เชียงใหม่ประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติไฟป่าบางพื้นที่ของ 6 อำเภอ - กรมควบคุมมลพิษ รายงานสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 พบเกินค่ามาตรฐาน 31 จังหวัด หลายพื้นที่อยู่ในระดับสีแดง หนักสุด ต.เวียงใต้ อ.ปาย แม่ฮ่องสอน 293.1 มคก.ต่อ ลบ.ม. รองลงมา ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว เชียงใหม่ 286 มคก.ต่อ ลบ.ม - ชาวบ้านอาสาสมัครดับไฟป่า เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ กลางดอยแม่ริม

แฟ้มภาพไฟป่าดอยสุเทพจากเพจ WEVO สื่อสู้ฝุ่น เมื่อปี 2563
1 เมษายน 2569 Thai PBS รายงานว่า วานนี้ (31 มี.ค.) นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยถึงสถานการณ์ไฟป่าในพื้นที่ ซึ่งทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่วันที่ 23 มี.ค.เป็นต้นมา โดยสถานการณ์วิกฤตที่สุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 29 มี.ค.ตรวจพบจุดความร้อน หรือ Hot spot สูงถึง 1,020 จุด กระทั่งเมื่อวันที่ 30 มี.ค.จุดความร้อนเหลือ 355 จุด
จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกพบว่า การเกิดไฟป่ามักกระจุกตัวอยู่ในช่วงเช้าและช่วงกลางคืน ส่วนช่วงบ่ายจะมีสถิติลดน้อยลง เพราะเจ้าหน้าที่เข้าไปดับ
จังหวัดเชียงใหม่ จึงสั่งการให้ปรับแผนการทำงานใหม่ เน้นการลาดตระเวนให้สอดคล้องกับช่วงเวลาที่เกิดเหตุจริง พร้อมกำชับให้นายอำเภอประสานงานอย่างใกล้ชิดกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อเร่งสร้างความเข้าใจกับชาวบ้านในพื้นที่เสี่ยง โดยกำหนดเป้าหมายสูงสุดคือเฝ้าระวังไม่ให้ลักลอบเข้าไปในเขตป่า เพื่อสกัดกั้นการเกิดเพลิงไหม้ตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งมีประสิทธิภาพมากกว่าการระดมกำลังเข้าไปดับไฟในพื้นที่ป่าที่เข้าถึงยาก
จังหวัดเชียงใหม่ ประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยและเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน เนื่องมาจากสถานการณ์อัคคีภัยไฟป่า ไปแล้วในพื้นที่ 6 อำเภอ 38 ตำบล 324 หมู่บ้าน และ 27 ชุมชน ประกอบด้วย อ.ฮอด อ.สะเมิง อ.เชียงดาว อ.ดอยสะเก็ด อ.แม่แตง และ อ.แม่วาง
อย่างไรก็ตาม การประกาศในครั้งนี้จะไม่ได้ครอบคลุมพื้นที่ทั้งอำเภอ แต่เป็นการระบุเจาะจงเฉพาะรายตำบล และรายหมู่บ้านที่เกิดสถานการณ์ไฟป่าขึ้นจริง เพื่อให้การบริหารจัดการงบประมาณและทรัพยากรเป็นไปอย่างตรงจุด โดยหัวใจสำคัญของการประกาศเขตพื้นที่ประสบภัย คือการปลดล็อกอำนาจหน้าที่ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง สามารถนำงบประมาณและทรัพยากรที่มีอยู่ มาใช้ในการระงับยับยั้งเหตุ และช่วยเหลือพี่น้องประชาชนได้ทันทีตามระเบียบราชการ
นายรัฐพล กล่าวว่า หากหน่วยงานในระดับพื้นที่ประสบปัญหาข้อจำกัดด้านงบประมาณไม่เพียงพอ ทางจังหวัดพร้อมที่จะอนุมัติเงินทดรองราชการในอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัด เข้าไปสนับสนุนเสริมการทำงานในทันที เพื่อให้การแก้ไขวิกฤตอัคคีภัย และการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบเป็นไปอย่างต่อเนื่อง และรวดเร็วที่สุดในทุกมิติ
ขณะที่เว็บไซต์ air4thai กรมควบคุมมลพิษ รายงานคุณภาพอากาศในช่วงเวลา 07.00 น. ของวันนี้ (1 เม.ย.) พบว่า พื้นที่ ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ เชียงใหม่ ตรวจวัดค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 อยู่ที่ 286 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก.ต่อ ลบ.ม.)
31 จังหวัด ฝุ่น PM2.5 เกินเกณฑ์ หนักสุด "ปาย-เชียงดาว" พุ่งเฉียด 300 มคก.ต่อ ลบ.ม.
วันนี้ (1 เม.ย.) เวลา 07.00 น. ศูนย์สื่อสารการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ รายงานการติดตามตรวจสอบคุณภาพอากาศ ภาพรวมปริมาณ PM2.5 ในประเทศพบเกินค่ามาตรฐานในพื้นที่เชียงราย เชียงใหม่ น่าน แม่ฮ่องสอน พะเยา ลำพูน ลำปาง แพร่ อุตรดิตถ์ สุโขทัย พิษณุโลก ตาก กำแพงเพชร พิจิตร เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท บึงกาฬ หนองคาย เลย อุดรธานี นครพนม หนองบัวลำภู ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด อำนาจเจริญ ชัยภูมิ และอุบลราชธานี
- ภาคเหนือ เกินค่ามาตรฐานเป็นส่วนใหญ่ ตรวจวัดได้ 38.8 - 293.1 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก.ต่อ ลบ.ม.) โดยพบว่า พื้นที่ ต.เวียงใต้ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน มีค่าฝุ่นสูงสุด 293.1 มคก.ต่อ ลบ.ม. รองลงมา ต.เมืองนะ - อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ 286 มคก.ต่อ ลบ.ม. และ ต.เวียงพางคำ อ.แม่สาย จ.เชียงราย
- ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เกินค่ามาตรฐานเป็นส่วนใหญ่ ตรวจวัดได้ 26.1-95.7 มคก.ต่อ ลบ.ม.
- ภาคกลางและตะวันตก เกินค่ามาตรฐาน 1 พื้นที่ ตรวจวัดได้ 18.8-39.7 มคก.ต่อ ลบ.ม.
- ภาคตะวันออก ภาพรวมอยู่ในเกณฑ์ดี ตรวจวัดได้ 15.6-28.1 มคก.ต่อ ลบ.ม.
- ภาคใต้ ภาพรวมอยู่ในเกณฑ์ดีมาก ตรวจวัดได้ 10.2-19.0 มคก.ต่อ ลบ.ม.
- กรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยสถานีตรวจวัดของ คพ. ร่วมกับ กทม. ภาพรวมอยู่ในเกณฑ์ดี ตรวจวัดได้ 12.9-30.7 มคก.ต่อ ลบ.ม.
ทั้งนี้ ขอให้ประชาชน เฝ้าระวังสุขภาพ ลดเวลาการทำกิจกรรมกลางแจ้ง หรือใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเอง ส่วนผู้ที่ต้องดูแลสุขภาพเป็นพิเศษ ควรลดระยะเวลาการทำกิจกรรมกลางแจ้ง หรือใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเอง ถ้ามีอาการทางสุขภาพ ควรปรึกษาแพทย์
สำหรับประชาชนที่อยู่บริเวณพื้นที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ (พื้นที่สีแดง) ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง หรือใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเอง หากมีอาการทางสุขภาพควรปรึกษาแพทย์
ชาวบ้านอาสาสมัครดับไฟป่า เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ กลางดอยแม่ริม
มติชนออนไลน์ รายงานว่า เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569 เวลาประมาณ 20.00 น. อำเภอแม่ริมได้รับแจ้งจากผู้ใหญ่บ้านสะลวง ว่ามีเจ้าหน้าที่ชุดลาดตระเวนเฝ้าระวังและดับไฟป่าของหมู่บ้านสูญหาย จำนวน 1 ราย หลังเสร็จสิ้นภารกิจดับไฟป่าในพื้นที่ ทราบชื่อผู้สูญหาย คือ นายบุญมา ผ้าแดง อายุ 56 ปี ซึ่งได้เข้าร่วมปฏิบัติภารกิจดับไฟป่าร่วมกับชุดปฏิบัติการของหมู่บ้าน โดยในวันเกิดเหตุได้ร่วมกับทีมลาดตระเวนเข้าดำเนินการดับไฟป่าและทำแนวกันไฟจนแล้วเสร็จในช่วงเย็น ก่อนจะขาดการติดต่อไป
ภายหลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่และชาวบ้านได้ระดมกำลังค้นหาในพื้นที่ที่พบเห็นครั้งสุดท้ายอย่างต่อเนื่อง พร้อมประสานญาติ ซึ่งยืนยันว่าผู้สูญหายยังไม่กลับเข้าบ้าน ต่อมาในวันที่ 1 เมษายน 2569 นายอำเภอแม่ริมได้สั่งการเปิดศูนย์ค้นหาและบูรณาการกำลังเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกว่า 200 นาย ลงพื้นที่ค้นหาอย่างเร่งด่วน จนกระทั่งเวลาประมาณ 10.00 น. เจ้าหน้าที่พบร่างผู้สูญหายอยู่ในพื้นที่ป่า ห่างจากจุดทำแนวกันไฟประมาณ 300 เมตร โดยไม่พบร่องรอยการถูกทำร้าย เบื้องต้นสันนิษฐานว่าเสียชีวิตจากอาการอ่อนเพลียสะสม ประกอบกับสภาพอากาศร้อน และมีโรคประจำตัวคือความดันโลหิตสูง เจ้าหน้าที่ได้ประสานแพทย์เพื่อดำเนินการชันสูตรหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงตามขั้นตอนต่อไป
จังหวัดเชียงใหม่ขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต และขอขอบคุณเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครทุกภาคส่วนที่ทุ่มเทปฏิบัติหน้าที่ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองอย่างเต็มกำลัง พร้อมกันนี้ ขอเน้นย้ำให้ผู้ปฏิบัติงานทุกฝ่ายเพิ่มความระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะการทำงานในสภาพอากาศร้อนจัด เพื่อความปลอดภัยสูงสุด
