ทนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส ยืนยันไม่รู้จักผู้ก่อเหตุถล่มตัวเองจนผู้ติดตามได้รับบาดเจ็บ มั่นใจไม่ใช่เรื่องส่วนตัวแน่นอน แล้วอะไรคือแรงจูงใจในการก่อเหตุ คงต้องย้อนไปดูบทบาทของเขาในสภาผู้แทนราษฎร ทนายกมลศักดิ์มีบทบาทเด่นในด้านกฎหมาย ความยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน กล้าหาญกล้าชนกับความไม่เป็นธรรม ซึ่งล้วนเกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจรัฐและการบังคับใช้กฎหมายพิเศษ นับว่าครบเครื่องเรื่องความเป็นผู้แทนประชาชน แต่จะหยุดเขาได้ไหม หรือจะมีใครจะมาแทนที่เขาได้บ้าง

ทนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส
“ผมไม่รู้จัก 2 คนนี้มาก่อน มั่นใจว่าไม่ใช่เรื่องส่วนตัวแน่นอน”
นี่คือคำยืนยันของทนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สส. เขต 5 จ.นราธิวาส พรรคประชาชาติ เมื่อวานนี้ (30 มี.ค. 2569) ต่อกรณีการจับกุมผู้ต้องสงสัย 2 ราย ที่ก่อเหตุลอบยิงตนเองกลางดึกวันที่ 20 มี.ค. 69 ใกล้บ้านพักใน อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส ทำให้ผู้ติดตาม 2 คนได้รับบาดเจ็บ
โดยผู้ต้องสงสัยทั้ง 2 รายเป็นพ่อลูกกัน คือนายสมพร ลังเดช อายุ 57 ปี และนายยศกร ลังเดช อายุ 24 ปี ส่วนอีก 2 ราย เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการติดตามตัว คือ นายอาลาวี อาแว อายุ 24 ปี และนายธนภัทร วัฒนภิญโญ อายุ 41 ปี
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
อะไรคือแรงจูงใจในการก่อเหตุ
เรื่องนี้ยังไม่ได้คำตอบ ยิ่งเมื่อมีรายงานว่า สมพรผู้พ่อเป็นอดีตนาวิกโยธินยศเรือโท แต่ถูกให้ออกจากราชการเนื่องจากประพฤติผิดวินัยอย่างร้ายแรง ก็ยิ่งสร้างความระแวงสงสัยมากขึ้น อาจกลายเป็นความหวั่นไหวในสถานการณ์ความมั่นคงของพื้นที่ชายแดนใต้ หากไม่สามารถไขคดีให้กระจ่างโดยเร็ว
หรือนี่อาจเป็นสัญญาณอันตรายต่อความพยายามแก้ปัญหาความขัดแย้งและสร้างสันติภาพในพื้นที่ เพราะแนวทางการสืบสวนเริ่มตัดประเด็น “การเมืองท้องถิ่น” และ “กลุ่มความไม่สงบ” ออกไป
ดังนั้น คงต้องไปดูว่า บทบาทการทำงานของ สส.กมลศักดิ์ ว่า อาจทำให้มีคนเสียประโยชน์หรือไม่อย่างไร ซึ่งงานเขียนชิ้นนี้ไม่ได้ต้องการชี้ผิดไปใคร แต่นำเสนอบทบาทของเขาในฐานะผู้แทนราษฎรเท่านั้น
สส.กมลศักดิ์คือใคร
สส.กมลศักดิ์คนนี้คือใคร เขามีความสำคัญอย่างไร เริ่มจากเส้นทางทางการเมืองและบทบาทในสภาผู้แทนราษฎร
กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ อายุ 59 ปี คนในพื้นที่รู้จักเขาในชื่อ ทนายแวยูแฮ เพราะอาชีพเดิมคือทนายความ
กมลศักดิ์ คือ 1 ใน 4 ทนายความอันเป็นสัญลักษณ์ของมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม ซึ่งก่อตั้งขึ้นเพื่อให้ความช่วยเหลือจำเลยคดีความมั่นคงและผู้ได้รับผลกระทบจากการบังคับใช้กฎหมายพิเศษในพื้นที่ชายแดนใต้
ประกอบด้วย ทนายแวยูแฮ (กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ) ทนายแบฮา (อับดุลกอฮาร์ อาแวปูเตะ) ทนายแบลัน (อาดิลัน อาลีอิสเฮาะ) และ บังพงษ์ หรือ นายสิทธิพงษ์ จันทรวิโรจน์ ผู้ล่วงลับ
ทนายกลุ่มนี้คือผู้สานต่ออุดมการณ์ของทนายสมชาย นีละไพจิตร ที่ถูกอุ้มตัวหายไปเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2547 ขณะว่าความให้ผู้ต้องหาคดีปล้นปืนในช่วงเดือนมกราคมปีเดียวกัน

ครบเครื่องเรื่องบทบาท สส.
กมลศักดิ์ได้รับเลือกตั้งเป็น สส.นราธิวาส เป็นสมัยที่ 3 ติดต่อกัน เริ่มตั้งแต่การเลือกตั้ง สส.ครั้งแรกหลังรัฐประหาร คือปี 2562, ปี 2566 และล่าสุดเมื่อต้นปี 2569 ปัจจุบันเป็น สส. นราธิวาส เขต 5 และเป็นทนายคนเดียวจาก 3 คนที่ลงสมัคร สส.และชนะเลือกตั้ง
กมลศักดิ์ ถือเป็น สส.คนสำคัญของพรรคประชาชาติและเขาไม่เคยเปลี่ยนพรรคไปไหน เขามีบทบาทเด่นชัดในเรื่องกฎหมาย ความยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน มีบทบาทสำคัญในการผลักดันกฎหมายสำคัญๆ และการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ทั้งการอภิปรายในสภา การตั้งกระทู้ถาม รวมถึงข้อเสนอแนะในการแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับจังหวัดชายแดนภาคใต้
ในสภาชุดที่แล้ว กมลศักดิ์ดำรงตำแหน่งสำคัญมาก ๆ คือ ประธานคณะกรรมาธิการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีอำนาจเรียกหน่วยงานต่าง ๆ มาชี้แจง เช่น เคยเรียกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) และตำรวจภูธรภาค 9 เข้าชี้แจงตามประเด็นร้องเรียน เป็นต้น
นับได้ว่า กมลศักดิ์เป็นนักการเมืองที่ครบเครื่องคนหนึ่ง ทั้งความรู้ มีเครือข่ายในพื้นที่ มีประสบการณ์ตรงในด้านกฎหมาย กระบวนการยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะเรื่องกฎหมายความมั่นคงที่บังคับใช้อยู่ในพื้นที่ชายแดนใต้
แม้มีข่าวถึงความพยายามที่จะร่วมกันล้มกมลศักดิ์ให้ได้ตั้งแต่การเลือกตั้งเมื่อปี 2566 และครั้งล่าสุดในช่วงต้นปี 2569 แต่ก็ไม่เป็นผล เพราะฐานเสียงสนับสนุนของกมลศักดิ์ยังแข็งแกร่ง โดยแทบไม่ต้องใช้ปัจจัยเสริมอะไรมาก
ที่สำคัญคือ เขามีความกล้าหาญในการนำเสนอความคิดความเห็นและข้อเสนอแนะ กล้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐ ซึ่งแม้แต่ สส.คนอื่นๆ อีก 10 กว่าคนจากพื้นที่ชายแดนใต้ ก็ยังไม่กล้าพูด ไม่กล้าอภิปรายเหมือนเขา ทั้งที่เป็นปัญหาสำคัญก็ตาม โดยเฉพาะด้านความมั่นคง
พ.ร.บ.ซ้อมทรมานและอุ้มหาย
กมลศักดิ์มีส่วนสำคัญมาก ๆ ในการผลักดันพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 ซึ่งบังคับใช้กันทั้งประเทศ
หลังเลือกตั้งปี 2562 สมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา โดยมีการเสนอร่างกฎหมายฉบับนี้ทันที ทั้งจากคณะรัฐมนตรี พรรคฝ่ายค้าน และภาคประชาชน โดยใช้ร่างของพรรคประชาชาติ เป็นร่างนำ ตอนนั้นพรรคประชาชาติเป็นฝ่ายค้าน
ทว่า กฎหมายฉบับนี้ออกมาโดยมี 2 ปัจจัยเร่ง คือ กรณีโจ้ถุงดำ และกรณีการยกมือสนับสนุนของ สส.พรรคพลังประชารัฐที่มี พล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณ เป็นหัวหน้าพรรค ที่เห็นด้วยตามข้อเสนอของ สส.อาดิลัน อาลีอิสเฮาะ ที่บอกว่าจะทำให้พรรคได้รับความนิยมมากขึ้น
จริงอยู่ว่า การออกกฎหมายฉบับนี้ได้สำเร็จ มาจากความร่วมมือของหลาย ๆ ฝ่าย แต่แรงผลักดันเบื้องต้นก็มาจากพื้นที่ชายแดนใต้ ทั้งจากนักสิทธิมนุษยชน นักกฎหมาย ภาคประชาสังคม รวมถึงผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์และการบังคับใช้กฎหมายพิเศษในพื้นที่
การออก พ.ร.บ.ฉบับนี้ได้ ยังทำให้คนในพื้นที่โดยเฉพาะภาคประชาสังคมมองเห็นว่า นี่คือรูปธรรมของการนำปัญหาจากพื้นที่เข้าสู่กระบวนการของรัฐสภาจนสามารถออกเป็นกฎหมายได้สำเร็จ ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาให้คนในพื้นที่ได้ ทำให้คนในพื้นที่มีความหวังต่อระบบรัฐสภามากขึ้น
และนี่อาจถือเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้นักกิจกรรมภาคสนามหลาย ๆ คนในพื้นที่ ตัดสินใจลงสมัคร สส.เมื่อปี 2566 เพื่อจะผลักดันวาระต่างๆ ของพื้นที่ผ่านระบบรัฐสภา เหมือนที่เกิดขึ้นกับ พ.ร.บ.ฉบับนี้
ยกเลิกอายุความคดีตากใบ
กมลศักดิ์ ยังบทบาทเข้มข้นอีกหลายเรื่องในสภา โดยเฉพาะการอภิปรายเรื่องคดีตากใบที่หมดอายุความไปแล้ว ทำให้ไม่สามารถนำคนผิดมาลงโทษได้
ด้วยเหตุนี้ กมลศักดิ์ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการกฎหมายฯ จึงได้ตั้งคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาผลกระทบจากกรณีคดีการสลายการชุมนุมเหตุการณ์ตากใบที่ขาดอายุความขึ้นมา เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้และการฟื้นฟูความชอบธรรมของรัฐ
คณะอนุกรรมาธิการชุดนี้ได้จัดทำรายงานผลการศึกษาเสร็จแล้ว แต่สภาไม่ทันรับรองเพราะรับบาลอนุทิน ชาญวีระกูล ประกาศยุบสภาเสียก่อน
รายงานชิ้นนี้มี 3 ข้อเสนอสำคัญๆ คือ “การยกเลิกอายุความ” ในคดีลักษณ์นี้ ต้องไม่ให้เกิดเหตุการณ์เหมือนคดีตากใบ และหากเกิดขึ้นแล้วต้องไม่ปล่อยให้คนผิดลอยนวล
แน่นอนว่า สภาชุดใหม่ก็สามารถหยิบรายงานชุดนี้ขึ้นมาพิจารณาใหม่ได้ โดยต้องมีการยื่นญัตติเข้าสภาอีกครั้ง ซึ่ง สส.กมลศักดิ์ที่อยู่ฝ่ายรัฐบาลอยู่แล้วก็ไม่น่าจะยาก
ชุดมลายู - คดี SLAPP
กมลศักดิ์ยังได้อภิปรายในสภาเรื่องสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกทางอัตลักษณ์ โดยพาะการแต่งชุดมลายูของคนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จากกรณีการฟ้องร้องนักกิจกรรมที่จัดกิจกรรม Melayu Raya เมื่อปี 2565 รวมไปถึงคดี SLAPP หรือการฟ้องปิดปากนักกิจกรรมหรือนักปกป้องสิทธิมนุษยชนโดยเจ้าหน้าที่รัฐ
ส่วนเรื่องอื่นๆ ที่ สส.กมลศักดิ์ได้อภิปรายด้วย เช่น เรื่องการตั้งคณะพูดคุยสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้ เรื่องการส่งชาวมุสลิมอุยกูร์กลับประเทศต้นทาง และการอภิปรายเรื่องคดีที่ดินเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ เป็นต้น
เขายังเคยเสนอแก้ไขพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498 เมื่อครั้งอยู่ฝ่ายค้าน ซึ่งพรรคประชาชาติเห็นด้วย แต่ฝ่ายที่ขับเคลื่อนเรื่องนี้เป็นหลักคือ พรรคอนาคตใหม่ แต่สุดท้ายสภาไม่รับร่างแก้ไขกฎหมายฉบับนี้
เหล่านี้คือตัวอย่างบทบาทในสภาของกมลศักดิ์ จะเห็นได้ว่า บทบาทของกมลศักดิ์ในทางนิติบัญญัตินั้นมีเนื้อหาส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจรัฐ การบังคับใช้กฎหมายและการปฏิบัติหน้าที่เจ้าหน้าที่รัฐ

จะหยุดเขาได้ไหม ?
แม้กมลศักดิ์จะมีบทบาทเข้มข้นอย่างไรในสภา แต่ก็ไม่วายถูกมองว่าเป็น “ทนายโจร” บ้าง หรือผู้สนับสนุนขบวนการแบ่งแยกดินแดนบ้าง ทั้งที่มีเป้าหมายเพื่อให้มีการปรับปรุงหรือแก้ไขปัญหาให้ดีขึ้น พยายามลดเงื่อนไขความขัดแย้งให้น้อยลง ส่งเสริมสิทธิมนุษยชน และสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นก็ตาม
ข้อกล่าวหานี้ร้ายแรงถึงขนาดมีรายงานว่า ในเอกสารทางคดีบางชิ้นถึงขั้นระบุถึงความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงตัวเขากับขบวนการแบ่งแยกดินแดน เช่นเดียวกับนักการเมืองคนอื่น ๆ อย่างด้วย เช่น รอมฎอน ปันจอร์ จากพรรคประชาชน ที่โดนโจมตีมาตลอดอยู่แล้ว
ถามว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับทนายแวยูแฮคนนี้ จะยุดเขาได้ไหม
ในกลุ่มเครือข่ายนักสิทธิมนุษยชนหลายคนเชื่อมั่นว่า กมลศักดิ์ยังมีโอกาสที่จะได้รับตำแหน่งสำคัญนี้ในสภาอีกครั้งด้วย โดยเฉพาะตำแหน่งเดิม คือ ประธานคณะกรรมาธิการกฎหมายฯ
นอกจากนี้ ยังเชื่อมั่นด้วยว่า อุดมการณ์ของเขาจะไม่เปลี่ยนไปแน่นอน ยังคงยืนหยัดต่อสู้กับความไม่เป็นธรรมต่อไป แม้ต้องเผชิญกับข้อท้าทายอีกหลายอย่าง
ใครจะมาแทนที่
คำถามคือ บทบาทในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของกมลศักดิ์นั้นอาจทำให้มีผู้เสียประโยชน์หรือไม่ หรือแค้นเคืองอย่างไรหรือไม่ หรืออาจจะเป็นสาเหตุอื่น
สิ่งที่ต้องพิจารณาคือ สมมุติว่า หากเหตุยิงถล่มเขาในวันนั้น ส่งผลร้ายแรงถึงขั้นทำให้เขาไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ สส.ได้อีกต่อไป กระบวนการทางนิติบัญญัติที่เขามีบทบาทอยู่นั้นจะไปต่อได้หรือไม่ ใครจะทำหน้าที่แทนได้บ้าง
เชื่อว่าคงจะไปต่อได้ แต่จะเป็นใครนั้น เรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปดูตัว สส.ในพื้นที่ก่อนเป็นลำดับแรก ทั้ง สส.ระบบเขตและระบบบัญชีรายชื่อ โดย สส.เขตใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีทั้งหมด 13 คน แบ่งเป็น
จ.ปัตตานี 5 คน (จากพรรคภูมิใจไทย 4 คน พรรคกล้าธรรม 1 คน)
จ.นราธิวาส 5 คน (จากพรรคกล้าธรรม 3 คน พรรคภูมิใจไทย 1 คน และพรรคประชาชาติ 1 คน) และ
จ. ยะลา 3 คน (จากพรรคประชาชาติทั้ง 3 คน)
ส่วน สส.ระบบบัญชีรายชื่อนั้น คงจะมีแต่ รอมฎอน ปันจอร์ จากพรรคประชาชนคนเดียว หรือจะรวมเอา พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ด้วยก็ได้ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาชาติ
สส.แต่ละคนก็มีศักยภาพและความสามารถแตกต่างกันไป แต่ในความแหลมคมของสถานการณ์ความไม่สงบของพื้นที่นั้นซึ่งทำให้มีคนเดือดร้อนหลายฝ่าย ขณะเดียวกันการบังคับใช้กฎหมายของรัฐที่อาจกระทบกับสิทธิเสรีภาพของบุคคลด้วยเช่นกัน ผู้แทนราษฎรจะกล้าฝ่าฟันปัญหาไปสู่การสร้างความสงบสุขที่ทุกฝ่ายยอมรับได้อย่างไร
โอเค มาถึงตอนนี้แล้ว สำหรับพี่น้องชาวนราธิวาส รวมถึงเครือข่ายนักสิทธิมนุษยชน คงต้องกล่าวขอบคุณพระเจ้าที่ทนายกมลศักดิ์ยังอยู่และต้องทำหน้าที่ต่อไป ผู้รับแรงบันดาลใจและพร้อมสานต่ออุดมการณ์มีกระจายอยู่ในพื้นที่แล้ว ผ่านงานให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการบังคับใช้กฎหมายพิเศษตลอดช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ซึ่งจะเขียนถึงในครั้งต่อไป
