจะไม่มีความหมาย หากไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ที่ยืนแนวหน้า พร้อมทิ้งท้ายว่า การคุ้มครองนักปกป้องสิทธิฯไม่ใช่เพียงเรื่องของบุคคล แต่คือการปกป้องสิ่งแวดล้อมและอนาคตของโลก

“PI ชี้คุ้มครองนักปกป้องสิทธิต้องรื้อโครงสร้างอำนาจ จี้รัฐ-ทุนหยุดคาร์บอนเครดิตยึดที่ดินชุมชน”


ปรานม สมวงศ์ จาก Protection International

ขณะที่ปรานม สมวงศ์ จาก Protection International ในฐานะผู้ดำเนินรายการ กล่าวว่าสิ่งที่แมรี่เสนอ เป็นสิ่งที่นักปกป้องสิทธิในไทยก็ปฏิเสธกลไกคาร์บอนเครดิตที่ทำให้ป่าไม้กลายเป็นสินค้า และยึดครองที่ดินของชุมชนในนามของ ทางออกจอมปลอมเช่นกันสิ่งที่ปรากฏชัดจากการสนทนานี้คือ “การคุ้มครอง” ไม่ใช่แค่เรื่องของความปลอดภัย แต่คือเรื่องของอำนาจ โครงสร้างระบบ และเงื่อนไขของการปกป้องสิทธิมนุษยชนการปกป้องผืนดินไม่ใช่เพียงการต่อต้าน แต่คือการกระทำแห่งความรักความรักต่อผืนดิน ทะเล ป่าไม้ และต่อการดูแลร่วมกันที่หล่อเลี้ยงชีวิตทั้งหมด

แมรีได้ย้ำเตือนเราว่า นักปกป้องสิทธิมนุษยชนมักถูกมองว่าเป็นผู้สร้างความปั่นป่วนต่อระบบ แต่ในความเป็นจริง พวกเขากำลังท้าทายความอยุติธรรม และยืนอยู่ใจกลางของการต่อสู้เพื่อความรับผิดของภาคธุรกิจ ความรับผิดของรัฐ และสิทธิของชุมชนในการดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีความปั่นป่วนที่แท้จริงไม่ใช่การกระทำของนักปกป้องสิทธิ—แต่คือระบบที่ทำร้ายพวกเขา

ขอขอบคุณแมรี ที่ช่วยย้ำให้เราเห็นทั้งความเร่งด่วนของสถานการณ์นี้ และความรับผิดชอบของรัฐ บริษัทและสถาบันต่าง ๆ ที่ต้องลงมือปฏิบัติสิ่งที่ชัดเจนจากวันนี้คือ การคุ้มครองนักปกป้องสิ่งแวดล้อมไม่ใช่แค่การป้องกันอันตราย แต่คือการเผชิญหน้ากับระบบที่ก่อให้เกิดอันตรายนั้นระบบการสกัดทรัพยากร ความไม่เท่าเทียม และการลอยนวลพ้นผิด ที่ยังคงทำให้นักปกป้องสิทธิตกอยู่ในความเสี่ยงทุกวัน

นักปกป้องสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เพียงผู้ที่ต้องได้รับการคุ้มครองแต่คือผู้ที่กำลังกำหนดการเปลี่ยนแปลงบนแนวหน้าของอนาคตร่วมกันของเรา ดังนั้น การคุ้มครองต้องไม่เป็นเพียงเชิงรับ แต่ต้องยืนหยัด สนับสนุน และจัดสรรทรัพยากรให้กับขบวนการอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่ภายหลังแต่ต้องเริ่มตอนนี้

“จุฑามาส” ชี้ช่องว่างคุ้มครองสิทธิฯ ดัน “CARE INCOME” ดูแลชีวิตนักปกป้องสิทธิ-ครอบครัว


จุฑามาส ศรีหัตถผดุงกิจ ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อม

ขณะที่จุฑามาส ศรีหัตถผดุงกิจ ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อม ได้สะท้อนมุมมองต่อรายงานดังกล่าว พร้อมเสนอข้อเรียกร้องเชิงนโยบายต่อภาครัฐ ภาคธุรกิจ และองค์กรสิทธิมนุษยชน โดยระบุว่า จากการอ่านข้อมูลเราค่อนข้างเห็นด้วยกับสิ่งที่ทาง PI ได้ร่วมกันวิพากษ์ถึงปัญหาที่กำลังเกิดขึ้น แต่ในฐานะผู้หญิงนักปกป้องสิทธิฯด้านสิ่งแวดล้อมและเป็นทีมที่ทำงานกับขบวนการเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด เราอยากจะมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมดังต่อไปนี้

ข้อเสนอแนะต่อรัฐในฐานะผู้หญิงนักปกป้องสิทธิฯ ที่อยู่ในขบวนเคลื่อนไหวผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย  สิ่งที่เป็นช่องว่างสำคัญคือเรื่อง CAREINCOME ค่าตอบแทนของแม่และคนทำงานดูแลที่ควรต้องให้ความหมายและความสำคัญว่าการปกป้องคุ้มครอง ต้องไม่จำกัดอยู่แค่เรื่องความปลอดภัย แต่ต้องครอบคลุมถึงเรื่องการดูแลชีวิตของนักปกป้องสิทธิฯ ครอบครัว และชุมชนด้วย ซึ่งสิ่งนี้ควรเป็นหน้าที่โดยตรงของรัฐที่ต้องดำเนินการดูแล และต้องถูกให้คุณค่าและความหมายในรัฐธรรมนูญของไทย

จี้รัฐยุติ “ฟ้องปิดปาก” เหมือง-พลังงานรุก นักปกป้องสิทธิฯด้านสิ่งแวดล้อมถูกดำเนินคดีสกัดการเคลื่อนไหว

จากสถานการณ์ปัญหาสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นเหมืองแร่โปแตช ที่ อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา ที่สร้างมลพิษความเค็มมหาศาล หรือการแย่งยึดที่ดินของนักปกป้องสิทธิ ฯ ในพื้นที่ จ.มุกดาหาร เพื่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานลม หรือในอีกหลายพื้นที่ที่กำลังต่อสู้เพื่อปกป้องที่ดินทำกิน สิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกเขาคือการถูกดำเนินคดีโดยรัฐ เพื่อสกัดกั้นขบวนการเคลื่อนไหว ฉะนั้นเรื่องการยุติการฟ้องปิดปากโดยรัฐจึงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการ

วิจารณ์รัฐบิดนิยาม “นักปกป้องสิทธิฯ” เปิดทางตัวแทนบริษัทที่ก่อผลกระทบให้นักปกป้องสิทธิฯแทรกเวที-ลดทอนความชอบธรรมการต่อสู้ของประชาชน

จุฑามาสยังระบุเพิ่มเติมว่า ปัญหาจากการนิยามหรือการให้ความหมายของนักปกป้องสิทธิฯทั้งที่เรามีกฎหมายระหว่างประเทศระบุเรื่องนี้ไว้อย่างชัดเจน แต่ในขณะเดียวกันคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนประเทศไทย และกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ  ภายใต้กระทรวงยุติธรรม กลับทำลายการให้ความหมายนั้นอย่างสิ้นเชิง ด้วยการเชิญมวลชนสัมพันธ์ของบริษัทที่สร้างผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม มาเข้าร่วมการประชุมในฐานะนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ทั้งยังมีการระบุว่าตัวแทนนักปกป้องสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อมจากประเทศไทยหลากหลายเครือข่าย ที่กำลังต่อสู้เรื่องสิทธิในที่ดินทำกินไม่ใช่นักปกป้องสิทธิมนุษยชนสิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เห็นว่าภาครัฐไม่ได้คุณค่าของคำนิยามดังกล่าว การให้ผู้ที่ปกป้องผลประโยชน์ของบริษัท และร่วมกันปกปิดผลกระทบ ย่อมต้องถือว่าเป็นภัยคุกคามต่อนักปกป้องสิทธิฯ

ชี้ต้องเปิดแหล่งทุนโครงการทำลายสิ่งแวดล้อม ให้สถาบันการเงินร่วมรับผิด

ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อมจากประเทศไทยยังมีข้อเสนอต่อภาคธุรกิจและสถาบันทางการเงิน โดยระบุว่า ต้องมีการเปิดเผยข้อมูลทั้งหมดอย่างโปร่งใส และครบถ้วน ไม่มีการเซนเซอร์ ยกตัวอย่างเช่นรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม และข้อมูลเบสไลน์ดาต้าของบริษัทฯต่างๆ ที่เข้ามาสกัดแร่ มักถูกปกปิดข้อมูล หรือไม่มีการเปิดเผยข้อมูลอย่างครบถ้วน ทั้งที่สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่โดยตรง

นอกจากนี้ยังต้องเปิดเผยข้อมูลให้ชัดเจนว่า โครงการพัฒนาที่เข้ามาทำลายสิ่งแวดล้อมนั้นได้รับทุนจากแหล่งทุนใดหรือสถาบันทางการเงินใด โดยแหล่งทุนนั้นต้องร่วมรับผิดชอบต่อความผลกระทบที่เกิดขึ้น และเมื่อมีผลกระทบเกิดขึ้น ชาวบ้านในพื้นที่ต้องมีสิทธิร่วมการตรวจสอบได้ทันที โดยได้รับความคุ้มครองจากรัฐและต้องไม่ถูกสั่งห้าม ในการบันทึกข้อมูลใดๆในกระบวนการตรวจสอบ

“เมื่อมีผลกระทบเกิดขึ้น ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่ามาจากผู้ก่อมลพิษโดยไม่ต้องรอการพิสูจน์ ต้องหยุดดำเนินการทันที และชดใช้ความเสียหายทั้งต่อชีวิต ร่างกาย และจิตใจ โดยหน้าที่การพิสูจน์ข้อเท็จจริงต้องมาจากบริษัท เพื่อให้บริษัทฯเหล่านั้นมีการดำเนินการด้วยความรับผิดชอบมากขึ้น และหากพบว่ามีความผิดจริงต้องมีบทลงโทษให้ชัดเจน” จุฑามาสระบุ

เสนอองค์กรสิทธิฯทำงานร่วมขบวนการเคลื่อนไหว รับมือการละเมิดสิทธิที่เกิดขึ้นตลอดเวลา

ประเด็นที่สำคัญจุฑามาสยังมีข้อเสนอต่อองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนโดยระบุว่าสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งที่จะทำให้นักปกป้องสิทธิด้านสิ่งแวดล้อมสามารถต่อสู้ และสร้างขบวนการเคลื่อนไหวที่มีความเข้มแข็งได้ ก็คือการเคียงข้างขององค์กรด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งการเคียงข้างดังกล่าวต้องไม่ใช่เพียงแค่การเข้ามาอย่างฉาบฉวย หรือการติดตามสถานการณ์ในระยะไกล แต่สิ่งที่องค์กรสิทธิควรต้องทำ คือการเข้ามาทำงานร่วมกับขบวนการเคลื่อนไหว เพราะการละเมิดสิทธิเกิดขึ้นตลอดเวลา ไม่ว่าจะในพื้นที่ หรือโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการชุมนุมสาธารณะ เพราะสิ่งที่นักปกป้องสิทธิมนุษยชนต้องการคือโล่ในการปกป้อง ไม่ใช่ฟูกที่รอรับเมื่อได้รับแรงกระแทก

“ช่างภาพเคนยาแฉวิกฤตมลพิษโลกการเล่าเรื่องคืออาวุธ จี้รัฐรับผิดสิ่งแวดล้อม-ชีวิตประชาชน”


เจมส์ วากิเบีย ช่างภาพข่าวสิ่งแวดล้อมและนักรณรงค์ชาวเคนยา

ด้านเจมส์ วากิเบีย ช่างภาพข่าวสิ่งแวดล้อมและนักรณรงค์ชาวเคนยา ผู้มีประสบการณ์ยาวนานกว่าหนึ่งทศวรรษในการบันทึกและขับเคลื่อนประเด็นการทำลายสิ่งแวดล้อม ผ่านการเล่าเรื่องด้วยภาพที่ทรงพลังผลงานของเจมส์ครอบคลุมประเด็นสำคัญระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นมลพิษจากพลาสติก ไมโครพลาสติก แร่ใยหิน ขยะสิ่งทอ การทิ้งขยะผิดกฎหมาย การเผาในที่โล่ง และปัญหาขยะเกลื่อนกลาด โดยเจมส์มีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้เกิดมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมที่เข้มแข็งขึ้นในเคนยา รวมถึงการแบนพลาสติกใช้ครั้งเดียวผ่านภาพถ่ายและการสื่อสารสาธารณะ

ในเวทีครั้งนี้วากิเบียได้เปิดเผยผลกระทบอันรุนแรงของมลพิษต่อระบบนิเวศและชุมชน พร้อมเชื่อมโยงการทำงานของเขาเข้ากับความพยายามในระดับโลกเพื่อแก้ไขวิกฤตสิ่งแวดล้อม  เขายังสะท้อนความจริงที่เจ็บปวดว่า เมื่อระบบล้มเหลวเมื่อหน่วยงานรัฐไม่สามารถเข้าถึงได้ การตอบสนองเป็นเพียงผิวเผิน และสิทธิในการมีสิ่งแวดล้อมที่ดีถูกละเลยการเล่าเรื่องจึงกลายเป็นรูปแบบหนึ่งของการต่อต้าน

กรณีของโอโวิโน อูฮูรู ในเมืองมอมบาซา เป็นตัวอย่างชัดเจนของความอยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อม ที่มลพิษเป็นพิษก่อให้เกิดการเสียชีวิตและผลกระทบระยะยาวต่อสุขภาพของประชาชน ขณะที่ความรับผิดชอบยังคงอ่อนแอ

ในบริบทนี้ ชุมชนต้องต่อสู้เพื่อให้เสียงของตนถูกรับฟัง ขณะที่นักปกป้องสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อมต้องเผชิญกับความเสี่ยงร้ายแรง ทั้งการคุกคาม การลักพาตัว และการถูกสังหาร   วากิเบียย้ำอย่างชัดเจนว่าการเล่าเรื่องไม่ใช่เพียงเรื่องเล่าแต่คือเครื่องมือของความยุติธรรม การทำให้มองเห็น และการคุ้มครองชีวิตของผู้คนและโลกใบนี้

เสียงขอบคุณก่อนอำลาวาระ  “แมรี่” กับบทบาทเปลี่ยนโลกการคุ้มครองนักปกป้องสิทธิ

ทั้งนี้ก่อนจบเวทีเสวนาปรานมกล่าวทิ้งท้ายว่า ก่อนจะปิดเวทีพีไอได้ขอขอบคุณเป็นพิเศษแก่แมรี ในโอกาสที่เธอกำลังจะสิ้นสุดวาระการดำรงตำแหน่งผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติด้านนักปกป้องสิทธิมนุษยชนแมรี คุณได้ช่วยเปลี่ยนความหมายของการคุ้มครองจากสิ่งที่เป็นเพียงการตอบสนองภายหลัง ให้กลายเป็นสิ่งที่ยึดโยงกับสิทธิ ความรับผิด และการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างสำหรับนักปกป้องสิทธิฯหลายคนในโลกใบนี้  บทบาทของแมรี่เป็นทั้งแหล่งของความชอบธรรมและพลังของการปกป้องสิทธิมนุษยชน

สำหรับเวทีดังกล่าวนี้จัดขึ้นในเวลา 16.00 น. ตามเวลาประเทศไทย (12.00 น. ไนโรบี และ 10.00 น. บรัสเซลส์) โดยเป็นการสะท้อนความพยายามเชื่อมโยงเสียงของนักปกป้องสิทธิฯจากระดับพื้นที่สู่เวทีนานาชาติ เพื่อผลักดันให้การคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อมเป็นวาระสำคัญของโลก

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง