รมว.ต่างประเทศแสดงวิสัยทัศน์การทำงานของกระทรวง ตั้งเป้าทำงานสร้างอิมแพคต์บนเวทีโลก ทำงานอย่างมียุทธศาสตร์ไม่ทำแค่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าทำงานเชิงรุกมากขึ้นมองไกลกว่าผลประโยชน์ของไทย
20 เม.ย.2569 ที่กระทรวงการต่างประเทศ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ขึ้นแสดงวิสัยทัศน์การทำงานด้านการต่างประเทศของรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งจะทำงานเชิงรุกมากขึ้น
สีหศักดิ์กล่าวว่า ที่ผ่านมางานด้านการต่างประเทศของไทยอาจจะยังไม่ได้ทำงานเชิงรุกมากนัก ที่มาจากสถานการณ์การเมืองภายในของไทยที่ไม่นิ่งมีากรเปลี่ยนแปลงรัฐบาลและมีการเปลี่ยนผู้นำรวมถึงเศรษฐกิจของไทย แต่ในวันนี้รัฐบาลมีเสียงในสภาเยอะเพียงพอก็เป็นโอกาสที่ดีที่รัฐบาลจะมีเสถียรภาพและมีความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบายด้านการต่างประเทศที่จะได้ทำงานเชิงรุกทางการทูต
รมว.ต่างประเทศกล่าวถึงวิสัยทัศน์ของการทำงานเชิงรุกว่า กระทรวงจะต้องทำงานอย่างมียุทธศาสตร์ไม่ใช่ทำงานแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปเรื่อยๆ โดยไม่มีเป้าหมาย และต้องตอบสนองต่อสถานการณ์ที่ผันแปรได้อย่างรวดเร็วทันท่วงที และต้องมีเอกภาพในเชิงนโยบายที่จะทำงานร่วมกับกระทรวงอื่นๆ ที่งานด้านการต่างประเทศจะมีคาบเกี่ยวอยู่กับหลายหน่วยงาน เช่น ช่วงความขัดแย้งที่ชายแดนไทย-กัมพูชาที่กระทรวงได้ทำงานร่วมกับฝ่ายทหารอย่างมีเอกภาพ รวมถึงในยุคที่เป็นประชาธิปไตยเช่นนี้ก็จะต้องสื่อสารกับประชาชนให้รู้ว่าภารกิจของกระทรวงคืออะไรและสร้างความโปร่งใสในการทำงาน
สีหศักดิ์ยกประเด็นปัญหาที่ท้าทายประเทศไทยกำลังเผชิญและการทำงานของกระทรวงอยู่ในขณะนี้ 2 เรื่อง
ปัญหาแรกคือ ปัญหาระหว่างไทยกับกัมพูชาที่ขณะนี้อยู่ระหว่างหยุดยิงที่จะต้องก้าวข้ามความขัดแย้งเพราะในที่สุดยังจะต้องอยู่ร่วมกัน แต่ทางกัมพูชาเวลานี้ส่งสัญญาณมาว่าไม่มีความพร้อมที่จะคุยและยังมีการกดดันเพื่อสร้างความได้เปรียบ แต่ถ้ากัมพูชามีความพร้อมแล้วไทยก็ต้องมีความพร้อมด้วย การนัดเพื่อพูดคุยทางกัมพูชาก็เป็นฝ่ายกำหนดวันฝ่ายเดียวอย่างกะทันหันทำให้ไม่สามารถเข้าร่วมได้ เขาหวังว่าจะสามารถก้าวข้ามความขัดแย้งและทั้งสองประเทศอยู่ร่วมกันได้
ปัญหาที่สอง สงครามในตะวันออกกลาง รมว.ต่างประเทศกล่าวว่า มีคนบอกว่าไทยไม่มีท่าที แต่เป็นเรื่องที่ไทยต้องระวังมากในการแสดงท่าทีเพราะเราต้องรู้ว่าผลประโยชน์และสถานะของไทยอยู่ตรงไหนซึ่งจะต้องไม่มีท่าทีเยอะเกินไปหรือน้อยเกินไป เราไม่เห็นด้วยกับสงครามนี้และไม่ควรจะเกิดแต่แรก และเป็นเรื่องที่แต่ละฝ่ายจะต้องเคารพยึดมั่นในกฎบัตรสหประชาชาติและไม่ขยายพื้นที่สงคราม อย่างไรก็ตามเขาเห็นว่าส่วนของไทยการจะประนามก็ยังต้องระวังท่าทีเราก็ต้องนึกถึงผลประโยชน์ของเราไทยไม่ได้เป็นคู่กรณี เราห่วงความปลอดภัยของคนไทยในต่างแดนและมองถึงผลประโยชน์ของไทยที่เราจะต้องเอาน้ำมันของเราผ่านออกมาให้ได้ และเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาต้องเดินทางไปโอมานเพื่อพูดคุยเรื่องนี้
รมว.ต่างประเทศกล่าวต่อถึงการทำงานในระยะยาวของกระทรวงว่า งานด้านการต่างประเทศก็คือเรืองผลประโยชน์ของชาติและเรื่องที่สำคัญคือ “ความมั่นคง” ที่สำคัญที่สุดคือความมั่นคงชายแดนและอธิปไตยของประเทศเพราะหากไม่มีความมั่นคงชายแดนก็จะต้องกลับมาพะวงเรื่องชายแดน ดังนั้นชายแดนจะต้องปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบทั้งบูรณภาพของดินแดน อาชญากรรมข้ามชาติ และความมั่นคงที่ดีที่สุดคือการพัฒนาก้าวหน้าร่วมกัน
นอกจากนั้น ยังมีความมั่นคงต่อประเทศเพื่อนบ้านเพราะเราหลบไม่ได้และต้องอยู่กับประเทศเพื่อนบ้านตลอดไป จึงต้องมีความก้าวหน้ามั่นคง แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะกับกัมพูชาเราก็ยังก้าวข้ามความขัดแย้งไม่ได้ หรือพม่าก็มีปัญหาภายในที่เราต้องช่วยเขา กับลาวก็หวังว่าจะสร้างความเชื่อมโยงกับไทยเพื่อออกจากสภาพแลนด์ล็อกที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล กับมาเลเซียก็ต้องพัฒนาพื้นที่ชายแดนร่วมกันเพื่อแก้ไขสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยเอง
นอกจากนั้น สีหศักดิ์์กล่าวว่าขณะนี้มีการแข่งขันกันระหว่างประเทศมหาอำนาจ แม้ว่าไทยจะไม่เลือกข้างแต่ก็ต้องมีจุดยืนต้องรักษาความอิสระในเชิงยุทธศาสตร์ และเราไม่ควรจะต้องมีแค่ 2 ขั้ว และพยายามนำขั้วต่างๆ เข้ามาเกี่ยวข้องในการเสริมสร้างสันติภาพ ไม่ว่าจะเป็นอินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลี หรือออสเตรเลีย ยิ่งมีหลายขั้วไทยก็ยิ่งมีทางเลือกมากขึ้น
“ที่สำคัญคืออาเซียน แกนนำของอาเซียนต้องมีบทบาท ไทยก็ต้องมีบทบาทสร้างความเข้มแข็งให้กับอาเซียน”
สีหศักดิ์กล่าวต่อไปว่าประชาชนต้องรู้สึกกับงานต่างประเทศว่ามีความหมายอย่างไรและจะทำให้ความเป็นอยู่ดีขึ้นได้อย่างไร การทูตเศรษฐกิจจึงสำคัญมากและได้เริ่มไปแล้วโดยมุ่งไปที่แอฟริกา กลุ่มประเทศอ่าวแต่ตอนนี้ประเทศกลุ่มนี้ก็คงต้องใช้เวลาฟื้นฟู รวมถึงเอเชียกลาง ที่กระทรวงต่างประเทศได้ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ในการเจรจาเขตการค้าเสรี ในด้านเทคโนโลยีก็ได้ทำงานร่วมกับกระทรวง อว.
รมว.กล่าวถึงประเด็นความมั่นคงไม่ใช่แค่ความมั่นคงของรัฐแต่ยังมีความมั่นคงของมนุษย์ด้วย ซึ่งมีหลายเรื่องที่มากระทบความมั่นคงของมนุษย์ทั้งโรคระบาด ภัยพิบัติจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ อาชญากรรมข้ามชาติ ความมั่นคงของมนุษย์จึงต้องเป็นหัวใจในยุทธศาสตร์ทางการทูตด้วย
“การทูตที่มีอิมแพคต์ต่อเวทีโลก มองไกลกว่าประเทศไทย เราจะช่วยประชาคมโลกอย่างไรให้โลกนี้ดีขึ้นมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นเพื่อคนรุ่นหลัง ดังนั้นสิ่งแรกที่เราเห็นเลย เราต้องช่วยประชาคมโลกในการรักษาระเบียบโลกที่มีกติกา ไม่ใช่อำนาจเป็นใหญ่ เราต้องสร้างระเบียบโลกใหม่ที่ไม่ใช่ประเทศใหญ่เป็นใหญ่ฝ่ายเดียว แต่ประเทศเล็กต้องมีเสียงด้วย เราต้องสร้างระเบียบโลกที่สนองต่อความท้าทายต่างๆ ที่เราเผชิญร่วมกัน เราต้องมองไปไกลกว่าประเทศไทย” สีหศักดิ์กล่าว
สีหศักดิ์กล่าวทิ้งท้ายว่า งานด้านการต่างประเทศต้องไปได้ทุกที่ไม่ว่าจะประเทศไหน และต้องไปไกลกว่าตัวเราเอง อย่าเอาแต่ผลประโยชน์ของเราเป็นที่ตั้งเพราะว่าผลประโยชน์ของเราเป็นผลประโยชน์ของประชาคมโลก เพราะฉะนั้นถ้าไทยจะเป็นประเทศที่ชาติอื่นเคารพ มีศักดิ์ศรีอยู่บนเวทีโลก เราต้องไปไกลกว่าประเทศไทย
ช่วงเปิดให้สื่อมวลชนถามคำถาม ผู้สื่อข่าวได้ถามถึงประเด็นที่การทูตไทยจะสร้างอิมแพคต์อย่างไรในขณะที่ไทยเองก็เป็นสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ(The United Nations Human Rights Council (UNHRC)) แต่ก็ยังไม่มีความชัดเจนในการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมตามแนวชายแดนฝั่งพม่า ในขณะที่กับฝั่งกัมพูชาไทยก็มีท่าทีจะยกเลิกกลไกทวิภาคีที่ใช้ในการแก้ปัญหาแนวชายแดนอย่าง MOU 43 และ 44 ซึ่งประเด็นเหล่านี้ที่กระทบบทบาทของไทยในเวทีโลกซึ่งทางกระทรวงจะมีแนวทางต่อเรื่องเหล่านี้อย่างไร?
สีหศักดิ์กล่าวว่า ก็เป็นเรื่องที่ต้องคุยกับเพื่อนบ้านของเราว่าเราจะทำอย่างไรเพื่อให้เกิดการปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์ จะทำอย่างไรในการสกัดกั้นการทะลักเข้ามาของยาเสพติด และที่กระทรวงไปฝั่งพม่าก็เพื่อขอให้เปิดพื้นที่ให้ความช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรมในประเทศพม่าเองด้วย เพราะฉะนั้นเราไม่ได้มองแค่เอาผลประโยชน์ของไทยเป็นที่ตั้งอย่างเดียว แต่เราเข้าไปคุยกับเขาว่าจะช่วยเขาได้อย่างไรในการพูดคุยกับชนกลุ่มน้อยโดยเฉพาะบริเวณชายแดนไทย
ส่วนประเด็นทางกัมพูชา ถึงแม้ว่าจะไม่มี MOU ทั้ง 2 ฉบับไทยก็ยังสามารถพัฒนาความสัมพันธ์ได้ และเราจะทำอย่างไรติดต่อกันมากขึ้นว่าจะร่วมมือกันบริเวณชายแดนอย่างไร เริ่มสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจได้อย่างไร โดยเฉพาะกับ MOU 44 ต่อให้ไม่มีเราก็สามารถทำเรื่องเขตแดนทางทะเลได้ เช่น ไทยกับมาเลเซียเราไม่มี MOU เราก็ทำเรื่องเขตแดนทางทะเลร่วมกันได้ ส่วน MOU43 ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรและมีความคืบหน้าอยู่ แต่เราก็ต้องฟังเสียงของคนไทยที่มีความกังวลเรื่องแผนที่ ถ้าเราสามารถทำให้ชัดเจนได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราต้องทิ้ง MOU43 แต่อาจจะต้องมีการทบทวนหรือปรับปรุงได้อย่างไรบ้าง แต่ตอนนี้บางเรื่องยังพูดไม่ได้เพราะพูดแล้วจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการเจรจากับทางกัมพูชาต่อไปด้วยจึงต้องเก็บไว้ก่อน
